ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือ เรื่อง แม่จัน...สายน้ำที่ผันเปลี่ยน ของ คุณเตือนใจ ดีเทศน์ เป็นหนังสือที่ดีมาก ๆ ให้ ภาพเกี่ยวกับชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ค่อนข้างครอบคลุม (Holistic) แต่เมื่อผมอ่านไปถึงความนึกคิดที่คุณเตือนใจมีอยู่ขณะนั้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความเชื่อของกลุ่มชาวเขาที่ถูกชักจูงและชักนำให้เข้าจารีตตามหลักศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแต้นท์และนิกายคาทอลิก ซึ่งคุณเตือนใจในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง คงจะเกิดความรู้สึกเสียดาย ที่ศาสนาพุทธต้องเพลี่ยงพล้ำเสียโอกาสในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้แก่ชาวเขา ถึงแม้ว่าประเทศไทยเคยมีนโยบายเกี่ยวกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในโครงการ "ธรรมจาริก" ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจสู้รูปแบบและเทคนิควิธีในการเผยแพร่ศาสนาของเหล่าคริสเตียน คริสตัง ที่ได้รับการสนับสนุนด้านการเงิน สิ่งของจาก องค์กรนอกประเทศ (ซึ่งส่วนมากเป็น ไต้หวัน และญี่ปุ่น)

                     ความรู้สึกสูญเสียโอกาสในการ "เสียหมาก" ให้แก่กลุ่มผู้เผยแพร่ศาสนาคริสต์ ปรากฏในหลายต่อหลายตอนที่คุณเตือนใจเขียนไว้ และแสดงความรู้สึกต่อ "คุณโย่ง" รวมทั้ง ยังได้เอื้อนเอ่ยให้ คุณโย่งช่วยแนะนำพระภิกษุไทยที่เก่ง และปราดเปรื่องในการนำหลักคำสอนของพุทธศาสนามาเผยแพร่ให้เกิดความศรัทธาได้ เพื่อที่จะได้นำไปปฏิบัติการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวเขาบ้าง 

             สรุปว่า ทั้งพุทธทั้งคริสต์ ต่างก็ กลายเป็นผู้แข่งขัน (Competitors) ระหว่างกัน แต่ที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่า ทางคริสต์จะได้รับชัยชนะเสียมากกว่า พุทธ เพราะชาวเขาส่วนน้อยที่ยังอาศัยอยู่บนพื้นที่สูงที่ได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อ ส่วนใหญ่ไปเป็นคริสต์เสียมากกว่าจะเป็นพุทธ หรือถ้าเป็นพุทธ ก็เทียบสัดส่วนได้ในระดับที่น้อยเหลือเกิน 

          สิ่งที่เขียนมาไม่ใช่สิ่งที่ผมกังวลหรือสงสัย แต่สิ่งที่ผมคิดหลังจากอ่านจบ พบว่า "ทำไมถึงคิดว่า เรา (ศาสนาพุทธ และ คริสต์) ต้องเผยแพร่ศาสนาแก่ชาวเขาและให้ชาวเขาเข้าจารีตความเชื่อของเรา ทั้ง ๆ ที่ชาวเขาเองเขาก็มี ความเชื่อ (ศาสนา[1]) ของเขาเอง เช่น เผ่าอาข่า เขาก็จะนับถือผี นับถือบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ เช่นเดียวกับชาวจีน (ตรงนี้อาจจะมีอิทธิพลจากจีนก็ได้ เพราะ ในชั้นรุ่นปู่ย่าตายายของชาวเขาส่วนใหญ่ก็เคยผ่านการดำรงอาศัยอยู่ในประเทศจีน) ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่สอนให้กตัญญูรู้คุณ และประพฤติตัวให้ดีตามที่ผู้ใหญ่สั่งสอน เพราะสังคมอาข่าเป็นสังคมที่ผู้น้อยต้องเชื่อฟังผู้อาวุโส และไม่มีผู้อาวุโสใดจะสอนให้ลูกหลานอาข่าผิดแนวทางในการปฏิบัติตนให้เป็นคนดี เพราะไม่เช่นนั้น ความเชื่อเกี่ยวกับผี จะเป็นสิ่งที่กลับมาเป็นบทลงโทษแก่ผู้นั้นในฐานะสอนผิดลู่ผิดทาง 

                      หรือสิ่งที่ถูกนำมาพิจารณาว่า ความเชื่อของกลุ่มชาวเขาที่เชื่อเกี่ยวกับผีนั้นเป็นสิ่งที่ไร้เหตุผล ไม่มีอารยะทางระบบคิด (ทั้ง ๆ ที่ คนพุทธก็กลัวผีและบูชาผี-คนคริสต์ก็กลัวผี ถึงจะไม่บูชาก็ตาม แต่วาทกรรมที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า พระเยซูไม่ได้เสียชีวิตทรงมีชีวิต และเสด็จขึ้นสวรรค์ไปประทับอยู่กับพระบิดา ดังนั้น พระเยซูจึงพ้นจากความเป็น ผี เพราะทรงไม่ตายเช่นมนุษย์ทั่วไป)

                ความไม่มีอารยะทางความคิด เพราะนับถือผี นี่เองหรือที่ทำให้ เกิดโครงการธรรมจาริก และความคิดว่าเสียโอกาสในการเผยแผ่ศาสนา และชาวเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนมาเข้าจารีตอื่น

                ในความเป็นจริงแล้ว ศาสนาพุทธน่าจะได้รับชัยชนะโดยง่าย เพราะมีวิถีและวิธีปฏิบัติทางกิจกรรมศาสนาที่ใกล้เคียงกับการนับถือผีและบรรพบุรุษของชาวเขา แต่ ไปติดตรงที่ ตัวแทน ในฐานะผู้สืบทอดศาสนาพุทธในสมณะเพศนั้น ไม่ทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ทำนาก็ไม่ได้ ทำไร่ ทำสวนก็ไม่ได้ มีหน้าที่ คือ พูด (เทศนา) และ ขอ (บิณฑบาต) ตรงนี้กระมังทำให้พุทธเพลี่ยงพล้ำไปจนได้

                กลับมาที่ เหตุผลใดถึงคิดว่าชาวเขาต้องเปลี่ยนศาสนา ให้เป็นพุทธ หรือ คริสต์ ? ผมก็คิดกลับไปที่ ความเชื่อดั้งเดิมของพวกเขา ที่เกี่ยวโยงกับธรรมชาติรอบตัว ผี และบรรพบุรุษ เมื่อพูดว่า คุณนับถือ ผี มันแผงนัยยะแห่งความล้าหลัง ไม่เจริญ ไร้หลักการและไร้ข้อพิสูจน์ทางนามธรรมและรูปธรรม พลอยส่งผลให้ความคิดความอ่านและการเจริญทางด้านสติปัญญาของชาวเขาไม่มีไปด้วย อย่างนั้นหรือ ?

                  ในความเป็นจริง พวกเขาก็เป็นมนุษย์ มีระบบคิด มีระบบการจัดการที่เกิดจากประสบการณ์และการถ่ายทอด ตรรกะแห่งเหตุ มาเป็นช่วงอายุคน และก็ยาวนานด้วย สิ่งที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นนี้เรียกว่า ภูมิปัญญา ของพวกเขายังไงล่ะ ? ดังนั้น ควรหรือไม่ควร ก็น่าจะลองพิจารณาดูแล้วกันว่า สิ่งที่พวกเขาเชื่อและยึดถือมานั้นมีความเท่าเทียมกับของศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์หรือไม่ ?

                 เหตุการณ์การต่อต้านการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในหมู่ชาวเขาเคยเกิดมาแล้วในอดีต และในปัจจุบันก็ยังคงดำรงอยู่ ทั้งยังเกิดขึ้นในระดับสังคมชุมชนในครอบครัวเสียด้วย ความแตกร้าวเช่นนี้ มาจากภายนอก และเกิดจากบุคคลภาย (ในความเป็นจริงช่วยไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคล) แต่สิ่งที่คุณเตือนใจเขียนไว้ ค่อนข้างเอนเอียงในความเป็นพุทธค่อนข้างมาก และผมมีความเห็นที่ไม่โต้แย้ง แต่ก็ไม่เห็นด้วย ทำไมไม่ให้พวกเขาดำเนินไปตามระบบความเชื่อของพวกเขา เพราะระบบความเชื่อของพวกเขาเป็นรูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางสังคม (Social Control) ของพวกเขา และมันจะผิดมากไหม ถ้ามีศาสนาหนึ่งที่ระบุไว้ในทะเบียนบ้านว่า

                 นาย             ก.           นามสกุล               ข.             

                 เพศ            ชาย         เชื้อชาติ                 อาข่า (ลาหู่ เมี่ยน ฯลฯ)      

                สัญชาติ      ไทย        ศาสนา   ผี (บรรพบุรุษ)

          แล้ว ความเป็นมนุษย์ของเขาจะหดหายไป ลดทอนลงไป หรือไม่???



[1] ศาสนา-เป็นคำใหม่ในการรับรู้ของชาวเขาเมื่อมีโครงการสำรวจจัดทำทะเบียนต่าง ๆ และผ่านโครงการธรรมจาริก