ครูผู้สอนทางคลินิก --- แม่แบบของนักกายภาพบำบัด

ความรู้ ทักษะ ความเชื่อ และทัศนคติของครูผู้สอนทางคลินิกมีอิทธิพลมหาศาลต่อการเริ่มชีวิตด้านอาชีพการงานในฐานะนักกายภาพบำบัดของเราทุกคน

ถ้าเรานึกย้อนไปในสมัยเรียนในโรงเรียนกายภาพบำบัด (เมื่อสิบกว่าปีก่อนเราเป็นโรงเรียนจริงๆ ยังไม่ใช่คณะเหมือนทุกวันนี้) เราจะพบว่าเราแทบจะจำสิ่งที่อาจารย์บรรยายในห้องเรียนไม่ได้เลย แต่เรายังจำบางเหตุการณ์ในคลินิกที่สมัยที่ฝึกปฏิบัติงานได้ และไม่ใช่เฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดระหว่างเรากับผู้ป่วย แต่เรามักจำครูผู้สอนทางคลินิกได้ด้วย นี่คงบอกได้ว่าในชีวิตของนักศึกษากายภาพบำบัดนั้น การฝึกงานสำคัญและทรงพลังเพียงใด อาจกล่าวได้ว่า ความรู้ ทักษะ ความเชื่อ และทัศนคติของครูผู้สอนทางคลินิกมีอิทธิพลมหาศาลต่อการเริ่มชีวิตด้านอาชีพการงานในฐานะนักกายภาพบำบัดของเราทุกคน

มีคำกล่าวว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องของการบอกเล่าและการรับรู้เรื่องที่ถูกบอกเล่า แต่เป็นกระบวนการที่สร้างสรรค์และมีชีวิตชีวากว่านั้นมากนัก การเรียนรู้ในคลินิกที่ดี คือการที่นักศึกษาสามารถใช้ความรู้ที่เรียนมาจากห้องเรียนพื่อแก้ไขปัญหาที่พบจริงในคลินิก และในที่สุดสามารถบอกตัวเองและคนอื่นได้ว่างานอาชีพของตัวเองคืออะไร เราจะกลายเป็นนักวิชาชีพแบบไหน

เมื่อฝึกปฏิบัติ นักศึกษาจะต้องเรียนรู้การทำงานในฐานะนักกายภาพบำบัด และเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ เรียนรู้ว่าไม่มีผู้ป่วยคนไหนที่ง่ายและธรรมดาเหมือนในตำราหรือการบรรยายของอาจารย์ในห้องเรียน เรียนรู้ว่าการรักษาคนไข้ต้องมีการหาความรู้และทักษะเพิ่มเติม และเรียนรู้ว่าจะหาความรู้จากนั้นได้จากไหนและหาได้อย่างไร การลงคลินิกจึงเป็นประสบการณ์ที่สำคัญมากที่จะสร้างอุปนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิตของนักวิชาชีพ

ขอยกตัวอย่างความรู้ที่เป็นพื้นฐานของนักกายภาพบำบัดสักอย่างหนึ่งคือเรื่องเกี่ยวกับสมรรถภาพกล้ามเนื้อ นักศึกษาอาจเข้ามาในโรงเรียนกายภาพบำบัดด้วยความรู้ทั่วไปเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ จากนั้นในห้องเรียน นักศึกษาได้เรียนสรีรวิทยาและกายวิภาคศาสตร์ของกล้ามเนื้อ ทำความรู้จักกับบทบาทของกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวร่างกาย จนกระทั่งเข้าสู่ความรู้ที่คาบเกี่ยวกับงานทางคลินิก คือความรู้เกี่ยวกับนิยามของสมรรถภาพกล้ามเนื้อ ลักษณะของสมรรถภาพแบบต่างๆ เหตุผลของการประเมิน การเลือกใช้วิธีการประเมินและวัด ผลลัพธ์การวัดประเมินที่คาดหวัง จากนั้นในห้องฝึกปฏิบัติ นักศึกษาได้เรียนรู้ทักษะ การวัดและประเมินสมรรถภาพกล้ามเนื้อและการเก็บเป็นข้อมูล

สิ่งเหล่านี้เป็นชุดความรู้ที่อาจยังไม่มีความหมายอะไรมากนักนอกจากการท่องจำและฝึกฝนกับเพื่อนที่มีร่างกายปกติ จากนั้นก็สอบข้อเขียนและปฏิบัติจนได้คะแนนผ่านในวิชาพื้นฐาน จนกระทั่งวันหนึ่งในคลินิก ครูผู้สอนทางคลินิกได้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ใช้ความรู้และทักษะเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและสมรรถภาพกล้ามเนื้อกับผู้ป่วยจริง เพื่อการคิดให้เหตุผลและตัดสินใจทางคลินิก ได้ลงมือประเมิน วินิจฉัย วางเป้าหมาย การพยากรณ์โรคและภาวะ ตัดสินใจเลือกวิธีรักษาหรือจัดการที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาการเคลื่อนไหวด้วยการเพิ่มสมรรถภาพกล้ามเนื้อผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตให้ได้อย่างเต็มศักยภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ในการทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ นักศึกษาจะได้รู้ว่าความรู้และทักษะที่เรียนมาจากโรงเรียนมักไม่เพียงพอ หรืออาจจะลืมไปแล้ว นักศึกษาอาจต้องกลับไปทบทวนค้นคว้าความรู้เรื่องเดิม จัดการความสัมพันธ์ความรู้และทักษะเดิมกับบริบทใหม่ของผู้ป่วยแต่ละคน จนกระทั่งนำไปเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ที่มีหลักฐานรายงาน กลายประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะนักวิชาชีพ

หากเรามองกระบวนการเรียนรู้และสร้างความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างพินิจพิเคราะห์ เราย่อมตระหนักว่าการเป็นครูผู้สอนทางคลินิกนั้นเป็นงานที่ยาก ซับซ้อน และทรงพลังแค่ไหน

เราในฐานะผู้จัดกระบวนการทางการศึกษา ควรทำงานหนักมากขึ้นเพียงใดในการเตรียมครูผู้สนอทางคลินิกที่จะสร้างนักกายภาพบำบัดรู่นใหม่ที่ดีกว่าคนรุ่นเรา

เอกสารอ้างอิง

Jensem G, Mostrom E. Handbook of Teaching and Learning for Physical Therapists.3rd ed. Elservier 2013.

อ่านเรื่องการสอนทางคลินิกด้วยการสะท้อนคิด ได้ในบทความ Reflective Practice ตอนที่ 1

ที่ https://www.gotoknow.org/dashboard/home#/posts/616...




บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Life of Mann



ความเห็น (0)