11 เมษายน 2560
(หลักคำสอนนิกายย่อย มี 4 ตอน)
พุทธศาสนามหายาน (Mahayana Buddhism)[1]แยกออกมาจากกระแสหลัก(หีนยาน Hinayana = main branch of Buddhism) เป็นนิกาย (Religious denomination) ต่าง ๆ ในหลายประเทศ ซึ่งได้แยกแยะ “ชื่อนิกาย” ออกไปตามประเทศต่าง ๆ แม้บางนิกายจะเป็นนิกายเดียวกัน แต่อาจเรียกชื่อผิดแผกกันไปตามแต่ละประเทศ แต่แก่นแท้ แนวทางคำสอนแล้ว ก็คือสิ่งเดียวกัน
ตำนานการเกิดนิกาย [2]
มาจากการสังคายนาของพระเจ้าอโศกมหาราช (Ashoka the Great พ.ศ. 240 - 312) เกิดเป็นนิกายฝ่ายใต้ หรือเรียกหีนยานและของพระเจ้ากนิษกะ (Kanishka พ.ศ. 621-642) เกิดเป็นนิกายฝ่ายเหนือ หรือเรียกมหายานในบัดนี้ ซึ่งแต่ละนิกายก็มีนิกายย่อยออกไปอีก
นิกายฝ่ายใต้
ครั้งที่ 1 พระมหากัสสปะ (Maha Kassapa) ได้นำทำสังคายนาครั้งแรก เป็นการร้อยกรองพระธรรมวินัยเป็นหมวดหมู่ด้วยปากเปล่า มิได้เป็นลายลักษณ์อักษร
ครั้งที่ 2 เมื่อประมาณ พ.ศ. 100 ปีเศษ เกิดปัญหาวัตถุ 10 อย่าง และการขอเงินชาวบ้านของภิกษุวัชชี โดยสงฆ์คณะ “เถรวาท” (Theravada) เพราะปฏิบัติตามที่พุทธสาวกได้ทำสังคายนามาตั้งแต่ครั้งที่ 1 ส่วนพระสงฆ์อีกฝ่ายหนึ่ง คือ พระภิกษุชาววัชชี เป็นต้น คณะนี้เรียกว่า “อาจาริยวาท” (Acariyavada) เพราะถือตามมติอาจารย์แก้ไขไว้ พระยศเถระจึงนิมนต์พระคณาจารย์มีพระสัพพกามีและพระเรวัติ เป็นต้น กับคณะสงฆ์เป็นจำนวนมาก รวมประมาณ 700 องค์ พร้อมกับยกสังคายนาเป็นครั้งที่ 2 พระเจ้ากาลาโศกราชทรงเป็นอุปถัมภ์ ทำอยู่ 8 เดือนจึงสำเร็จ
ครั้งที่สำคัญคือ ครั้งที่ 3 พระพุทธศาสนาล่วงไปได้ 200 ปีเศษ พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ ทำสังคายนาเสร็จประมาณ พ.ศ. 235 พระโมคคัลลีบุตรเป็นประธาน เป็นครั้งแรกที่พระพุทธศาสนาแผ่ไปยังนานาประเทศอย่างกว้างขวางเหตุแห่งการสังคายนาครั้งนี้คือ มีพวกปลอมบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อเห็นแก่ลาภ ไม่ปฏิบัติธรรมวินัย
การทำสังคายนาครั้งที่ 4-5 ในประเทศศรีลังกา
สำหรับประเทศอื่น ๆ เช่น พม่า ไทย ฯลฯ ก็เคยชำระสะสางพระไตรปิฎก โดยถือเป็นการสังคายนากันเหมือนกัน ข้อสำคัญคือประเทศลังกา พม่า ไทย เขมร และลาว เป็นนิกายหีนยานมีพระไตรปิฎก (Bali : Tipitaka, Sanskrit : Tripitaka) มาจากแหล่งเดียวกัน คือธรรมวินัยที่สังคายนามาตั้งแต่ครั้งที่ 3-4 และ 5 ซึ่งเป็นฉบับมาจากลังกา
นิกายฝ่ายเหนือ
นับตั้งแต่สังคายนาของพระเจ้ากนิษกะ ซึ่งทำอยู่ในภาคเหนือของอินเดีย ได้เผยแผ่ไปยังที่ข้างเคียง คือ ทิเบต จีน เกาหลี เนปาล มองโกเลีย ญี่ปุ่น ญวน ภาคเหนือของอินเดีย ศาสนาพราหมณ์ยุคพัฒนาซึ่งเป็นฮินดูนั้น พระพุทธศาสนาต้องต่อสู้ และสภาพแวดล้อมของคนในที่นั้น เป็นเหตุให้นักปราชญ์อธิบายหลักธรรมและพิธีของศาสนาให้เหมาะกับคนและท้องถิ่นนั้น ๆ คณาจารย์แต่ละท่านได้ค้นหาวิธี และแต่งคัมภีร์ประกาศศาสนา จนเกิดสูตรมากหลาย ซึ่งพ้องกับของหีนยานโดยชื่อเหมือนกันบ้าง แตกต่างกันบ้าง แต่มีพระสูตรอีกมากหลายที่ไม่มีในคัมภีร์นิกายฝ่ายใต้ เช่น สัทธรรมบุฑณริกสูตร (Saddharma Pundarikasutra) เป็นต้น
นิกายฝ่ายเหนือเริ่มต้นตั้งแต่การสังคายนาครั้งที่ 4 (หมายถึงที่ทำในประเทศอินเดียต่อจากครั้งที่ 3 ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นองค์อุปถัมภ์ พระเจ้ากนิษกะ เป็นองค์อุปถัมภ์ในการสังคายนาครั้งที่ 4 จารึกธรรมวินัยเป็นภาษาสันสกฤต ทำที่ภาคเหนือของประเทศอินเดีย คือแคว้นกาษมีระ (Kashmir) ในรัชสมัยของพระองค์พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้แผ่ไปทั่วทุกสารทิศมีคัมภีร์เกิดขึ้นเป็นอันมาก ความจริงคัมภีร์ต่าง ๆ ก็คือสูตรต่าง ๆ มีคณาจารย์ได้แต่งขึ้นเอง พระอาจารย์ผู้แต่งผู้แปลแต่ละคัมภีร์ก็เป็นพระโพธิสัตว์นิกายมีเป็นอันมาก ก็เพราะมีพระสูตรมากนั่นเอง มีการนับถือพระสูตรตรงกันบ้าง ต่างกันบ้าง ต่างกันโดยสิ้นเชิง นิกายนี้ตั้งมั่นอยู่ในประเทศจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ญวน ทิเบต เป็นต้น
มหายานเมื่อแยกออกมาจากกระแสหลัก (หีนยาน) จนกลายเป็นนิกายมหายานแล้วนั้น ก็ยังแบ่งออกเป็นนิกายย่อยอีกมากมาย ไปในแต่ละประเทศ ขอกล่าวเฉพาะนิกายสำคัญ เริ่มที่อินเดีย และจีนก่อน
ในอินเดียมีนิกายย่อย 4 นิกาย คือ
(1) นิกายมัธยมกะ มาธยมิกะ (Madhyamika)
ผู้ก่อตั้งนิกายมาธยมิกะ คือ นาคารชุน, นาคารชุนะ (Nagarjuna : พ.ศ. 700 - 800) [3]
หลักคำสอนสำคัญ (1) หลักสุญญตา หมายถึง การที่สรรพสิ่งไม่มีลักษณะที่เป็นแก่นสารในตัวเอง ไม่มีสิ่งใดที่มีอยู่จริงๆ หรือเป็นอยู่อย่างอิสระจากสิ่งอื่นๆ (สวภาวะ) “ความเป็นสภาพสูญ”, ความว่างสภาวะ “อนัตตตา” (Not–Self) หรือ “สุญญตา” (Sunyata : Emptiness)
(2) หลักปฏิจจสมุปบาท (บาลี : Paticcasamuppāda; สันสกฤต : Pratītyasamutpāda) หมายถึง สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและเป็นไปตามกระบวนการของเหตุและปัจจัยเหตุและผลลัพธ์จะต้องเกิดขึ้นร่วมและเป็นไปควบคู่กันไปอย่างไม่ขาดสาย ไม่มีสิ่งใดแยกต่างหากจากสิ่งอื่น
เป็นปฏิจจสมุปบาท (กฎที่ว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นและดำเนินไปตามกระบวนการของเหตุและปัจจัย)
(3) หลักการเรื่องความจริง (สัจจะ : Truth)
-ความจริงสมมติหรือสมมติสัจ (Conventional Truth) หมายถึงความจริงที่เราเข้าใจหรือสมมติกันว่าจริง แต่ไม่ใช่ความจริงแท้
- ความจริงแท้หรือปรมัตถสัจ (Absolute Truth) หมายถึง การหยั่งรู้ปรากฏการณ์ทั้งหลายว่าเป็นสิ่งสมมติ
(2) นิกายโยคาจาร (Yogacara) หรือ นิกายวิชญานวาท
หรือ Mind-only School ที่ว่า “จิตจึงเป็นสารัตถะของสรรพสิ่ง” (Yogacara discourse explains how our human experience is constructed by mind.)
ผู้ก่อตั้ง คือ ท่านไมเตรยนาถะ (เกิดหลังท่านนาคารชุนราว 100 ปี) เจริญที่สุดในสมัยของท่านอสังคะ (Asanga : ราวศตวรรษที่ 4) และท่านวสุพันธุ (Vasubandhu : 4th to 5th century C.E.)
หลักคำสอนสำคัญ (1) จิตเท่านั้นเป็นความจริงแท้ คือ การยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดมาจากจิต (mind) (2) ทัศนะเรื่องวิญญาณ (Spirit) มี 3 กลุ่ม จำนวน 8 ดวง
- ประพฤติวิญญาณ มี 6 ดวง
- กลิษฏมโนวิญญาณ
- อาลยวิญญาณ หมายถึง ธาตุรู้ หรือ ความรู้สึกสำนึกที่เป็นแหล่งรวบรวมเมล็ดพันธุ์แห่งกรรม มีฐานะเป็นจิตไร้สำนึก (อุตตรภาพ) เป็นรากฐานของวิญญาณอื่นๆ มีหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ หน้าที่เก็บ หน้าที่ก่อความยึดถือว่าเป็นตัวตน หน้าที่ปรุงแต่ง
(3) ทัศนะเรื่องความจริง
-ปริกัลปิตะ หมายถึง สิ่งที่เกิดจากจินตนาการ ไม่มีอยู่จริงเป็นเพียงมายาหรือภาพลวงตา
-ปรตันตระ หมายถึง สิ่งที่ปรากฏในฐานะความสัมพันธ์ (ทวิภาวะ) ระหว่างผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้
-ปรินิษปันนะ หมายถึง ความจริงสูงสุด อยู่เหนือการบรรยายด้วยคำพูด
สรุป จุดยืนแห่งโยคาจาร [4] เห็นด้วยกับมาธยมิกะ เฉพาะเรื่องความไม่มีอยู่ จริงของวัตถุ หรือ อารมณ์ภายนอก แต่เรื่องที่เห็นว่าจิตไม่มีอยู่จริง โยคาจารไม่เห็นด้วย โยคาจารเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุด เราต้องยอมรับว่า จิตเป็นสิ่ง ที่มีอยู่ ทั้งนี้เพื่อให้ความคิดที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ จิตซึ่งประกอบด้วยกระแสแห่งความคิดต่างๆ เป็นสิ่งแท้จริงเพียง ประการเดียว
(3) นิกายจิตอมตวาท [5]
นิกายจิตอมตวาท เป็นนิกายที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์คุปตะ (Gupta ค.ศ.320-550) ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดูมาก ไม่พบผู้ก่อตั้งนิกาย หาผู้ก่อตั้งที่แน่นอนไม่ได้ แต่พบแนวความคิดในวรรณคดีสันสกฤตจำนวนมาก ซึ่งเขียนในสมัยหลังท่านนาคารชุนทั้งสิ้น พระสูตรที่สำคัญในนิกายเช่น ศรีมาลาเทวีสิงหนาทสูตร ศูรางคมสมาธิสูตร ตถาคตครรภสูตร สุวรรณประภาสสูตร พุทธยานสาครสมาธิสูตร อจินไตยยสูตร วิเศษจินตาพรหมปริปฤจฉาสูตร เป็นต้น
คำสอนของนิกายนี้ตรงข้ามกับนิกายมาธยมิก และนิกายโยคาจารคือถือว่าจักภพมีพื้นฐานจากสมบูรณภาพ ภาวะอันเป็นแก่นเดิมของโลกเป็นความจริงแท้ เป็น นิตยัม สุขัม ศานตัม คำสอนเกี่ยวกับไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเพียงอุบายธรรมเท่านั้น เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีพุทธภาวะอยู่ในจิตทั้งหมดเพราะมาจากความจริงแท้อย่างเดียวกัน เพียงแต่ถูกกิเลสตัณหาห่อหุ้มไว้เท่านั้น
คำสอนในนิกายนี้ตรงข้ามกับศูนยวาทและโยคาจาร ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ จักรภพมีปทัฏฐานจากสมบูรณภาพ จากสิ่งนี้คือสมบูรณภาพ จึงก่อเกิดจักรภพชีวิตขึ้น ภาวะอันเป็นแก่นเดิมของโลกคือความจริงแท้ สิ่งที่เป็นมายามีรากฐานมาจากภาวะอันแท้จริงไม่แปรผัน นิกายจิตอมตวาทนี้ได้บัญญัติภาวะอันนี้ด้วยนามต่างๆเช่น พุทธะภาวะ ตถาคตครรภ ภูตตถตา อมฤตจิต นิพพาน นิกายนี้ชี้แจงว่าคำสอนที่เกี่ยวกับอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเพียงบุรพภาค เป็นเพียงปริยายธรรม ยังมีธรรมที่สุขุมคัมภีรภาพไปกว่านั้น คือธรรมที่แสดงถึง นิจจัง สุขัง อัตตา การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอนัตตา ก็เพื่อให้เราได้เข้าถึงอัตตาที่แท้จริง กล่าวคือ สมบูรณภาพหรือพุทธภาวะ และพุทธภาวะมีในทุกๆสิ่ง แต่ถ้ามองในแง่ลักษณะภายนอก สิ่งทั้งสองก็แตกต่างกันออกไปโดยสัณฐาน โดยนิมิต และโดยพยัญชนะ
นิกายนี้ ได้ให้ข้ออุปมา เกี่ยวกับสมบูรณภาพว่า ธรรมดาภาวะของจิตหรือสมบูรณภาพนั้น เที่ยงแท้ ไม่เกิด ไม่ดับ เบื้องต้นไม่ปรากฏเบื้องปลายไม่ปรากฏ แต่ที่เห็นเกิดดับนั้นเพียงอาการของจิต ไม่ใช่ตัวจิต เพราะฉะนั้นจิตจึงไม่ใช่ “วิญญาณขันธ์” เมื่อจิตมิใช่วิญญาณขันธ์ จิตจึงเป็นผู้รู้ขันธ์ ผู้ปล่อยขันธ์ สภาพของธาตุรู้ ท่านเปรียบเหมือนธาตุทอง ที่ยังปะปนอยู่กับดินทราย หรือธาตุเพชรที่ยังอยู่ในหิน ธาตุทองและธาตุเพชรไม่ใช่ดินทราย ไม่ใช่หินฉันใด พุทธภาวะหรือจิตในสรรพสัตว์ แม้จะห่อหุ้มด้วยกิเลสตัณหา ก็ไม่ใช่กิเลสตัณหาและไม่ใช่ขันธ์ 5 (The Five Aggregates) ฉันนั้น อีกอุปมาหนึ่งท่านเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ ย่อมมีปรกติส่องแสงสว่าง แต่ในบางคราวเกิดมืดมัว ก็มิได้หมายความว่า ดวงอาทิตย์นั้นอับแสงไปหากเนื่องมาจากเมฆหมอกมาปกคลุม เปรียบดังกิเลสตัณหามาบังพุทธภาวะในปุถุชนเหมือนทองที่ยังไม่ได้ร่อนไม่ได้หุง เหมือนเพชรที่ยังไม่ได้เจียรนัย เหมือนดวงอาทิตย์ที่ถูกเมฆคลุม แต่พุทธภาวะในพระอริยะเจ้า เปรียบเหมือนทองที่เป็นรูปพรรณเหมือนเพชรที่เจียรนัย เหมือนตะวันที่พ้นเมฆหมอกแล้ว ปุถุชนจึงเป็นพุทธะในส่วนเหตุ พระอริยบุคคลเป็นพุทธะในส่วนผล
นิกายนี้เชื่อมั่นว่า สัตว์ทั้งปวงในวันหนึ่งข้างหน้านี้ จักต้องตรัสรู้เหมือนกัน ต้องเป็นพุทธะหมด เพราะทุกคนมีทุนเดิมอยู่ในจิตด้วยกันทุกคน
อีกอุปมาหนึ่ง ท่านเปรียบประดุจท้องมหาสมุทรในยามปรกติย่อมราบเรียบ แต่ที่ยังเกิดเป็นคลื่นก็เพราะลมมหาสมุทร คือพุทธภาวะหรือจิตแท้ลมที่พัดมาคืออวิชชาตัณหาอุปทาน ลูกคลื่นที่เกิดขึ้นแต่ละลูก เปรียบเหมือนสัตว์ต่างๆเกิดแล้วดับไปในมหาสมุทรนั่นเอง มีปัญหาถามว่าอวิชชามีก่อนหรือพุทธภาวะมีก่อน ถ้าอวิชชามีก่อน ก็มิใช่พุทธะภาวะแท้ เพราะไม่รู้มีก่อนรู้ รู้นั้นก็ไม่ใช่รู้จริง ใช้ไม่ได้ ถ้าว่าพุทธะภาวะมีก่อน พระอริยะก็จะกลับเป็นปุถุชนได้ นิกายจิตอมตวาทตอบว่า พุทธภาวะกับอวิชชาไม่ก่อนไม่หลังกัน มีมาด้วยกันนับแต่ภาวะเริ่มต้นไม่ปรากฏ เหมือนกับธาตุทองกับดินทราย จะว่าใครเกิดก่อนเกิดหลังไม่ได้
(4) นิกายตันตระ (Tantric Buddhism)
นิกายนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายราชวงศ์คุปตะ (Gupta ค.ศ.320-550) ในช่วงนั้นถือว่าเป็นช่วงที่ฮินดูได้รุกหนักเพื่อแย่งชิงพื้นที่ของขาวพุทธ ปรัชญาและการปฏิบัติที่ดีของชาวพุทธ ถูกชาวฮินดูนำไปใช้และอ้างว่าเป็นสิ่งที่ตนคิดค้นขึ้นมา ดังเช่นตันตระวิธี ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติจิตซึ่งเกิดขึ้นในชมพูทวีปมาช้านาน แต่นักปฏิบัติชาวพุทธตั้งแต่ยุคที่พระพุทธองค์ยังคงพระชนม์ชีพอยู่ได้นำมาพัฒนาและนำมาใช้อย่างได้ผล แม้จะไม่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง แต่ก็มีการใช้และพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนเมื่อถึงช่วงปลายคุปตะ จึงได้ใช้ตันตระวิธีในหมู่ชาวพุทธอย่างกว้างขวาง เพื่อต่อต้านและทวงคืนสิ่งที่ชาวฮินดูยึดเอาไป และนี่เป็นบ่อเกิดของระบบ พุทธตันตรยาน, มนตรายาน รหัสยาน, คุยหยาน, สหัชยาน ซึ่งไม่ว่าจะเรียกชื่อต่างกันอย่างไร แต่ก็มีหลักการไม่ต่างกันเท่าไหร่ คือหลักปรัชญายังคงเป็น หลักปรัชญาของพุทธมหายาน ส่วนการปฏิบัติจิต ใช้วิธีการปฏิบัติตันตระเป็นหลัก โดยเน้น ทุกส่วนของร่างกายเข้าไปในวิธีการปฏิบัติ กำหนดพิธีการในการใช้ร่างกายอย่างเหมาะสมและให้ได้ผลอย่างเต็มที่ เช่น กายประกอบมุทรา วาจาสวดสาธยายมนตราธารณี ใจสร้างมโนจิตจินตภาพ เมื่อชาวพุทธได้ใช้วิธีการซึ่งชาวพุทธเองได้คิดค้นพัฒนากันมาเองอย่างยาวนาน จึงบรรลุผลสำเร็จอย่างรวดเร็ว ชาวชมพูทวีปและดินแดนทั้งใกล้และไกลจึงนิยมเลื่อมใสศรัทธาและนำไปใช้อย่างกว้างขวาง เช่นในแถบหิมาลัยทั้งหมด จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย สุวรรณภูมิ เขมร ฯลฯ
ชาวพุทธตันตระได้ใช้หลักคำสอนลับของพระพุทธเจ้าที่ทรงประทานแก่กษัตริย์อินทรภูติในหมุนกงล้อธรรมครั้งที่3 เป็นหลักคิดและกำหนดหลักการปฏิบัติให้สอดคล้องกับตันตระวิธี ดังนี้
(1) ถือว่า อาทิพุทธเจ้า เป็นปฐมภาวะพุทธ หรือพระพุทธเจ้าองค์ปฐม ซึ่งกำเนิดขึ้นพร้อมกับการเกิดขึ้นโลก เมื่อธาตุๆสัมพันธ์กันตามหลักการแห่งปรตีตยสมุตปาท ให้กำเนิดโลกและสรรพสิ่งทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเกิดขึ้น ภาวะต่างๆก็กำเนิดตามมาด้วย ดังเช่น ภาวะแห่งวัฎฎ และภาวะแห่งนิพพาน ซึ่งภาวะทั้งสองก็คือปฐมภาวะพุทธนั่นเอง เมื่อนำมาอธิบายให้เข้าใจง่ายขึ้น จึงได้เกิดเป็นอาทิพุทธในรูปของบุคคลาธิฐานขึ้น พระศากยมุนีพุทธเจ้าถือว่าเป็นการแสดง ให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างของปฐมพุทธภาวะ เพื่อผลในการอบรมสั่งสอน ให้รู้ว่า สรรพสิ่งหรือสรรพชีวิตที่เกิดขึ้นมาในในโลกนี้ มีธาตุแห่งปฐมพุทธภาวะผสมอยู่ เมื่อใดที่ สรรพชีวิตนั้นรู้,เข้าใจ,และรวมการปฏิบัติของตนเข้ากับธาตุปฐมภาวะพุทธดั้งเดิมได้ เมื่อนั้น สรรพสัตว์นั้นก็เป็นพุทธเจ้า
(2) นับถือธยานิพุทธะ 5 พระองค์เป็นหลักในการปฏิบัติ ธยานิพุทธเป็นตัวแทนแห่งอารมณ์ของสรรพชีวิต เพื่อแสดงให้สรรพชีวิตได้เห็นว่า ไม่ว่าเขาจะมีภาวะอารมณ์เป็นเช่นใดก็บรรลุพุทธภาวะได้
(3) ด้วยหลักโพธิจิต ที่ชาวพุทธตันตระยึดถือเป็นสองรากฐาน ซึ่งได้แก่ เมตตาหนึ่งและปัญญาหนึ่ง อีกทั้งความเชื่อเรื่องธยานิพุทธ จึงได้แพร่หลายแนวคิดเรื่องพระพุทธเจ้าปางซึ่งแสดงอารมณ์ต่างๆ อีกทั้งยังได้แพร่หลายแนวคิดเรื่องพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยสำคัญของพระพุทธเจ้าในการปฏิบัติฐานสำคัญทั้งสอง และโพธิสัตว์ก็มีปางซึ่งแสดงอารมณ์ต่างๆกันได้ ด้วยหลักแห่งฐานปัญญา มิใช่อารมณ์สงบเพียงอย่างเดียวที่บรรลุพุทธภาวะได้ อารมณ์อื่นก็บรรลุได้ ด้วยหลักแห่งฐานเมตตา ภาวะจิตของสรรพสัตว์ที่ต้องช่วยเป็นหลักในการใช้วิธีเข้าช่วย
(4) ใช้ธารณี ซึ่งก็คือ เสียงสำเนียง ซึ่งพระพุทธเจ้าในอดีตได้เลือกสรรและมอบไว้ไห้ ว่าเป็นเสียงซึ่งมีพลังและคุณวิเศษ โดยมอบผ่านมาทางพระศากยมุนีพุทธเจ้า ดังนั้น ธารณีเหล่านั้นจึงให้ประโยชน์สูงสุดในการช่วยเหลือสรรพชีวิตให้บรรลุผลสำเร็จ
(5) ใช้ท่ามุทรา ความหมายดังเช่นในข้อ4 มุทราก็คือการแสดงท่วงท่า และก็เป็นท่วงท่า ซึง พระพุทธเจ้าในอดีตได้ใช้และเลือกสรรท่าที่ให้ผลสูงสุดมามอบให้ ดังนั้น จึงมิต้องสงสัยในพลังแห่งมุทรานั้นๆเลย
(6) นำการปฏิบัติทั้งปวงมากำหนดให้เป็นมณฑลพิธีและพิธีการในการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสูงสุด
ด้วยเหตุนี้ ฐานะของพระพุทธศาสนาจึงได้มั่นคงแข็งแรงขึ้น มีมหาวิทยาลัยสงฆ์เกิดขึ้นหลายแห่ง ส่วนใหญ่แล้วจะสอนพุทธตันตระเป็นหลัก ดังเช่น มหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทา (Nalanda University ซึ่งจัดเป็นมหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งแรกของโลก และเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย) ,มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา, มหาวิทยาลัยโอทันตบุรี, มหาวิทยาลัยชคัททะ ฯลฯ พระอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ ได้เผยแพร่พุทธศาสนาไปทั่วทุกทิศ
[1]Buddhism, From Wikipedia, the free encyclopedia, https://en.wikipedia.org/wiki/Buddhism
& ศาสนาพุทธ, จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, https://th.wikipedia.org/wiki/ศาสนาพุทธ
& mahayana, Wikipedia, http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/mahayana.htm
& พระอมิตาภพุทธะ, จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, https://th.wikipedia.org/wiki/พระอมิตาภพุทธะ
& ผศ.ดร.พุทธรักษ์ ปราบนอก, นิกายสำคัญของพุทธศาสนามหายาน, สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, http://202.28.117.35/UserFiles/chaptet6.pdf
&มหายาน การแยกนิกายครั้งใหญ่ในพุทธศาสนา, ศาสนวิทยาม, dr.SinchaiChaojaroenrat, 24 กันยายน 2556, https://www.facebook.com/dr.sinchai.chaojaroenrat/...
& นานาสาระเกี่ยวกับพุทธศาสนา, ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับมหายาน, พระพุทธศาสนามหายานในประเทศต่างๆ, มหาวิทยาลัยมหิดล, http://www.crs.mahidol.ac.th/thai/mahayana41.htm
& วารสาร มจร. สังคมศาสตร์ปริทรรศน์, ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2559, บทวิจารณ์หนังสือพระพุทธศาสนาในจีน ทิเบต เวียดนาม ญี่ปุ่น : มองผ่านงานพระศรีคัมภีรญาณ (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ), คณาจารย์หลักสูตรบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ : พระมหาโชว์ ทสฺสนีโย, พระมหากำพล คุณงฺกโร, พระมหาสุนันท์ สุนนฺโท, พระปลัดระพิน พุทธิสาโร, พระมหากฤษฎา กิตติโสภโณ, ดร.อนุวัต กระสังข์, ดร.ประเสริฐ ธิลาว, http://www.journal-social.mcu.ac.th/wp-content/upl...
& http://www.fgs-th.com/mahayana/sect1.html
& http://board.palungjit.com/showthread.php?p=106183...
[2]ศาสนากับนิกาย และเหตุให้เกิดนิกาย, 2553, http://www.phuttha.com/คลังความรู้/ความรู้ทั่วไป/ศาสนากับนิกาย-และเหตุให้เกิดนิกาย
[3]นาคารชุนะ, วิกิพีเดีย, https://th.wikipedia.org/wiki/นาคารชุนะ
[4]วิชาพระพุทธศาสนามหายาน ตอน นิกายโยคาจาร, สรณีย์ สายศร วิชาพระพุทธศาสนามหายานเทอม 1/2557, https://www.slideshare.net/Padvee/ss-41987498
[5]พุทธศาสนามหายาน, 10 พฤศจิกายน 2555, http://www.gonghoog.com/main/index.php/2012-11-10-...