นักศึกษาหลายคนกร่นด่าสิ่งที่เขาไม่พอใจ
ผ่านสีหน้า ท่าทาง หรือแม้ภายในใจที่คิดวนไปวนมา
หรือระบายอารมณ์ลง Social Media ถึงความไม่พอใจนั้น

เลือกจะที่โยนความผิดไปให้กับคนอื่น หรือ สิ่งอื่น
โดยลืมมองตัวเองว่า สาเหตุจริงแท้นั้นเกิดจากตัวเอง
ตัวเองเป็นคนเริ่มต้น แล้วใยไปกล่าวโทษคนอื่นทำไม

ทำให้มองเห็นระดับปัญญาที่ยังไม่ได้พัฒนาอะไรเลย
สนใจแต่ว่าวันนี้จะได้คะแนนเท่าไหร่ เกรดเท่าไหร่
เอาชนะเพื่อนคนอื่นได้ไหม แข่งขันจนเป็นนิสัย

เมื่อเติบโตขึ้น การที่จะเอาเปรียบคนอื่นในสังคมเป็นเรื่องง่าย
ความไร้น้ำใจคงไม่ต้องพูดถึง ความละอายใจคงไม่มี

ใครจะเป็นคนเตือนสติให้เขาคิดได้ ถ้าไม่ใช่ครู
แต่ครูหลายคน เลือกที่จะมอบความเก่งมากกว่าความดี
สอนให้เขามีความสามารถทางด้านความรู้แต่ไม่คู่กับคุณธรรม

ชื่นชมคนที่ได้เกรดเยอะ ๆ แต่ก็ไม่ได้สนใจว่าเกรดเยอะแล้ว
จะมีคนดีมีน้้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์คนอื่นหรือไม่

แบบนี้ไม่ต้องมาสอนจะดีกว่า เพราะตัวครูเองยังคิดไม่ได้
มัวแต่สอนหนังสือมากกว่าสอนคน

เพราะความสำเร็จในชีวิตที่ผิด ๆ ความเก่งอาจเป็นใบเบิกทาง
แต่ความดี คือ สิ่งที่ทำให้ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขและยั่งยืน

ปัจจุบัน คณะผลิตครูตั้งคุณสมบัติคนสอบเข้าโดยใช้เกรดเฉลี่ยเป็นที่ตั้ง
เมื่อคนเหล่านั้นเข้ามาเรียนก็มีแต่จะแข่งขันให้ได้เกรดเยอะ ๆ
เพื่อจะได้ใบปริญญาไปติดฝาบ้าน ได้เกียรตินิยมไปอวดพ่อแม่
แต่ก็ไม่ได้สอนว่า ถ้าเก่งแล้วไม่ดีจะเป็นยังไง

สิ่งนั้นต่างหากมิใช่เหรอที่จะเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับการผลิตครู
ไม่ใช่ต้องผลิตแต่สาขาที่ขาดแคลนเป็นหลัก
แต่ต้องผลิตอย่างไรให้เป็นคนดี มีคุณค่าต่อสังคม

สกอ.คิดแต่เอากรอบ มคอ.มาบังคับการผลิต
แล้วมีความเชื่อว่า มคอ. จะพิมพ์แม่แบบออกมาเหมือนโรงงาน

การผลิตคนที่มีหัวใจเป็นมนุษย์ มันควรจะใช้กรอบแบบโรงงานไหม
พบปัญหามากมายก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรสักที

ไม่รู้อีกชาติ หรือ อีกกี่ปี การผลิตครูดี ๆ จะทำให้สังคมดีขึ้น


เขียนให้อ่าน ไม่ได้ บ่นให้ฟัง
คิดอะไรได้ ก็เขียนไป
ดีกว่าเก็บอะไรไว้ในใจ
แล้วก็ไม่ได้ระบายออกมา


บุญรักษา ทุกท่าน ;)...