เพื่อความเข้าใจ กรุณาอ่านตอนที่ 1 ก่อนนะคะ
ดิฉันเข้าใจนะคะ ว่าผู้ป่วยชายคนนี้เปรียบเหมือนแก้วตาดวงใจ เมื่อญาติมาเห็นภาพผู้ป่วยถูกควบคุมตัว ก็ย่อมจะรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวใจเป็นธรรมดา แต่ดิฉันขอให้ความมั่นใจว่าเจ้าหน้าที่ของเราถูกฝึกให้ควบคุมผู้ป่วยโดยยึดหลักการผู้ป่วยปลอดภัยเป็นสำคัญ เขาจะจับยึดผู้ป่วยในตำแหน่งที่ควบคุมได้โดยไม่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น ตรงข้ามกับตำรวจจับโจรขโมย ภาพที่ติดตาคนทั่วไปค่ะ .. ดิฉันทำได้แค่คิดในใจเท่านั้น สถานการณ์นี้ญาติไม่อยู่ในภาวะที่จะรับรู้อะไร จึงร้องบอกญาติว่า
“เจ้าหน้าที่เขาไม่ตีผู้ป่วยหรอกค่ะ เขาจะพาไปส่งข้างใน”
“ญาติวางใจเถอะ ฉันรับรองได้ มาทางนี้ๆ จะพาไปตึกที่ผู้ป่วยจะนอนพัก”
เรื่องไม่ได้จบลงง่ายๆ แค่นี้ เพราะญาติยังคงยืนเฝ้าดูผู้ป่วยขึ้นรถ มองดูรถแล่นออกไปจนลับตาด้วยสายตาห่วงใย .. ดิฉันไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนเธอนอนหลับหรือไม่ ..
ประเด็นปัญหาที่ญาติต้องเห็นภาพบาดตาบาดใจนี้ถือเป็นโอกาสพัฒนาเช่นกันค่ะ
มาเร็วเคลมเร็ว .. วิถีของ ‘คนฉุกเฉิน’
บ่ายวันเดียวกัน เมื่อดิฉันกลับมาจากพักรับประทานอาหารกลางวัน ก็ไปดักรอพบหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลจิตเวชฉุกเฉินเพื่อพูดคุยเรื่องดังกล่าว แต่ท่านเข้าประชุมนัดสำคัญ ดิฉันจึงต้องกลับมานั่งสงบสติอารมณ์ที่สำนักงาน
วันรุ่งขึ้น ดิฉันแวะเข้าไปทักทายท่านก่อนเข้าสำนักงานตนเอง ได้ผลค่ะ ท่านรับฟังอย่างตั้งใจแล้วบอกให้สบายใจว่า
“ขอโทษนะ ฉันไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ ตอนนั้นช่วงพักเที่ยงใช่ไหม ผู้ป่วยเยอะมาก ฉันเดินผ่านห้องฉีดยาจะไปกินข้าว เห็นผู้ป่วยมองมาสายตาละห้อย คงหิวข้าวกันแล้ว ก็เลยช่วยน้องๆ ฉีดยา กว่าจะได้กินข้าวก็เลยเที่ยงไปครึ่งชัวโมงแล้ว”
“ฉันขอฟังน้องๆ ที่อยู่ในหตุการณ์ก่อนนะเธอ หาข้อมูลเพิ่มหน่อยจะได้แก้ไขให้ถูกจุด”
ดิฉันกลับมาสำนักงานฯ แอบคาดหวังในใจว่าถ้าเรื่องนี้ได้รับการแก้ไขโดยรวดเร็วทันใจ จะขอบคุณผู้เกี่ยวข้องโดยเขียนบันทึกดีๆ สักเรื่องหนึ่ง .. ที่มาของบันทึกดีๆ เรื่องนี้ค่ะ
กลับมาสำนักงานได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง ก็ได้รับโทรศัพท์จากหัวหน้ากลุ่มงานการพยาบาลจิตเวชฉุกเฉิน ท่านแจ้งว่า
“ฉันจัดการให้แล้วนะเธอ ผู้ป่วยคนนั้นน่ะ เรื่องมันเป็นอย่างนี้ ..."
"ฉันดูแล้วไม่ใช่ผู้ป่วยในความรับผิดชอบของฉัน แต่เป็น ... มันเกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย ฉันเชิญหัวหน้าทั้ง 3 ฝ่ายมาคุยกันแล้ว กำหนดแนวทางประสานงานกันเรียบร้อยแล้ว ฉันรับรองได้ว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก”
เธออธิบายว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่ายอย่างไรบ้าง (กลุ่มงานการพยาบาลจิตเวชผู้ป่วยนอก หน่วยรับใหม่ส่งต่อ และ กลุ่มงานการพยาบาลจิตเวชฉุกเฉิน) สรุปคร่าวๆ คือ ผู้ป่วยชายรายนี้เมื่อมายื่นบัตรที่ต้นทาง กว่าจะถึงปลายทางคือส่งเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยใน ผู้ป่วยได้เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นจากผู้ป่วยจิตเวชธรรมดาเป็นจิตเวชฉุกเฉิน ซึ่งเปลี่ยนในขั้นตอนที่ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของทีมจิตเวชฉุกเฉิน แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ชุดนี้ไม่ใช่ทีมปฏิบัติการจิตเวชฉุกเฉินเช่นกัน
สรุปว่า ต่อจากนี้ไปจะมีการประสานงานกันตามแนวทางที่กำหนดร่วมกัน ซึ่งจะพัฒนาเป็นแนวทางมาตรฐานในลำดับต่อไป .. ดีมากเพื่อน! ดิฉันต้องชื่นชมวิถีของคนฉุกเฉินที่รับทราบปัญหาแล้วตอบสนองโดยเร็ว
ดิฉันในฐานะผู้ก่อปัญหา ขอเป็นปากเสียง เรียกร้องบริการเล็กๆ แทนผู้ป่วยและญาติ เพียง 3 ข้อคือ
- จัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมรุนแรง ที่ช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัย ผ่อนคลาย (ไม่เครียดจนกระตุ้นกันเอง)
- การประเมินผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินที่รวดเร็ว แม่นยำ เพื่อให้การพยาบาลที่เหมาะสม
- ญาติผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินได้รับการดูแลด้านจิตใจ
ขอเพียง 3 ข้อเท่านี้ละ อย่าชิงลาออกเสียก่อนก็แล้วกัน (ฮา)