ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน : เทคนิคสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ “ครูรักเด็ก เด็กรักครู”

ผมถือว่า ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นเทคนิคสำคัญที่สามารถสนองพระราชดำรัสฯ “ครูรักเด็ก เด็กรักครู” ได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

            วันนี้ผมได้รับวารสารวิทยาจารย์ ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2560 (คุรุสภาพิมพ์ย้อนหลัง) ซึ่งผมเป็นคอลัมน์ประจำ "นิเทศการศึกษา" เขียนลงต่อเนื่องทุกเดือนมาหลายปี  ฉบับนี้ตีพิมพ์เรื่อง "ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน : เทคนิคสำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้ "ครูรักเด็ก  เด็กรักครู" โดยผมได้เขียนเล่าย้อนรอยถึงเรื่องที่ศึกษานิเทศก์ขณะนั้นรับผิดชอบ ซึ่งเป็นงานที่ชาวศึกษานิเทศก์ภาคภูมิใจยิ่งเรื่องหนึ่ง  และเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงฯให้ทำต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้  เลยอยากนำมาให้อ่านกันครับ
                                   *************************************************                     
           ....ตอนทำงานที่หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา ช่วงปี พศ.2542 ซึ่งเป็นปีที่ประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ผมมีโอกาสร่วมทำงานที่ภาคภูมิใจเรื่องหนึ่งซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นที่กรมสามัญศึกษาเป็นครั้งแรก โดยมีหน่วยศึกษานิเทศก์เป็นผู้รับผิดชอบ คือเรื่องระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

              จำได้ว่าตอนนั้นเราไม่ได้ตั้งงบประมาณรองรับไว้ก่อน มีคุณหมอจากกระทรวงสาธารณสุขมาร่วมคิดร่วมเสนอแนะ เรารู้สึกสนุกและมีความหวังว่าต่อไปนี้การดูแลนักเรียนจะเป็นระบบมากขึ้นและจะมีการดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคลบนพื้นฐานของข้อมูล เหมือนหมอที่ดูแลรักษาคนไข้เป็นรายคน โดยระบบนี้ได้เกิดขึ้นที่โรงเรียนระดับมัธยมศึกษาในสังกัดกรมสามัญศึกษาก่อน                   

                         ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่คิดค้นกันขึ้นมา เป็นกระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน มีครูที่ปรึกษาเป็นบุคลากรหลักในการด าเนินงาน โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภายใน และนอกสถานศึกษา ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหาร และครูทุกคน มีวิธีการและ เครื่องมือที่ชัดเจน มีมาตรฐานคุณภาพ และมีหลักฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้                 ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนมีองค์ประกอบในการดำเนินงาน 5 ขั้นตอน คือ  1)  การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล  2)  การคัดกรองนักเรียน   3)  การป้องกันและแก้ไขปัญหา   4)  การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน  และ 5) การส่งต่อ  ดังแผนภูมิ(ท้ายบทความ)

                        ขอเล่าแต่ละขั้นตอนแบบย่อๆ  กล่าวคือ  

                      1)  การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล  จะช่วยให้ครูที่ปรึกษามีความเข้าใจนักเรียนมากขึ้น สามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อคัดกรองนักเรียน เป็นประโยชน์ในการส่งเสริม ป้องกันและแก้ไขปัญหาของนักเรียนได้อย่างถูกทาง ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ มิใช่การใช้ความรู้สึกหรือการคาดเดา โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหานักเรียน ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดข้อผิดพลาดต่อการช่วยเหลือนักเรียนหรือเกิดได้น้อยที่สุด 

                      2)  การคัดกรองนักเรียน เป็นการพิจารณาข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวนักรียนเพื่อการจัดกลุ่มนักเรียนเป็น กลุ่มปกติซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการสร้างภูมิคุ้มกันและการพัฒนา  กลุ่มเสี่ยงซึ่งต้องให้การป้องกันหรือแก้ไขตามแต่กรณี  กลุ่มมีปัญหาซึ่งต้องช่วยเหลือและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน และกลุ่มพิเศษคือนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ มีความเป็นอัจฉริยะซึ่งต้องให้การส่งเสริมให้ได้รับการพัฒนาศักยภาพ ตามความสามารถพิเศษนั้นจนถึงขั้นสูงสุด    

                      3)  การป้องกันและแก้ไขปัญหา มีหลายเทคนิค วิธีการ สิ่งที่ครูที่ปรึกษาหรือครูประจำชั้นจำเป็นต้องดำเนินการมีอย่างน้อยสองประการคือ การให้คำปรึกษาเบื้องต้นและการจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา  

                      4)  การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน  มีกิจกรรมหลักสำคัญ เช่น การจัดกิจกรรมโฮมรูม  การเยี่ยมบ้าน การจัดประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน (Classroom  Meeting)  การจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะการดำรงชีวิตและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  กิจกรรมพัฒนานักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา(YC : Youth Counseior) เป็นต้น 

                      5) การส่งต่อ อาจมีบางกรณีที่บางปัญหามีความยากต่อการช่วยเหลือหรือช่วยเหลือแล้วนักเรียนมีพฤติกรรมไม่ดีขึ้นก็ควรดำเนินการส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่อไป เพื่อให้ปัญหาของนักเรียนได้รับการช่วยเหลืออย่างถูกทางและรวดเร็วขึ้น

             การขับเคลื่อนเรื่องนี้ในตอนนั้นจะมีศึกษานิเทศก์ทั้งส่วนกลาง เขตการศึกษาและจังหวัดเป็นตัวจักรสำคัญในการไปช่วยชี้แจง สร้างความเข้าใจให้แก่โรงเรียนมัธยมทั่วประเทศ โรงเรียนต่างๆ ก็ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นอย่างดีและรับลูกด้วยความเต็มใจ การสื่อสารสร้างความเข้าใจจึงได้รับความร่วมมือและสานต่อกันอย่างกว้างขวาง มีกิจกรรมนำเสนอผลงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างคึกคัก พอพูดถึงระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 5 ขั้นตอนก็เป็นที่เข้าใจกัน ศึกษานิเทศก์ ครูแนะแนว ครูที่ปรึกษาจะเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนในเบื้องต้น

            ต่อมาได้มีการพัฒนาระบบคุณภาพในการประกันคุณภาพการศึกษาทั้งระบบที่เรียกว่า TOPSTAR (Think Over, Planing, System, Team, Accessment and Reflection) ขึ้น โดยมีระบบใหญ่ๆ 2 ระบบคือ ระบบหลักและระบบสนับสนุน ซึ่งระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้เป็นระบบหลักระบบหนึ่งของ TOPSTAR ด้วย หลังจากนั้นก็ยังมีการพัฒนาต่อยอดผ่านนโยบายและกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนก็ยังเป็นระบบสำคัญในการบริหารการศึกษาและการบริหารสถานศึกษาโดยตลอด          พูดถึงเรื่องนี้ในช่วงแรกที่เราไปเยี่ยม ไปแนะนำให้กำลังใจโรงเรียนกัน จะพบว่าครูแนะแนวกับครูที่ปรึกษา(ประจำชั้น) จะทำงานร่วมกันและยึดมั่นกับ 5 ขั้นตอน อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะขั้นตอนแรกคือ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลและการคัดกรองนักเรียน ซึ่งเรามีเครื่องมือคัดกรองนักเรียน คือ SDQ (Strength and Difficulties Questionnaire) ตอนแรกๆเวลาเราไปเยี่ยมโรงเรียนไหน ครูมักจะนำผล SDQ มาให้ดู ซึ่งแสดงถึงการทำงานที่เป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่พอถามถึงขั้นตอนต่อไปคือการป้องกันและแก้ไขปัญหา การส่งเสริมและพัฒนา และการส่งต่อก็ยังไม่คืบหน้าเท่าใด โรงเรียนไหนที่คุ้นเคยกันผมก็จะพูดเชิงหยอกเย้ากันสนุกๆว่า “คัดกรองเสร็จแล้วก็กองเอาไว้ใช่ไหม” ก็เรียกเสียงหัวเราะ และเป็นการกระตุ้นให้โรงเรียนต้องดำเนินการขั้นตอนอื่นๆให้ครบทั้งระบบไปด้วย

            ภายหลังผู้หลักผู้ใหญ่ในกรมฯ ได้มีมาตรการให้ครูไปเยี่ยมบ้านนักเรียน 100###/span#< เพื่อให้รู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลได้เป็นอย่างดี จากมาตรการนี้ทำให้ครูเกิดความตระหนักในบทบาทหน้าที่และเพิ่มจิตวิญญาณความเป็นครูให้เห็นได้อย่างชัดเจน ครูที่ปรึกษาหรือครูประจำชั้นที่เอือมระอานักเรียนบางคนในชั้นที่เกเรก้าวร้าว ไม่ตั้งใจเรียน พอได้ไปเห็นชีวิตความเป็นอยู่ที่บ้านจึงเข้าใจสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง ทำให้เกิดความรัก ความเมตตา เอาใจใส่นักเรียนในชั้นเป็นรายคนเพิ่มขึ้น ที่สำคัญหลายคนต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเดือน เพื่อช่วยเหลือศิษย์ของตนเองด้วยความสุขใจ ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ครูที่ปรึกษาก็มีการตั้งกลุ่มไลน์กับผู้ปกครองนักเรียนในชั้น ปรึกษาหารือดูแลบุตรหลานได้ใกล้ชิดอีกทางหนึ่ง

            เวลาผมไปเยี่ยมโรงเรียนใด ก็มักจะขอให้ครูที่ปรึกษาเล่าความประทับใจ และยกกรณีตัวอย่างการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของตนให้ฟัง ครูแต่ละคนก็จะเล่าด้วยความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเองทำ ต่างเล่าด้วยเสียงสะอื้น น้ำตาคลอด้วยคาวมเต็มตื้น ครูทุกคนอยากเล่าให้พวกเราฟัง จนบางครั้งพวกเรากว่าจะออกจากโรงเรียนได้ก็จนมืดค่ำ ซึ่งเราก็พลอยปลื้มใจน้ำตาไหลไปกับเขาด้วย นี่คงเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จในการสนองตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ที่พระองค์ตรัสในเวลาต่อมาว่าให้ “ครูรักเด็ก เด็กรักครู” ได้อย่างแจ่มชัด

            ต่อมาเมื่อมีการปรับโครงสร้างการบริหารของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อพ.ศ.2546 มีการยุบรวมระดับประถมกับมัธยมไว้ในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และในพ.ศ.2547 สพฐ. ได้กำหนดนโยบายสำคัญประการหนึ่งให้สถานศึกษาทุกแห่ง(ประถมและมัธยม) มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤตต่างๆ ในสังคม เช่น ปัญหายาเสพติด ปัญหาท้องในวัยเรียน ปัญหาการใช้ความรุนแรง ก่อเหตุทะเลาะวิวาท ฯลฯ ซึ่งมีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต ทุพพลภาพ การออกจากโรงเรียนกลางคัน และอาจนำไปสู่ปัญหาสังคมต่อไป โดยให้สถานศึกษาทุกแห่ง มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีความเข้มแข็ง เพื่อให้สามารถดูแลพิทักษ์ ปกป้อง คุ้มครองนักเรียนทุกคนในทุกมิติด้วยกระบวนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและทักษะชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพของแต่ละปัญหาอย่างถูกต้อง ทั่วถึงและทันการณ์ พร้อมที่จะเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน ให้เป็นคนดี มีความสุข และปลอดภัย ในสภาพสังคมปัจจุบัน ภายใต้การนิเทศ กำกับติดตามของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา        
            ตลอดจนกำหนดยุทธศาสตร์ มาตรการ และจุดเน้นในการพัฒนาคุณภาพระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน รวมทั้งสนับสนุน ส่งเสริมให้สถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ การเยี่ยมบ้านนักเรียน การจัดประชุมผู้ปกครองนักเรียน การเสริมสร้างทักษะชีวิต การพัฒนาวินัยเชิงบวก รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมนักเรียน โดยมุ่งที่จะพัฒนานักเรียนในทุกระดับให้มีสมรรถนะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามเจตนารมณ์ และความมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551      
            มีโครงการกิจกรรมต่างๆอีกหลายอย่างทั้งมาจากภาครัฐและภาคีภาคส่วนต่างๆเข้ามาร่วมส่งเสริมเติมเต็มระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่พอจำได้ เช่น  โครงการทุนการศึกษา  โครงการอาหารกลางวัน  โครงการจักรยานยืมเรียน  โครงการ “บ้านน้ำใจ”กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมสร้างบ้านให้นักเรียน  โครงการสร้างบ้าน 89 หลัง “คืนความสุขสู่ลูก สพฐ” เฉลิมพระเกีรยติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 พระชนมพรรษา 88 พรรษา  กิจกรรมกระทรวงศึกษาธิการจัดสัปดาห์เยี่ยมบ้านนักเรียน  เป็นต้น      
            พูดถึงกิจกรรมกระทรวงศึกษาธิการจัดสัปดาห์เยี่ยมบ้านนักเรียน ซึ่งกำหนดไว้ปีละ 2 ครั้ง คือเดือนสิงหาคม และธันวาคม  เริ่มในปีแห่งการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างรอบด้าน ปีการศึกษา 2553-2554 และดำเนินการมาตลอด โดยจะมีผู้บริหารและข้าราชการทุกเขตพื้นที่การศึกษาจัดคาราวานออกไปเยี่ยมบ้านนักเรียน  เป็นการปูพรมและกระตุ้นให้เกิดการเยี่ยมบ้านนักเรียนอย่างทั่วถึง  ซึ่งเวลาผมไปเยี่ยมเขตพื้นที่การศึกษาใดก็อดจะเสนอแนะการดำเนินการเรื่องนี้ไม่ได้ว่า  สัปดาห์แห่งการเยี่ยมบ้านนักเรียนนี้ คาราวานที่ออกไปเยี่ยมนอกจากผู้บริหารและข้าราชการจากเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนแล้ว น่าจะเชิญชวนคหบดี ผู้ที่มีใจบุญใจกุศลในพื้นที่และนอกพื้นที่ รวมทั้งสื่อมวลชนต่างๆ ร่วมเป็นคาราวานในแต่ละชุดด้วย  ซึ่งจะมีแนวโน้มให้เกิดการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามสภาพปัญหาได้อย่างทันท่วงทีและอาจดูแลกันอย่างต่อเนื่องด้วย  เพราะการไปแต่เฉพาะกลุ่มข้าราชการเท่าที่ปฏิบัติกันเป็นส่วนใหญ่มักจะได้แต่เพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น        
             นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ให้ศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน (ฉก.ชน.สพฐ.) ดำเนินงานตามโครงการยกระดับคุณภาพระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยการยกย่องเชิดชูเกียรติสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่จัดระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง โดยคัดเลือกสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อรับรางวัลระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในแต่ละปี เพื่อให้สถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอื่นๆ มีวิธีการปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้มีประสิทธิภาพ เกิดความเข้มแข็งและความยั่งยืน เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างครบถ้วนในทุกมิติ สามารถเรียนรู้และดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย               
            จากประสบการณ์ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมดูแลในเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าปัจจัยความสำเร็จที่มีผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ที่สำคัญได้แก่ 1) ผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารโรงเรียน รองผู้บริหารทุกฝ่าย ต้องตระหนักถึงความสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน และ ให้การสนับสนุนการดำเนินงานหรือร่วมกิจกรรมตามความเหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ 2) ครูทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูที่ปรึกษาต้องมีเจตคติที่ดีต่อนักเรียน และมีความสุขที่จะพัฒนานักเรียนในทุกด้าน  3) เครือข่ายผู้ปกครอง  คณะกรรมการหรือคณะทำงานทุกคณะ ต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด อย่างสม่ำเสมอ  และ 5) มีการอบรมให้ความรู้และทักษะ รวมทั้งการเผยแพร่ข้อมูล ความรู้แก่ครูที่ปรึกษาและผู้เกี่ยวข้องที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสิ่งที่จำเป็น โดยเฉพาะเรื่องทักษะการปรึกษาเบื้องต้น และแนวทางการแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียน            
            ผมจึงถือว่า ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นเทคนิคสำคัญที่สามารถสนองพระราชดำรัสฯ “ครูรักเด็ก เด็กรักครู” ได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน                                          **************************************

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธเนศ ขำเกิด

คำสำคัญ (Tags)#ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน#การดูแลช่วยเหลือนักเรียน#การเยี่ยมบ้านนักเรียน#ครูที่ปรึกษา#ครูรักเด็ก เด็กรักครู

หมายเลขบันทึก: 631161, เขียน: 17 Jul 2017 @ 11:06 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)