เรื่องทุเรียน ห้ามนำขึ้นเครื่อง
ก็เป็นเพราะเหตุสองประการ เป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้
(งูกินหาง เหมือน บ คอนคอร์ดที่ พื้นที่ปีก แปรผันตาม ความเร็ว บ และ โอกาสยางฉีกขาดบาดปีกและถังน้ำมัน)
1.ทุเรียนเอ็กเรย์แล้วเห็นสีเดียวกับสารอินทรีย์
2.เรื่องกลิ่นที่จะไปรบกวนผดส บนเครื่อง แต่แก้ได้โดยการผนึกซีลให้ดี

ทุเรียนเอ็กเรย์แล้วเห็นสีเดียวกับสารอินทรีย์
ข้อ 1 จะผ่าดูว่าเจตนาใส่สารวัตถุระเบิดมาปนมาหรือเปล่าก็ไม่สะดวก ส่วนข้อ 2 จะให้ ผดส แพ็คสูญญาการศกันกลิ่นมาก็เป็นการแก้ไขเรื่องกลิ่นได้ แต่ตามข้อ 1 คือสีมันเหมือนสารวัตถุอันตราย ก็จะผ่าดู เจาะดู หรือแม้กระมั่งสูดดม ก็ไม่สะดวกและไม่สามารถบ่งชี้ได้โดยง่าย (Difficult to identify) ซึ่งจะทำให้ การจราจรของผดส ไม่ไหลลื่นไปยัง บ ได้ตามคาดหมายได้ทันเวลา (PAX Flow) นั่นเอง
คล้ายกรณีของเหลว เจล เสปรย์ ที่ ICAO ต่างระดมสมองคิดหาอุุปกรณืที่จะบ่งชี้ สารต่างๆ ที่จะใช้เวลาสั้นที่สุด ให้ได้เร็วสะดวกที่สุด แต่ประเด็นก็คือ สารที่ว่านั้นใส ไม่มีกลิ่น ที่จะทำการตรวจจับได้ง่ายๆนั่นเอง
กลับมากรณีทุเรียนก็เหมือนกัน สีต่างๆน้นเหมือนกันเพราะเป็นสารอินทรีย์เหมือนกัน แล้วพอมีกลิ่นก็รบกวน ผดส แก้โดยการแพคกิ้ง ก็ทำให้แกะตรวจสอบและกลับไปแพคคืน ต้องใช้เวลา จะไม่แพคมา รอตรวจสอบก่อนและ แพคหลังตรวจก็ต้องใช้เวลา เวลาตรงนี้ ที่ยอมรับไม่ได้ครับ เป็นเหตุว่า ร้านข้างในเกตจึงขายได้เพราะ สนามบินมีการกำหนดกระบวนการ ตรวจสอบสินค้ามาก่อนเข้าเกต ในระบบขนส่งว่าไม่มีการปนเปื้อนของสารทำระเบิด หรือแม้กระทั่งปริมาณการขายเองที่ควบคุม ไม่ให้นำทุเรียนไปทำระเบิด(ในทุเรียนมีกรดกำมะถัน)

ส่วนเรื่องกลิ่น ประเทศสิงค์โปรมาถูกทางแล้ว เป็นวิธีปฏิบัติที่ดี ในการกำจัดกลิ่นอันจะรบกวน ผดส ท่านอื่นๆ ถือว่าเป็น Best Practice ที่ดี ถือว่าห้ามกลิ่นแต่ได้รสชาดน่อยก็ยังดี

แต่บ้านเราทุเรียนหาทานง่าย จะทานทั้งทีก็ขอให้ได้ผัสสะครบๆประมาณนี้ครับ แต่หากคนไทยอยากทานผลไม้ หรืออไรที่ ใส่ความหมายเพื่อสุขภาพหน่อย อย่างใส่ชาเขียวไปคนไทยนิยมเป็นอันมากนะครับ
KMTEAMDCA Airport
ขอบคุณภาพที่มาและประเด็นเรื่องทุเรียนครับ : AOT KM:Knowledge HubAnan Chartsatthar