งานนะนั้น


บันทึกการเดินทาง

ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี

ในวันพฤหัสบดี ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

ของ นิสิต พระสำเนียง พฺรหฺมสโร ชั้นปีที่ ๒ เลขที่ ๑๖

แหล่งเรียนรู้ที่นิสิตไปศึกษาเรียนรู้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ อย่างไรบ้าง

ห้องที่ ๑ข้อมูลทั่วไปของจังหวัดอุบลราชธานี

ในห้องนี้ทำให้รู้ว่าอุบลราชธานีมีที่มาอย่างไร อุบลราชธานีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างหรืออีสานใต้ตัวจังหวัดตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำมูลมีพื้นที่ประมาณ 11,112 ตารางกิโลเมตร 10.0 ล้านไร่คิดเป็นร้อยละ 9.5 ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถไฟประมาณ 575 กม. และทางรถยนต์ประมาณ 629 กม. อุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่อยู่ด้านตะวันออกสุดของอีสานตอนล่างครอบคลุมพื้นที่ราบและแม่น้ำสำคัญหลายสายของภาคอีสานเช่นแม่น้ำชีแม่น้ำมูลแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาน้อยใหญ่ที่ยังอุดมสมบูรณ์และให้ความชุ่มชื้นแก่พื้นดินทำให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์พืชและสัตว์ตั้งแต่บรรพกาลหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ในเขตจังหวัดอุบลราชธานีปรากฏขึ้นเมื่อราว 10,000 ปีมาแล้วได้พบเครื่องมือเครื่องเครื่องใช้ที่ทำจากหินที่ถ้ำตาลาวนับแต่นั้นมาล่องลอยอารยธรรมก็เริ่มชัดเจนขึ้นมีการขยายกลุ่มสังคมจากชุมชนเล็กๆเป็นชุมชนใหญ่รู้จักทำภาชนะดินเผาขึ้นมาใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยโลหะรวมไปถึงการสร้างสรรค์ประติมากรรมเนื่องจากความเชื่อและพิธีกรรมตามรูปแบบของสังคมนิยมดั้งเดิมนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมาชุมชนดั้งเดิมก็กระจายกันอยู่ตามบริเวณราบอันใหญ่กว้างของจังหวัดอุบลราชธานีได้เวลาการเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์เริ่มมีบันทึกเรื่องราวด้วยอักษรสร้างรูปเคารพ ก่อสร้างศาสนสถาน ระบบสังคม การดำรงชีวิต

ภาพประกอบ


ห้องที่ ๒ วัฒนธรรมขอมหรือเขมรสมัยเมืองพระนครพุทธศตวรรษที่ 15-18

ในห้องนี้จะแสดงเกี่ยวกับศาสนาพราหมณ์ที่เด่นๆก็คือ “อรรธนารีศวร” หินทรายอายุพุทธศตวรรษที่ 13 พบที่จังหวัดอุบลราชธานีลักษณะประติมากรรมสลักเป็นรูปพระศิวะและพระอุมารวมกันเป็นองค์เดียวประทับขัดสมาธิบนฐานบัวหงายยกพระกรทั้งสองข้างขึ้นเหนือพระเพลาพระหัสหักหายไปพระพักตร์ค่อนข้างยาวพระเนตรที่ 3 ปรากฏอยู่กึ่งกลางพระนลาฏพระเกศเกล้าสูงทรงกุณฑลขนาดใหญ่และพาหุรัดลายดอกไม้กรองศกเรียบไม่มีลวดลายและยังมีการจัดแสดงเกี่ยวกับพระพิฆเนศศิลปะลพบุรีร่วมสมัยกับเขมร

ภาพประกอบ

ห้องที่ ๓ ผ้าโบราณและผ้าซิ่นเมืองอุบล

ผ้าโบราณและผ้าซิ่นเมืองอุบลในห้องนี้มีการจัดแสดงลายพระหัตถ์ของรัชกาลที่ 5 ได้เขียนเกี่ยวกับการส่งผ้าไปถวายคือเจ้าเมืองอุบลได้ส่งผ้าขึ้นไปถวายพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและมีการตัดชมผ้าไหมเมืองอุบลดังมีข้อความในรูปดังต่อไปนี้

ภาพประกอบ


ห้องที่ ๔ สะพานเสรีประชาธิปไตย 2497

เป็นสะพานข้ามแม่น้ำมูลแห่งแรกของจังหวัดอุบลที่เชื่อมโยงระหว่างอำเภอวารินชำราบกับตัวเมืองอุบลราชธานีเริ่มก่อสร้างในปีพ. ศ. 2496 มีขนาดกว้าง 9 เมตรยาว 450 เมตรซึ่งนับเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในประเทศไทยในขณะนั้นเนื่องจากในขณะนั้นชาวอุบลราชธานีไม่สามารถหาข้อสรุปในการตั้งชื่อสะพานได้จึงขอให้รัฐบาลเป็นผู้ตั้งชื่อสะพานให้รัฐบาลจึงกำหนดชื่อสะพานแห่งนี้ว่าสะพานเสรีประชาธิปไตยเพื่อแสดงเห็นว่าประเทศไทยมีการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยจัดพิธีเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อพ. ศ. 2497 สะพานเสรีประชาธิปไตยถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 36 ปีจึงรื้อถอนออกไปในปีพศ 2533 มีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำมูลขึ้นใหม่จำนวน 2 สะพานขนานกันสะพานขาเข้าตัวเมืองยังคงใช้ชื่อเดิมคือสะพานเสรีประชาธิปไตย 2497 สร้างใหม่พศ 2535 ส่วนสะพานนอกจากตัวเมืองใช้สิทธิ์ชื่อว่าสะพานรัตนโกสินทร์ 200 ปีจังหวัดอุบลราชธานีมีพิธีเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อพ. ศ. 2535 ในวาระที่จังหวัดอุบลราชธานีมีอายุครบ 200 ปีแผ่นป้ายชื่อเดิมของสะพานเสรีประชาธิปไตยพ. ศ. 2497 ที่เคยตั้งอยู่บริเวณขึ้นลงของสะพานทั้งสองฝั่งปัจจุบันถูกนำมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอุบลราชธานีเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่อไป

ภาพประกอบ

ห้องที่ ๕ ดนตรีพื้นบ้าน

ในห้องนี้ได้แสดงถึงการเล่นดนตรีพื้นบ้านโดยมีหุ่นแสดงมีคนเล่นพิณคนเป่าแคนคนตีกลองคนดีดไหและภายในห้องยังมีการจัดแสดงเครื่องดนตรีหลายประเภทของชาวอีสานและยังมีตู้ลำโพงที่สามารถกดปุ่มฟังเสียงดนตรีเช่นแคนกลองพิณไหโปงลางเป็นต้นให้ความสนุกเพลิดเพลินแก่ผู้เข้ารับชม

ภาพประกอบ


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน งานไปพิพิธภัณฑ์



ความเห็น (0)