ผมลางานวันที่ ๑๘-๑๙ พ.ค. เพื่อเดินทางไปจังหวัดชุมพร ด้วยเป้าหมาย ๓ ประการคือ (๑) ยื่นหนังสือเพื่อขอให้เทศบาลขุดลอกคลอง (บาง) บรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่เกิดเป็นประจำทุกปี และปรับปรุงถนนให้สูงขึ้น อย่างน้อยป้องกันทรัพย์สินของชาวบ้านได้ เพราะน้ำที่เอ่อท่วมทุกปีเป็นน้ำเค็ม อย่างไรก็ตาม การที่น้ำท่วมทุกปีทำให้เราได้ปรับตัวจึงไม่ได้เดือดร้อนแสนสาหัสอันใดกับน้ำท่วม เพราะความเคยชินจึงอยู่กันได้ แต่น้ำท่วมก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรนักนอกจากพัดพาเอาสิ่งต่างๆบนพื้นดินไปด้วย เมื่อน้ำท่วมเราก็หาเรือหรือสิ่งของแทนเรือในการสัญจร (กรณีน้ำท่วมมากในบางปี) ผมมักเคยได้ยินชาวบ้านส่งเสียงดังเวลาเมากับปัญหาน้ำท่วม แต่ไม่มีใครทำหนังสือถึงเทศบาลเพื่อบอกกล่าวขอความอนุเคราะห์ในการจัดการกับปัญหา เหตุผลอย่างหนึ่งเพราะชาวบ้านเหล่านี้ไม่สันทัดเรื่องหนังสือ (๒) ไปเยี่ยมเยียนแม่ ทราบว่า ช่วงนี้แม่ค่อนข้างจะเดือดร้อนใจ คงไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องลูกหลานที่ทำไม่ถูกใจ ซึ่งผมเองก็ดูจะวุ่นวายกับเขาไปด้วย อย่างเช่น เมื่อไปถึงบ้านทราบข่าวว่า น้องสะใภ้หนีไปได้ชายคนใหม่ ทำเอาน้องชายต้องอาศัยเหล้าย้อมใจ ความเดือดร้อนดังกล่าวก็ไม่วายถึงหัวใจของแม่ตามเคย (๓) ไปขนหน่อกล้วยหอมทองที่พรรคเพื่อนนำมาจากระนอง (ประมาณว่า อยากเอามาให้ ดีใจที่ไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๕๓๕) และต้นหมากที่แม่นำมาจากหลาน เพื่อนำมาปลูกในพื้นที่ที่ไม่มีใครมีเวลาใส่ใจกับที่ดินนั้นในอำเภอควนเนียง (๔) เป้าหมายหลักที่จะขาดไม่ได้คือ การไปร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสร้างโบสถ์วัดเขตอุดมศักดิ์วนาราม (หาดทรายรี) ดังนั้น เมื่อถึงวันเวลางานเริ่ม ผมจึงมุ่งไปวัดหาดทรายรีทันที ทำบุญเสร็จ พบปะครูบาอาจารย์ หนึ่งในนั้นคือ อ.ประมวล ยั่งยืน ผมพร้อมด้วยเพื่อนรุ่นพี่ที่มาจากอำเภอละอ่อน จังหวัดระนอง เข้าไปหาครูบาอาจารย์ คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้สารพัดเรื่อง ประสาศิษย์อาจารย์

ก่อนเดินทางออกจากห้องที่อาจารย์อาศัยอยู่ (อาจารย์มาถือศีลบำเพ็ญธรรมที่วัดหาดทรายรี ช่วยงานวัด) ผมเหลือบไปเห็นวิทยานิพนธ์ ๒ เล่มตั้งอยู่บนหิ้งพระ ผมอุทานในใจ "เฮ้ย" และคิดว่า "ปกติหิ้งพระมีไว้ตั้งสิ่งของบูชาสำหรับชาวพุทธนี่นา แต่นี่อาจารย์เอาวิทยานิพนธ์ไปวางไว้บนหิ้งเชียวหรือ" สำหรับอาจารย์ท่านนี้มั่นคงในพุทธศาสนาอย่างไม่คลอนแคลน (จากที่สังเกตมาหลายปี) อุทิศชีวิตเพื่อพุทธศาสนามานาน อาจารย์ให้ความสำคัญกับวิทยานิพนธ์ขนาดนั้นเชียวหรือ ทั้งที่หนังสืออื่นๆ อาจารย์วางไว้บนโต๊ะบ้าง บนที่วางอื่นๆบ้าง หวนคิดถึง วิทยานิพนธ์ที่มีอยู่ในห้องอาจารย์ที่ปรึกษาหลายๆท่าน ดูจะเยอะมาก อาจารย์บางท่านรู้สึกว่าวิทยานิพนธ์เยอะเกินไป ไม่มีที่เก็บ ก็บริจาคไปเรื่อยๆ ใครขอก็ให้ไป ดูเหมือนวิทยานิพนธ์ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาได้รับมาจากนิสิตนักศึกษา มีน้ำหนักความรู้สึกแตกต่างจากวิทยานิพนธ์ ๒ เล่มที่อยู่บนหิ้งพระเหลือเกิน

วิทยานิพนธ์คืออะไร ผมแปลง่ายๆว่า การแต่งหนังสือ/การเรียบเรียงความรู้/การประมวลความรู้ โดยให้คำว่า "วิทยา" แปลว่า "ความรู้" และ "นิพนธ์" แปลว่า "แต่ง" "เรียบเรียง" "ประมวล" วิทยานิพนธ์บางเล่มถูกเรียกว่าวิทยานิพนธ์ขึ้นหิ้ง เพียงเพราะมองว่า ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรต่อสังคม/ไม่น่าสนใจ/ไม่มีใครใส่ใจ ขณะที่นักศึกษาบางคนตั้งใจทำวิทยานิพนธ์ของตนด้วยความยากลำบากตามระดับความรู้ความสามารถของตน ลงทะเบียนเรียนด้วยเงินของตน บางคนต้องหาเวลาทำงานหาเงินเพื่อเรียนหนังสือตามค่านิยมสังคม ยอมกินบะหมี่สำเร็จรูปเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย วิทยานิพนธ์ของเขาจึงน่าจะตอบปัญหาใคร อย่างไรก็ตาม แค่เพียง "ความพยายาม" เพื่อประมวลความรู้ของตนก็มีค่าต่อนักศึกษาพอแล้ว ดังนั้น ในจำนวนวิทยานิพนธ์หลายเล่มที่อาจารย์ที่ปรึกษาได้รับมานั้น จะมีวิทยานิพนธ์จำนวนหนึ่งสำเร็จได้อย่างยากลำบากจากความเพียรพยายามของนักศึกษา มันอาจจะไม่มีใครใส่ใจ เป็นวิทยานิพนธ์ขึ้นหิ้ง แต่มันมีความหมายบางอย่างที่หลายคนอาจมองข้ามไป อย่างน้อยวิทยานิพนธ์ ๒ เล่มของเด็กตัวน้อยๆที่อยู่ในความดูแลของอาจารย์ประมวลเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่บัดนี้เด็กเหล่านั้นมาถึงจุดที่ไม่เคยวาดหวังไว้ก่อน เนื้อหาในวิทยานิพนธ์ไม่ได้ดีเด่นอะไร แต่ตัวเล่มบ่งบอกคุณค่าบางอย่าง หนึงในนั้นคือชีวิตอาจารย์ที่เอาใจใส่เด็กตัวน้อยๆทั้งการกิน การอยู่ การนุ่งห่ม การใช้ของอุปโภคบริโภค การเดิน การนั่ง กิริยา มารยาทฯลฯ

บางที สิ่งที่เรามองว่าไร้ค่า อาจเปี่ยมค่าสำหรับบางคนก็ได้