อย่างที่เล่าไปในบันทึกก่อนหน้านี้ว่า พวกเราเดินทางจากฮาร์บินมาถึงปักกิ่งกันตอนเช้าตรู่ จากนั้นก็เข้ามาเช็คอินที่โรงแรม แต่ปรากฏว่าห้องยังไม่สามารถเช็คอินได้ ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้คือ ฝากกระเป๋าเดินทางไว้แล้วออกไปเที่ยวกันต่อ วันนี้เราก็จะไปพระราชวังฤดูร้อนอันเลื่องชื่อ แต่ก่อนจะไป ต้องหาอาหารรองท้องกันสักนิด เดินจากโรงแรมเลี้ยวซ้ายมาเพียงไม่ไกล เราพบร้านอาหารท้องถิ่นร้านนึง
ว่าแล้วก็เดินเข้าไปกันเลย เป็นร้านอาหารเช้าเล็กๆ น่าจะขายพวกข้าวต้มหรือ เกี๊ยวน้ำ อะไรทำนองนี้ มีคนมานั่งกินอยู่หลายโต๊ะเหมือนกัน เครื่องปรุงบนโต๊ะ หน้าตาไม่ค่อยเหมือนของบ้านเรา เด็กมองด้วยความสงสัยว่า มันคืออะไร กินได้ไหมเนี่ย!!!
มาละ อาหารเช้า ที่คนแถวนี้กินกัน
กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ราคาไม่แพงเลย เพียวชามละ 4 หยวนเท่านั้น กินไปคนละชามก็ 12 หยวน คิดเป็นเงินไทย 60 บาท
พอท้องอิ่ม พวกเราก็ออกเดินทาง ก่อนไป ยังไม่ลืมหันมาถ่ายรูปไว้เป็น landmark อ้อ คราวนี้ถ่ายร้านข้างๆ และสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย เดี๋ยวหลงอีก
ปรึกษาหารือกันให้เรียบร้อยว่าจะไปลงสถานีไหน
แล้วก็เริ่มเดินทางได้
มาถึงแล้วก็เข้าไปซื้อตั๋วที่ช่องขายตั๋วกันเลย ราคาผู้ใหญ่ 50 หยวน เด็ก 25 หยวน ดูราคาให้ดีนะว่า include อะไรบ้าง พวกเราซื้อแบบที่เข้าได้ทั้งหมด ไม่ต้องซื้ออะไรเข้าเพิ่มแล้ว
คนยังไม่ค่อยมากเนื่องจากว่ายังเช้าอยู่ รอคิวเพียงไม่นานก็ซื้อเสร็จ จากนั้นก็เข้าไปด้านในกันเลย
ผ่านร้านขายของที่ระลึก ดูแล้วไม่น่าสนใจสักอย่าง แต่เราได้กาแฟจากที่นี่ เป็นกาแฟร้อนธรรมดา ธรรมดา แต่ราคาแก้วละ 20 หยวน หรือ 100 บาทไทยจ้า อเมริกาโน่เชียวนะ
จากนั้นก็เดินชมวิวทิวทัศน์ อากาศหนาวเย็น น้ำในแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็ง นักท่องเที่ยวไม่มาก พอเดินสบายๆ ได้ยินภาษาไทยอยู่บ้างเหมือนกัน เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวเล็กๆ น่าจะมากันเองเพราะไม่เห็นไกด์ถือธงชาติไทย
ร้านค้าส่วนใหญ่ยังคงไม่เปิด พวกเราเดินดูโน่นดูนี่ แล้วก็เดินเข้าไปยังส่วนถัดไป เดินไปตามทางนั้นเลย
ด้านบนเป็นลานโล่งๆ มีร้านขายของที่ระลึก ซึ่งเดินไปดูแล้วไม่ค่อยอยากจะได้เป็นที่ระลึกเท่าใดนัก ใกล้ๆ มีกลุ่มแบตมินตันวงอยู่ คือ เตะลูกขนไก่ เป็นวง คล้ายตะกร้อวงของบ้านเรา เพียงแต่เปลี่ยนตะกร้อ เป็นลูกขนไก่แทน
ถึงละ ลานกว้าง และกำแพงสีแดง
เดินต่อไป
แตะกำแพง ตามธรรมเนียมว่า มาถึงแล้วนะ
เดินขึ้นไปเรื่อยๆ มีบันไดก็ขึ้นบันไดไปเรื่อยๆ ยังคิดเลยว่า ถ้าแก่แล้วจะมายังไงหนอ
และยังคงเดินต่อไป เริ่มใช้คำว่าปีนก็ได้เช่นกัน
เผลอแป้บเดียว ไปเป็นโรสแห่งไททานิคซะละ งง!!!
เดินต่อ เอ้ย ปีนต่อไป ยังมีวัดอีกหลายวัดให้ชม
ยังโหดไม่พอ มีหลงด้วยนะ หาทางเข้าไม่ได้ แบบปีนขึ้นปีนลง ทรหดจริงๆ
เจอละ ทางเข้าอยู่ทางนี้นี่เอง สวยสมกับที่ดั้นด้นมา จะเห็นว่าอากาศแย่มากๆ หมอกควันระดับสูง ว่าลำปางอากาศไม่ดีในบางช่วงแล้ว เจอวันนี้ที่ปักกิ่งนี่ชิดซ้ายไปเลย บ้านเราดีกว่าเยอะ
พักผ่อน เดินดูโน่นดูนี่จนพอใจ แล้วทีนี้ก็เดินลงละ ส่วนนี้เป็นหลังคา มีการวาดตามปีนักษัตร ใช้สีสวยงามมาก
ดูความมัวของอากาศจากด้านบน เห็นเกาะที่เดี๋ยวเราจะเดินไปแบบมัวๆ
จากนั้นเดินลงไปตามบันไดเรื่อยๆ จนถึงข้างล่าง เราจะเดินไปดูเรือหินอ่อนของพระนางซูสีไทเฮากัน
ด้านล่างก็มีตำหนักต่างๆ ให้เข้าไปชมด้านในได้
แล้วก็เดินไปตามทางยาวๆ นี่ คือ ไกลมาก
ถึงแล้วค่ะ เรือหินอ่อนที่ว่า
จากตรงนี้เราก็จะเดินไปยังเกาะที่เห็นลิบๆ จากตอนอยู่ข้างบน แค่คิดก็ปวดขาแล้ว เดินตามทางไปเรื่อยๆ
มีรูปปั้นวัวกระทิง อยู่ระหว่างทางเดินก่อนขึ้นสะพาน คนมาหยุดถ่ายรูปกันเพียบ
เดินข้ามสะพานนี่ไปอีก
ต้องผ่านประตูนี้เข้าไปก่อน
เดินจนทั่ว แล้วก็กลับออกมาทางเดิมแวะพักศาลาใกล้ๆ กับสะพาน พักขาพอหายเหนื่อย จากนั้นก็เดินกลับ
ขากลับด้วยว่าเราออกอีกประตูหนึ่ง ทำให้ต้องเดินหาสถานีรถไฟฟ้า เดินกันไกลมากกว่าจะเจอ ถือว่าเดินส่งท้ายก็แล้วกัน จากที่นี่เราพากันไปหาอาหารเย็นกินกันที่ถนนคนเดินเฉียเหมิน และซื้อขนมของฝาก ระหว่างทางไปก็มีมุมให้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก
เริ่มมืดแล้ว ร้านรวงเริ่มเปิดไฟสวยงาม
กินอาหารกันที่นี่ ซื้อขนมของฝาก จากนั้นก็กลับไปพักผ่อน ยมยิ่งกว่าทุกวันที่ผ่านมาเลยวันนี้ เหลือพรุ่งนี้อีกครึ่งวันสำหรับการท่องเที่ยวในปักกิ่ง จะไปที่ไหนนั้น ติดตามได้ในบันทึกหน้าค่ะ


































