ยึดเพาว์เวอร์แบงก์

ประเด็นนี้ คือ เราไม่สามารถจัดทำวิธีการหาข้อพิสูจน์ ว่าแบตเตอรรี่มีค่าความจุกระแสไฟฟ้า หรือขนาดไม่เกิน 32,000 mAhจริงหรือไม่ ซึ่งการจะหาความจุต้องทดสอบด้วยวิธีการ การปฏิบัติซึ่งพิสูจน์ยาก เช่นการต่อโหลดเพื่อวัดค่ากระแส และทิ้งไว้จนแบตหมด ซึ่งใช้เวลานาน และ เนื่องจากระยะเวลาที่กำหนดในการบินมีจำกัด จึงทำให้เกิดมาตรการจำเป็นต้องห้ามนำขึ้น จึงต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยง กรณีแบตเตอรรี่ที่ไม่ระบุค่าความจุ หรือระบุแต่ไม่สามารถอ่านได้ชัดเจน ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ เพราะหากอนุโลมให้แล้วทำให้ความเสี่ยงเป็น 50ต่อ50% นั่นเองครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (4 ส.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ส่วนหน้า) อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ น.ส.ศิวพร อายุ 41 ปี เจ้าหน้าที่แผนกตรวจค้นสัมภาระก่อนขึ้นเครื่อง ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มาแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน หลังถูกหญิงสาวไฮโซคนหนึ่งโพสต์ภาพและข้อความต่อว่าผ่านเฟซบุ๊ก และมีการแชร์ไปทั่วโลกออนไลน์


กรณีดังกล่าวเนื่องจาก หญิงสาวไฮโซรายดังกล่าวได้โพสต์ภาพพนักงานตรวจค้นสัมภาระก่อนขึ้นเครื่อง พร้อมเขียนข้อความในลักษณะว่ากล่าวตำหนิการทำงานของพนักงานคนดังกล่าวที่ไม่ยอมให้ผู้โพสต์นำแบตเตอรี่สำรอง (Power Bank) ขึ้นเครื่องระหว่างผ่านจุดตรวจดังกล่าว ด้วยถ้อยคำหยาบคาย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดตามตัวผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อดังกล่าวมาสอบถามและพูดคุยกับผู้แจ้ง เนื่องจากทางผู้แจ้งประสงค์ให้ตำรวจ ติดต่อมาเพื่อพูดคุยกันก่อน โดยคดีดังกล่าวสามารถยอมความได้หากพูดคุยกันเข้าใจ แต่หากไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ ก็จะต้องดูอีกครั้งว่า การโพสต์ข้อความดังกล่าวนั้นเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายใด

ทั้งนี้ การขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือไออาตา (IATA) มีกฎมาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับการนำแบตเตอรี่ขึ้นเครื่องบิน โดยห้ามนำ Power Bank ใส่กระเป๋าเดินทางโหลดใต้เครื่อง ให้ใส่กระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้

โดย Power Bank ที่ใส่กระเป๋าต้องมีขนาดความจุไฟฟ้าไม่เกิน 32,000 mAh และ Power Bank ความจุไฟฟ้า 20,000 mAh (หรือน้อยกว่า 10,000 Wh) นำขึ้นเครื่องได้ ไม่ระบุจำนวน ส่วน Power Bank ความจุไฟฟ้า 20,000 - 32,000 mAh (หรือมากกว่า 160 Wh) นำขึ้นเครื่องได้ไม่เกิน 2 ก้อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้ และเพื่อนสมาชิกชาวPantip

เนื่องด้วยเป็นผู้ที่กำกับมาตรฐานและวิธีการปฏิบัติที่ดีที่สุด ในเรื่องนี้ขอชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นดังนี้

ด้านมาตรฐานความถูกต้อง + ข้อจำกัด เนื่องด้วยเหตุและผล

- เอาอีกล่ะ มนุษย์ป้า+กล้อง ทีนี้เราต้องมาด้วยว่าของๆตัวเอง มันมีขนาดเกินข้อกำหนดของเขาหรือเปล่า ถ้าไม่เกินก็ต้องดูเป็นกรณีๆไป ยังไม่ปักใจข้างงใด เพราะหลักฐานในเนื้อข่าวมันไม่ชัดเจน

- อ่านๆ ดูคือ เค้าก็ถือขึ้นเครื่องนั่นแหล่ะ แต่อยู่ตรงที่ ตัวพาวเวอร์แบงค์ไม่มีบอกขนาด mAh บนตัวพาวเวอร์แบงค์

ซึ่งช่วงกลางเดือนที่แล้ว มีบินไป ตปท ทัวร์บอกว่า จะพกพาวเวอร์แบงค์ไปต้องมีขนาด mAh บนเครื่องให้เช็คได้ด้วยว่ากี่แอมป์

- อ่านจากข้อความที่โพส เหมือนเจ้าหน้าที่ได้อธิบายไปแล้วนะ ว่าพาวเวอร์แบงค์ของผู้โดยสารไม่เขียนหรือระบุว่ากี่ mAh เพราะเค้าก็มีอัตราจำกัดอยู่ว่าไม่เกินเท่านี้ๆ ในเมื่อพาวเวอร์แบงค์ของผู้โดยสารท่านนี้ ระบุไม่ได้ จะอนุญาติขึ้นเครื่องได้ไง ? เพราะมันไม่มีข้อพิสูจน์ไงว่าไม่เกิน 32,000 mAhจริงหรือเปล่า

- คิดนิดนึงค่ะก่อนด่า ใครลองมานั่งสนามบินเค้าประกาศแจ้งให้ทราบบ่อยมาก ย้ำมาก จะบอกไม่รู้ก็ไม่ได้ค่ะ และถึงคุณไม่รู้ก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่าเค้า เพราะทั้งหมดที่ทำไปคือชีวิตทั้งชีวิตผู้โดยสารบนเครื่องทั้งลำอยู่ในความดูแลของระบบรักษาความปลอดภัยค่ะ จะเอามาเสี่ยงกับคน คนเดียวคงไม่ได้นะคะ

- แผนกตรวจสอบสัมภาระเป็น Outsource ของ ทอท. ค่ะ การพก Power Bank ขึ้นเครื่อง ผดส.จะต้องตรวจเช็คดูว่า มีข้อความระบุที่ตัวเครื่องว่ามีความจุเท่าไหร่ เพราะ จนท. จะขอดู หากไม่มีการระบุ หรือเกิน 32,000 mAh ก็จำเป็นต้องยึดตามมาตรการของ ของเหลวถ้าถูกเปิดตรวจ แล้วไม่ระบุปริมาณก็โดนยึดเช่นกัน

- ผมเคยโดนคับ เนื่องจาก ตัวเลขแสดง มิลลิแอม เลือนลาง ของผม 16000 ไปต่างประเทศมา 4 รอบ ไม่โดน มาโดน ตอนหลัง บอกยังไงก็ไม่ฟังจะยึดอย่างเดียวเลย ผมก็เลย ให้ไปเลย ขี้เกียจเถียง

ประเด็นนี้ คือ เรายังไม่สามารถมีวิธีการหาข้อพิสูจน์ ว่าแบตเตอรี่กพา Power Bank มีค่าความจุกระแสไฟฟ้าที่จ่ายออกได้ 35 แอมป์ต่อเนื่อง1ชั่วโมง หรือขนาดไม่เกิน 32,000 mAh ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งการจะหาความจุนั้น จะต้องทำทดสอบด้วยวิธีการรปฏิบัติซึ่งพิสูจน์ยาก เช่นการต่อโหลดเพื่อวัดค่ากระแส และทิ้งไว้จนแบตหมด ซึ่งใช้เวลานาน และเพราะเวลาที่กำหนดในการบินมีจำกัด จึงทำให้เกิดมาตรการ จำเป็นต้องห้ามนำขึ้น เพื่อให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องทันเวลาที่ประมาณการ จึงต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยห้ามนำขึ้นเครื่องบิน สำหรับแบตเตอรรี่ที่ไม่ระบุค่าความจุ หรือระบุแต่ไม่สามารถอ่านได้ชัดเจนนั่นเอง


ด้านการอุธรณ์ผ่านสื่อโซเชียล

- ถึงคุณไม่รู้ก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่า.... เพราะทั้งหมดที่ทำไปคือชีวิตทั้งชีวิตผู้โดยสารบนเครื่องทั้งลำอยู่ในความดูแลของระบบรักษาความปลอดภัยค่ะ จะเอามาเสี่ยงกับคน คนเดียวคงไม่ได้

- ระวังการถูกฟ้อง...... ในการที่เวลาขัดใจไม่ถูกใจแล้วถ่ายรูปเอามาลงโซเชี่ยลเพื่อประจาน ทุกหน้าที่มีกระบวนการปฏิบัติงาน มีเหตุมีผล ที่สำคัญมีกฎหมายให้อำนาจ จนท.ครับ

- ขัดข้องใจถามกันได้...เข้าใจค่ะว่าบางคนมองว่าเอาขึ้นได้ แต่บางคนทำไมเอาขึ้นไม่ได้ ถามเจ้าหน้าที่เค้าดีๆ ก็ได้ ไม่ใช่ไม่พอใจอะไรก็ถ่ายรูปมาโพสต์ด่า

- ศึกษาเพิ่มเติมการฟ้องและถูกฟ้อง.....จากที่อ่านข้อความ ผมว่าฟ้องหมิ่นยาก เพราะเหมือนแกจะบ่นๆๆ และคำหยาบคำนั้นก็ไม่แน่ใจว่าเข้าข่ายหมิ่นได้หรือยัง เพราะเคยมีคดีความถึงขั้นฎีกา ว่าด่าเป็นสัตว์ ไม่ผิด เพราะคนไม่ใช่สัตว์อยู่แล้ว ลองค้นฎีกาดูนะครับ

- การปลูกจิตสำนึกในสิทธิส่วนบุคคล... เราไม่อยากถูกว่าเขาก็ไม่อยากเช่นกัน....แต่ผมติดใจตะหงิดมากว่า คนสมัยนี้โพสต์ลงเฟซบุ๊กคำหยาบคายต่ำทรามแบบ "ไม่รู้สึกอะไร ชิวๆ" งั้นหรือ คำหยาบนี่มันผรุสวาทผ่านตัวอักษรที่คนอื่นอ่านได้แบบ...คนเขียนไม่อายตัวเองเลยเหรอ?

"การทำตามกฎเรื่อง การรักษาความปลอดภัย โดย Declare แสดงสิ่งต่างๆให้ผู้ตรวจพินิจ ทำการตรวจนั้น จะทำให้เราโปร่งใส และถูกมองว่ามีความปลอดภัยต่อเพื่อนร่วมทาง........ในทางกลับกัน การอนุโลมหรือตั้งใจหลีกเลี่ยงการตรวจพินิจนั้น เรากลับจะถูกมองว่าเป็นบุคคลอันตรายต่อการเดินทางนั้น สายตาที่หยามเหยียดที่ถูกมอง เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงการที่ไม่เคารพสิทธิของบุคคลอื่น ที่พึงจะได้รับความปลอดภัยเท่าเทียมกัน ฉนั้น การที่ได้รับการตรวจว่าไม่มีสิ่งอันตรายติดตัวไปในการเดินทางกับคนอื่น จึงเป็นหน้าที่ที่จะหลีกเลี่ยงมิได้_ KMTEAMDCA "

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้ KM Knowleage Management



ความเห็น (0)