การเผยแผ่ศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์

AnthroCat-Thailand
พบว่า "ทำไมถึงคิดว่า เรา (ศาสนาพุทธ และ คริสต์) ต้องเผยแพร่ศาสนาแก่ชาวเขาและให้ชาวเขาเข้าจารีตความเชื่อของเรา ทั้ง ๆ ที่ชาวเขาเองเขาก็มี ความเชื่อ (ศาสนา ) ของเขาเอง เช่น เผ่าอาข่า เขาก็จะนับถือผี นับถือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เช่นเดียวกับชาวจีน (ตรงนี้อาจจะมีอิทธิพลจากจีนก็ได้ เพราะ ในชั้นรุ่นปู่ย่าตายายของชาวเขาส่วนใหญ่ก็เคยผ่านการดำรงอาศัยอยู่ในประเทศจีน) ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่สอนให้กตัญญูรู้คุณ และประพฤติตัวให้ดีตามที่ผู้ใหญ่สั่งสอน เพราะสังคมอาข่าเป็นสังคมที่ผู้น้อยต้องเชื่อฟังผู้อาวุโส และไม่มีผู้อาวุโสใดจะสอนให้ลูกหลานอาข่าผิดแนวทางในการปฏิบัติตนให้เป็นคนดี เพราะไม่เช่นนั้น “ความเชื่อเกี่ยวกับผี” จะเป็นสิ่งที่กลับมาเป็นบทลงโทษแก่ผู้นั้นในฐานะสอนผิดลู่ผิดทาง

            ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือ เรื่อง แม่จัน...สายน้ำที่ผันเปลี่ยน ของ คุณเตือนใจ ดีเทศน์ เป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ ให้ ภาพเกี่ยวกับชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ค่อนข้างครอบคลุม (Holistic) แต่เมื่อผมอ่านไปถึงความนึกคิดที่คุณเตือนใจมีอยู่ขณะนั้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของกลุ่มชาวเขาที่ถูกชักจูงและชักนำให้เข้าจารีตตามหลักศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแต้นท์และนิกายคาทอลิก ซึ่งคุณเตือนใจในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง คงจะเกิดความรู้สึกเสียดาย ที่ศาสนาพุทธต้องเพลี่ยงพล้ำเสียโอกาสในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ชาวเขา ถึงแม้ว่าประเทศไทยเคยมีนโยบายเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในโครงการ "ธรรมจาริก" ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจสู้รูปแบบและเทคนิควิธีในการเผยแพร่ศาสนาของเหล่าคริสเตียน คริสตัง ที่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน สิ่งของจาก องค์กรนอกประเทศ (ซึ่งส่วนมากเป็น ไต้หวัน และญี่ปุ่น)

                     ความรู้สึกสูญเสียโอกาสในการ "เสียหมาก" ให้แก่กลุ่มผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ ปรากฏในหลายต่อหลายตอนที่คุณเตือนใจเขียนไว้ และแสดงความรู้สึกต่อ "คุณโย่ง" รวมทั้ง ยังได้เอื้อนเอ่ยให้ คุณโย่งช่วยแนะนำพระภิกษุไทยที่เก่ง และปราดเปรื่องในการนำหลักคำสอนของพุทธศาสนามาเผยแพร่ให้เกิดความศรัทธาได้ เพื่อที่จะได้นำไปปฏิบัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขาบ้าง 

             สรุปว่า ทั้งพุทธทั้งคริสต์ ต่างก็ กลายเป็นผู้แข่งขัน (Competitors) ระหว่างกัน แต่ที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่า ทางคริสต์จะได้รับชัยชนะเสียมากกว่า พุทธ เพราะชาวเขาส่วนน้อยที่ยังอาศัยอยู่บนพื้นที่สูงที่ได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อ ส่วนใหญ่ไปเป็นคริสต์เสียมากกว่าจะเป็นพุทธ หรือถ้าเป็นพุทธ ก็เทียบสัดส่วนได้ในระดับที่น้อยเหลือเกิน 

          สิ่งที่เขียนมาไม่ใช่สิ่งที่ผมกังวลหรือสงสัย แต่สิ่งที่ผมคิดหลังจากอ่านจบ พบว่า "ทำไมถึงคิดว่า เรา (ศาสนาพุทธ และ คริสต์) ต้องเผยแพร่ศาสนาแก่ชาวเขาและให้ชาวเขาเข้าจารีตความเชื่อของเรา ทั้ง ๆ ที่ชาวเขาเองเขาก็มี ความเชื่อ (ศาสนา[1]) ของเขาเอง เช่น เผ่าอาข่า เขาก็จะนับถือผี นับถือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เช่นเดียวกับชาวจีน (ตรงนี้อาจจะมีอิทธิพลจากจีนก็ได้ เพราะ ในชั้นรุ่นปู่ย่าตายายของชาวเขาส่วนใหญ่ก็เคยผ่านการดำรงอาศัยอยู่ในประเทศจีน) ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่สอนให้กตัญญูรู้คุณ และประพฤติตัวให้ดีตามที่ผู้ใหญ่สั่งสอน เพราะสังคมอาข่าเป็นสังคมที่ผู้น้อยต้องเชื่อฟังผู้อาวุโส และไม่มีผู้อาวุโสใดจะสอนให้ลูกหลานอาข่าผิดแนวทางในการปฏิบัติตนให้เป็นคนดี เพราะไม่เช่นนั้น ความเชื่อเกี่ยวกับผี จะเป็นสิ่งที่กลับมาเป็นบทลงโทษแก่ผู้นั้นในฐานะสอนผิดลู่ผิดทาง 

                      หรือสิ่งที่ถูกนำมาพิจารณาว่า ความเชื่อของกลุ่มชาวเขาที่เชื่อเกี่ยวกับผีนั้นเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล ไม่มีอารยะทางระบบคิด (ทั้ง ๆ ที่ คนพุทธก็กลัวผีและบูชาผี-คนคริสต์ก็กลัวผี ถึงจะไม่บูชาก็ตาม แต่วาทกรรมที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า พระเยซูไม่ได้เสียชีวิตทรงมีชีวิต และเสด็จขึ้นสวรรค์ไปประทับอยู่กับพระบิดา ดังนั้น พระเยซูจึงพ้นจากความเป็น ผี เพราะทรงไม่ตายเช่นมนุษย์ทั่วไป)

                ความไม่มีอารยะทางความคิด เพราะนับถือผี นี่เองหรือที่ทำให้ เกิดโครงการธรรมจาริก และความคิดว่าเสียโอกาสในการเผยแผ่ศาสนา และชาวเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนมาเข้าจารีตอื่น

                ในความเป็นจริงแล้ว ศาสนาพุทธน่าจะได้รับชัยชนะโดยง่าย เพราะมีวิถีและวิธีปฏิบัติทางกิจกรรมศาสนาที่ใกล้เคียงกับการนับถือผีและบรรพบุรุษของชาวเขา แต่ ไปติดตรงที่ ตัวแทน ในฐานะผู้สืบทอดศาสนาพุทธในสมณะเพศนั้น ไม่ทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ทำนาก็ไม่ได้ ทำไร่ ทำสวนก็ไม่ได้ มีหน้าที่ คือ พูด (เทศนา) และ ขอ (บิณฑบาต) ตรงนี้กระมังทำให้พุทธเพลี่ยงพล้ำไปจนได้

                กลับมาที่ เหตุผลใดถึงคิดว่าชาวเขาต้องเปลี่ยนศาสนา ให้เป็นพุทธ หรือ คริสต์ ? ผมก็คิดกลับไปที่ ความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขา ที่เกี่ยวโยงกับธรรมชาติรอบตัว ผี และบรรพบุรุษ เมื่อพูดว่า คุณนับถือ ผี มันแผงนัยยะแห่งความล้าหลัง ไม่เจริญ ไร้หลักการและไร้ข้อพิสูจน์ทางนามธรรมและรูปธรรม พลอยส่งผลให้ความคิดความอ่านและการเจริญทางด้านสติปัญญาของชาวเขาไม่มีไปด้วย อย่างนั้นหรือ ?

                  ในความเป็นจริง พวกเขาก็เป็นมนุษย์ มีระบบคิด มีระบบการจัดการที่เกิดจากประสบการณ์และการถ่ายทอด ตรรกะแห่งเหตุ มาเป็นช่วงอายุคน และก็ยาวนานด้วย สิ่งที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นนี้เรียกว่า ภูมิปัญญา ของพวกเขายังไงล่ะ ? ดังนั้น ควรหรือไม่ควร ก็น่าจะลองพิจารณาดูแล้วกันว่า สิ่งที่พวกเขาเชื่อและยึดถือมานั้นมีความเท่าเทียมกับของศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์หรือไม่ ?

                 เหตุการณ์การต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในหมู่ชาวเขาเคยเกิดมาแล้วในอดีต และในปัจจุบันก็ยังคงดำรงอยู่ ทั้งยังเกิดขึ้นในระดับสังคมชุมชนในครอบครัวเสียด้วย ความแตกร้าวเช่นนี้ มาจากภายนอก และเกิดจากบุคคลภาย (ในความเป็นจริงช่วยไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล) แต่สิ่งที่คุณเตือนใจเขียนไว้ ค่อนข้างเอนเอียงในความเป็นพุทธค่อนข้างมาก และผมมีความเห็นที่ไม่โต้แย้ง แต่ก็ไม่เห็นด้วย ทำไมไม่ให้พวกเขาดำเนินไปตามระบบความเชื่อของพวกเขา เพราะระบบความเชื่อของพวกเขาเป็นรูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางสังคม (Social Control) ของพวกเขา และมันจะผิดมากไหม ถ้ามีศาสนาหนึ่งที่ระบุไว้ในทะเบียนบ้านว่า

                 นาย             ก.           นามสกุล               ข.             

                 เพศ            ชาย         เชื้อชาติ                 อาข่า (ลาหู่ เมี่ยน ฯลฯ)      

                สัญชาติ      ไทย        ศาสนา   ผี (บรรพบุรุษ)

          แล้ว ความเป็นมนุษย์ของเขาจะหดหายไป ลดทอนลงไป หรือไม่???



[1] ศาสนา-เป็นคำใหม่ในการรับรู้ของชาวเขาเมื่อมีโครงการสำรวจจัดทำทะเบียนต่าง ๆ และผ่านโครงการธรรมจาริก

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ชาติ ชาตินิยม พหุนิยมและพหุวัฒนธรรมนิยม

คำสำคัญ (Tags)#ศาสนา#วัฒนธรรม#ชาติพันธุ์#ชาตินิยม#การเผยแผ่ศาสนา

หมายเลขบันทึก: 62559, เขียน: 23 Nov 2006 @ 23:03 (), แก้ไข: 23 Jun 2012 @ 22:28 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 7, อ่าน: คลิก


ความเห็น (7)

อ่านแล้วไม่รู้จะแสดงความคิดเห็นอย่างไรดี..แต่เพราะเป็นผู้ที่เชื่อและศรัทธาในพระเยซูคริสต์  ซึ่งความจริงแต่ดั้งเดิมของบรรพบุรุษเป็นคนไทยเชื้อสายจีน  และนับถือศาสนาพุทธมาก่อน  ...อยากบอกว่าการที่มีคริสตชนเข้าไปเผยแพร่ให้กับพี่น้องชาวเขานั้น ไม่ใช่เพราะอำนาจเงิน แต่เพราะความรักที่คริสตชนมีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าและต่อมนุษย์ทุกคนที่พระเจ้าทรงสร้างมา การที่เราเผยแพร่ไปไม่ได้เลืกปฏิบัติแต่กลุ่มชนเผ่าหรือชาวเขา เพราะดิฉันเองก็ไม่ใช่ชนเผ่าหรือชาวเขา ก็ยังได้มีโอกาสรู้จักเรื่องราวของพระเจ้าและได้รู้จักพระเจ้าเป็นการส่วนตัว  จึงอยากจะขอแย้งเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้นที่ใช้คไม่เหมาะสมเกี่ยวกับเรื่องการเผยแพร่ของศาสนาคริสต์ เพราะถ้าพูดกันตามตรง ถ้ามองเห็นความสำคัญของความเป็นคนเท่าเทียมกัน เราคนไทยน่าจะเข้าไปถึงซึ่งกันและกันก่อนที่ชาวตะวันตก ตาน้ำข้าว ผมสีทอง จะเข้าไปถึงป่าถึงดอยแต่ละลูกบนผืนแผ่นดินไทยมิใช่หรือ?  

ส่วนเรื่องศรัทธาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของแต่ละชนเผ่า ดิฉันไม่อยากลบศรัทธาหรือความเชื่อของใคร เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่อยากจะขอกล่าวว่า ถ้าสิ่งที่ศรัทธาหรือเชื่ออยู่นั้นเป็นความจริงใครเล่าจะหันเหหรือแปลเปลี่ยนความเชื่อได้  เพราะความเชื่อคือความแน่ใจว่าในสิ่งยังไม่เห็นนั้นมีอยู่จริง       ส่วนในกรณีตัวอย่างของทะเบียนบ้านนั่นก็คงจะชัดเจนว่ามีการแบ่งกลุ่มความเชื่อถ้าเป็นศรัทธาความเชื่อที่มั่นใจ แม้กระทั่งการนับถือผีก็ตาม คุณอย่าได้กังวลใจว่าจะถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ลงไปเลย  เพราะตั้งแต่มนุษย์หันเสียจากพระเจ้า มนุษย์ปฏิเสธพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก  มนุษย์ก็ลดทอนตนเองเข้าไปสู่การอยู่ใต้อำนาจของผีแล้ว ศรัทธาสิ่งใดก็จะอยู่ใต้อำนาจสิ่งนั้นมิใช่หรือ? !!! อย่าว่าแต่คนที่ถูกระบุว่านับถือผีเลย เมื่อก่อนในบัตรประชาชนของดิฉันก็เป็นศาสนาพุทธแต่ดิฉันก็เคยกราบไหว้ผีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับศาสนาที่คุณมีในทะเบียนบ้าน แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อของคุณมากกว่า

ขอบคุณครับที่มีความคิดเห็นต่อบันทึกตอนนี้

 ไม่ทราบว่า คุณ Jedidiah ได้อ่านหนังสือเล่นนี้หรือยังครับ ?

 ซึ่งผมเองไม่ได้ขัดแย้งในเรื่องการเผยแผ่ศาสนาทั้งพุทธ หรือ คริสต์

 เพียงแต่ว่า อยากให้มองกลุ่มชนชาวเขา ไม่ว่ากลุ่มชาติพันธุ์ใดก็ตาม

พวกเขามีระบบคิด มีความเป็นมนุษย์ และมีสิทธิในการจัดการเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง และเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตมันเป็นผลพวงของการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ส่วนเนื้อหาอื่น ๆ ในหนังสือเล่มนี้ ผมถือว่าเป็นหนังสืออ้างอิงได้ในระดับดีมากที่ นักมานุษยวิทยาจำเป็น อย่างกรณีของ ท่านเตือนใจ ดีเทศน์ และท่านเขียนไว้ ทำไว้ แล้วมีประโยชน์เหลือเฟือ

หลังสือเล่มดังกล่าว คือบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่ยังสามารถนำมาเปรียบเทียบกับภาวะปัจจุบันของกลุ่มชนชาวเขาได้เป็นอย่างดี

P

เข้ามาอ่าน....

เจริญพร

บ.ผ.
IP: xxx.64.102.127
เขียนเมื่อ 

สำหรับเรื่องการใช้ชื่อเชื้อชาติ และศาสนาว่าเชื้อชาติ ลาหู่ อาข่า เมี่ยน ศาสนาผีนั้น โดยความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์แล้ว พวกเขาก็ยังเป็นคนที่สามารถทำอะไรๆ ได้อยู่เหมือนคนทั่วๆไปในโลก ไม่ได้ทำให้ความสามารถของความเป็นคนลดน้อยถอยลงไป เพียงแต่ว่าในเรื่องของปรากฏการณ์ที่เป็นจริงในสังคม ซึ่งคนแต่ละกลุ่มก็มีชุดความคิดบางอย่างกำกับ รัฐก็มองแบบรัฐ เรานักวิชาการทางมานุษยวิทยาก็มองแบบนักวิชาการ และเวลา สถานการณ์ที่ต่างกันไป ชุดความคิดก็อาจจะเปลี่ยน  การแบ่งประเภท แบ่งชนชั้น ทำให้คนกลุ่มนี้ถูกมองเป็นคนที่มีสถานะต่ำกว่าพวกที่อยู่ในสายหลักไปโดยปริยาย อืม หนูว่ามันคนละชุดความคิดกันน่ะ มันเป็นเรื่อง "สองคน ยลตามช่อง" แต่อันนี้ไม่ได้พูดถึงคุณเตือนใจนะ พูดถึงเรื่องรัฐที่กำกับว่าต้องมีศาสนา

      ขอแสดงความเห็นอีกเรื่อง การนับถือศานาคริสต์น่ะ ในฐานะที่มีญาติเป็นชาวเขา เห็นคนเปลี่ยนไปนับถือคริสต์มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ที่ไปนั้น จะไปด้วยความศรัทธาในเชิงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ การช่วยดลบันดาลจากพระเจ้าให้หายจากความเจ็บป่วย การสวดมนต์ภาวนาให้หายทุกข์ใจ จะเป็นในแนวนั้นซะมากน่ะ อย่างที่มุกดาหารที่มีคนไปนับถือคริสต์ก็เพราะว่า นักเผยแพร่ศาสนาไปปราบ "ปอบ" ได้

      เรื่องความเห็นเชิงศาสนาที่ลึกๆกว่านี้ เดี๋ยวเราค่อยคุยกันเป็นการส่วนตัวดีกว่าเนอะพี่ มันล่อแหลม ไม่อยากโดนถล่ม

love
IP: xxx.169.35.229
เขียนเมื่อ 

ขอคอนเม้นนิดๆก็แล้วกัน

ในฐานะที่เป็นชาวเขาเชื้อสายอาข่าตัวจริง

การที่เราจะนับถือศาสนาได้ศาสนาหนึ่งมันไม่ใช่เพราะเงินหรืออำนาจอะไรหรอก

มันขึ้นอยู่กับความเชื้อของเราเอง

ไม่อยากจะให้ใช่คำว่าเงินหรืออำนาจในการตัดสิน

เหมือนกับเป็นกการดูถูกคนชาวเขาไงไม่รู้นะ

ลองคิดทบทวนดูดีๆนะ

ถึงคนอื่นไม่ได้คิดเหมือนกันกับผมก็ตาม

แต่ในฐานะที่เป็นอาข่าคนหนึ่ง ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

สิริปัญญา
IP: xxx.28.109.99
เขียนเมื่อ 

ในฐานะที่ปฏิบัติงานกับชาวเขาโดยตรงและเป็นพุทธศาสนิกชนโดยแท้ จึงอยากให้ความเห็นว่าการที่ศาสนาคริสต์เข้าไปเผยแผ่กับชาวเขานั้นทำให้วิถีชีวิตความเป็นชนเผ่าที่สืบทอดมาตั้งแตบรรพบุรุษต้องเปลี่ยนไปด้วยเพราะผู้ที่เข้าศาสนาคริสต์ต้องทำพิธีตัดผีและประเพณีที่เคยปฏิบัติกันมาออกไปให้หมด แล้วนับถือแต่พระเจ้าอย่างเดียวแม้แต่ประเพณีผูกข้อมือที่ชาวเผ่ากะเหรี่ยงเคยปฏิบัติกันมาและถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญของชนเผ่า คนที่ไปนับถือคริสต์ก็ไม่สามารถทำได้ทั้งที่ความเป็นจริงวิถีชีวิตของชาวเขาต้องพึ่งพาผีบรรพบุรุษอยู่ ในปัจจุบันหมู่บ้านชาวเขาเกือบทุกหมู่บ้านจะมีทั้งการนับถือทั้งพุทธ และคริสต์ จึงทำให้ความผูกพันเปลี่ยนไปเพราะความเชื่อที่แตกต่าง ถ้าถามชาวเขาที่นับถือศาสนาคริสต์ว่ารู้จักศาสนาคริสต์มากแค่ไหนเขาจะตอบได้แค่ว่าพระเจ้าสร้างโลกแต่ไม่สามารถตอบได้ว่าแก่นแท้ของศาสนาคืออะไรทั้งที่ในเรื่องการนับถือศาสนานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อตนเองมากไปจนถึงชาติหน้า แต่สิ่งที่ชาวเขารู้ก็คือการบิดเบียนของผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์ว่าพระเจ้ากับพระพุทธเจ้าคือองค์เดียวกันทั้งที่ความเป็นจริงไม่ใช่เลย จึงอยากจะรู้ว่าผู้ที่นำศาสนาคริสต์เข้าไปเผยแผ่แก่ชาวเขาท่านมีความมุ่งหวังสิ่งใดและต้องการอะไรจากชาวเขา และอยากจะขอฝากให้กลุ่มชาวเขาคนรุ่นใหม่ที่พอมีการศึกษาอยู่บ้างให้ได้คิดและตระหนักให้ดีก่อนว่าการที่เราจะนับถือศาสนาใดก็ขอให้ศึกษาให้ดีก่อนว่าแต่ละศาสนามีคำสอนอย่างมีสาระแก่สารมากน้อยแค่ไหนก่อนที่จะต้ดสินใจนับถือเพราะมันหมายถึงชีวิตในชาตินี้ของคุณทั้งชาติอย่ามีการนับถือเพราะความเชื่อง่ายๆ เกินไป พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าพึ่งป้กใจเชืออะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้ปฏิบัติและเห็นผลด้วยตนเองเท่านั้น แต่ศาสนาคริสต์สอนว่าพระเจ้าสร้างโลกและพระเยซูตายเพื่อล้างบาปให้ท่านเท่านั้นหรือจึงเชือและปฏิบัติตาม เคยมีท่านผู้หนึ่งได้เล่าให้ฟังว่าตัวท่านเองแต่งงานกับสาวที่เป็นคริสต์และพ่อแม่ของฝ่ายหญิงได้ให้ท่านหันมานับถือศาสนาคริสต์ด้วย แตตัวท่านได้ขอว่าให้ท่านได้ศึกษาดูก่อนได้ไหมว่าระหว่างศาสนาพุทธกับคริสต์ศาสนาไหนที่สมควรนับถือ สุดท้ายจากการที่ท่านศึกษาในเรื่องศาสนาโดยเปรียบเทียบกันท่านจึงรู้ว่าศาสนาและคำสอนที่แท้จริงก็คือศาสนาพุทธท่านจึงตัดสินใจพาภรรยาหันมานับถือศาสนาพุทธตาม ปัจจุบันท่านผู้นี้ได้อุปถัมภ์ศาสนาพุทธมาโดยตลอดโดยการสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมถวายหมดทุนทรัพย์มากกว่า 30 ล้านบาท (โลกนี้ไม่มีใครสร้างแต่เกิดขึ้นเองตามวิวัฒนาการ บาปที่คุณทำไม่มีใครที่จะสามารถมาล้างให้ได้ใครทำอะไรต้องรับสิ่งนั้น นี่คือแก่นแท้ของโลกและชีวิต)

saney
IP: xxx.17.211.118
เขียนเมื่อ 

ขอแสดงความคิดเห็นตามทัศนคติของตนหน่อยนะครับ ขอแนะนำตัวหน่อยแล้วกัน ผมนับถือศาสนาพุทธนะครับ อ่านข้อความของพี่แล้ว ก็รู้สึกเห็นด้วยนะ ว่า ทำไม่เราต้องไปพยายามให้เขาเชื่อศาสนาอื่นและหันมานับถือศาสนานั้นๆ ด้วย ซึ่งความเป็นจริงแล้วเขาก็มีความสุขดีในอัตภาพและสภาวะของเขา มีความสุขในแบบฉบับของชุมชนนั้นๆ ของศาสนาคริสต์ผมจะไม่ขอกล่าวถึงเพราะผมไม่สันทัดไม่ชัดเจน แต่ผมจะขอพูดในฐานะที่เป็นชาวพุทธนะครับ ในความคิดส่วนตัวผมคิดว่า ความเชื่อบางอย่างทำให้บางกลุ่มบางคนได้เปรียบ มีการเอารัดเอาเปรียบกันในด้าน อิทธิพล โดยการนำเอาความกลัวมาเป็นข้ออ้างในการสร้างอิทธิพล ทำให้เกิดการเบียนเบียนกัน ไม่เสมอภาคกันในการดำเนินชีวิต ศาสนาพุทธสอนให้ทำความดี ละเว้นความชั่ว รักษากายใจตนเองให้ไม่คิดพยาบาทปองร้ายใคร แม้ท่านจะนับถือสิ่งศักดิ์อื่นใดนอกเหนือจากพระพุทธศาสนา แต่ท่านไม่เบียดเบียนใคร ท่านจะเชื่ออยางไรก็ตามเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล ศาสนาพุทธสอนให้ไม่เบียดเบียนกันและสร้างความสุขให้แก่กันและกัน ก็ถือว่า ok ส่วนที่บอกว่าทำไมต้องให้นับถือศาสนานั้น ส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะเกี่ยวกับ โลกหน้า ชาวพุทธเชื่อว่า กรรม คือการกระทำ เป็นตัวชี้วัด อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ทำดีได้เป็นเทวดา หรือยิ่งกว่าเทวดา ปฏิบัติดี ได้เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ไม่ต้องเวียนเกิดเวียนตายอีก ชาวพุทธเชื่อว่า คนเราเกิดหลายครั้งตายหลายครั้ง นับภพนับชาติไม่ถ้วน คนเกิดมาไม่เหมือนกันเพราะสร้างกรรมต่างๆกัน อาศัยจุดนี้ จึงอยากอนุเคราะห์มนุษย์ ให้ได้พบแต่ความสุข ทั้ง ปัจจุบันภพ และ อนาคตภพ จึงอยากจะบอกให้ทราบ ในอันที่จริงแล้ว ใครก็ตามจะบอกว่าตนเองเป็นชาวพุทธหรือไม่อย่างไรก็ตาม จุดหมายของพระพุทธเจ้าหรือพระสงฆ์ที่เป็นสาวกจุดประสงค์สูงสุด คือ ให้มนุษย์มีความสุข นั้นเอง ผมเองมีความเชื่ออย่างนั้นนะครับ ผิดถูกอย่างไรก็ขออโหสิกรรม ผมมองตามความเชื่อของผมเอง แต่อันที่จริงใครจะนับถืออะไร เชื่อในสิ่งไหน ถ้าประกอบไปด้วยความดีแก่มนุษย์ชนแล้ว ผมว่าเชื่อไปเถอะนับถือไปเถอะ ดีหมดแหละ