ความประหยัดและความพอเพียงในการสร้างพระเมรุมาศ หรือพระเมรุ

ความประหยัดและความพอเพียงในการสร้างพระเมรุมาศ หรือพระเมรุ

โดย วาทิน ศานติ์ สันติ (21/1/2560)


พระเมรุมาศ หรือพระเมรุ ใช้สำหรับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง จะมีลักษณะเป็นพระเมรุกลางเมือง คือ การสร้างอาคารสถานที่และปริมณฑลเพื่อการปลงพระบรมศพ พระศพ เป็นอาคารชั่วคราวเฉพาะกิจในพื้นที่สำคัญของพระนคร เป็นการจำลองทิพยวิมานบนเขาพระสุเมรุตามคติศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ ดังนั้นการสร้างพระเมรุมาศจึงเป็นการสร้างสรรค์งานศิลปกรรม และ สถาปัตยกรรมที่ต้องมีแบบแผนความงดงามตามจินตนาการในวัฒนธรรมไทย มีขั้นตอนสำคัญตามโบราณราชประเพณี รวมถึงการสร้างให้สมกับพระเกียรติยศตามฐานานุศักดิ์ของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ สืบทอดการสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี ซึ่งจะมีการสร้างอย่างใหญ่โตอลังการ แวดล้อมด้วยอาคารประกอบ รวมถึงสัตว์หิมพานต์นับเป็นการสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์จำนวนมหาศาล

มาถึงในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บ้านเมืองมีการติดต่อสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติโดยเฉพาะชาวตะวันตก เป็นยุคบ้านเมืองเข้าสู่การพัฒนาตามแบบตะวันตกทั้งในด้านการศึกษา การสาธารณูปโภคมากมาย ชาวไทยรับเอาวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกแล้วปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตและกาลสมัย การสร้างพระเมรุมาศแบบเดิมจึงเป็นการสิ้นเปลืองเกินความจำเป็น ด้วยเหตุนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำรัสเรื่องการสร้างพระเมรุมาศของพระองค์ให้มีความประหยัด ให้ถอดพระเมรุใหญ่ออก เหลือเพียงแต่พระเมรุทองด้านใน ปลูกแต่พอสมควร เพื่อมิให้เปลืองทั้งแรงคน เปลืองทั้งพระราชทรัพย์ ไม่เป็นประโยชน์แก่คนทั้งปวง กลับเป็นการสร้างความเดือดร้อนอีกด้วย (กรมศิลปากร. 2539, หน้า 221 - 222) ดังนั้นพระเมรุมาศในงานพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงถอดพระเมรุใหญ่ชั้นนอกออกไป เหลือไว้แค่เพียงพระเมรุมาศเป็นอาคารทรงบุษบก ซึ่งปัจจุบันมีสืบทอดธรรมเนียมการสร้างอาคารพระเมรุมาศ หรือพระเมรุนับแต่นั้นเป็นต้นมา

นอกจากนี้ยังปรากฏหลักฐานถึงการใช้พระเมรุเดียวเพื่อประกอบพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสำหรับเจ้านายหลายพระองค์ เป็นการสืบเนื่องจากความประหยัดทรัพย์และประหยัดเวลาในการสร้าง กล่าวคือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พุทธศักราช 2430 กำหนดให้มีงานพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านายสามพระองค์ ณ พระเมรุ ท้องสนามหลวงประกอบด้วยพระศพพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย พระศพสมเด็จพระพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าตรีเพ็ชรรุตมธ์ธำรง เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ และพระศพอัครชายาเธอพระเจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ (บาหยัน อิ่มสำราญ. 2554, หน้า 121 – 156) วัสดุก่อสร้างที่เหลือจากงานพระเมรุยังนำมาใช้สร้างโรงพยาบาลศิริราชอีกด้วย (สมภพ ภิรมย์. 2528, หน้า 309) และอีกครั้งหนึ่งคือพุทธศักราช 2466 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าสั่งว่า ให้มีงานพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุท้องสนามหลวงสำหรับเจ้านายสี่พระองค์ในคราวเดียวกันคือ พระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ พระศพพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนมรุพงศ์ ศิริพัฒน์ พระศพพระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระศพพระยาเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 40 หน้า 4101 พ.ศ. 2466)

อีกทั้งยังปรากฏหลักฐานการใช้ฉากบังเพลิงที่มีลวดลายเหมือนกัน ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นฉากบังเพลิงชุดเดียวกันแต่อาจมีการซ่อมแซมหรือสร้างเสริมบางส่วนเพราะฝีมือช่างมีความเหมือนกันอย่างยิ่ง เป็นภาพภาพนักสิทธิ์ วิทยาธร เทพบุตร เทพธิดา ยักษ์และอมนุษย์ พนมกรถือดอกไม้ธูปเทียนสักการะดวงพระวิญญาณ ตอนบนแต่ละด้านเป็นภาพปลาบิน ค้างคาวบิน และผีเสื้อบิน ซึ่งใช้ในงานพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2468 งานพระเมรุมาศพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พ.ศ. 2493 งานพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวสาอัยยิกาเจ้า พ.ศ. 2499 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในโรงราชรถ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

นอกจากนี้ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช มีการนำสัตว์หิมพานต์บางส่วนที่ใช้ในงานพระเมรุพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยนิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในปี พ.ศ. 2551 นำมาซ่อมแซมใหม่ใช้ในงานพระเมรุสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ในปี พ.ศ. 2555 อีกด้วย

ความประหยัดและความพอเพียงเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินชีวิต

#ภาพ พระเมรุ งานพระศพพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าพาหุรัดมณีมัย พระศพสมเด็จพระพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าตรีเพ็ชรรุตมธ์ธำรง เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ และพระศพอัครชายาเธอพระเจ้าเสาวภาคนารีรัตน์ จาก (สมภพ ภิรมย์. 2528, หน้า 309)

#เอกสารประกอบการเขียน

กรมศิลปากร. (2539). เครื่องประพระราชอิสริยยศ ราชยาน ราชรถ และพระเมรุ. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.

บาหยัน อิ่มสำราญ., “โคลงภาพพระราชพงศาวดารศิลปะและวรรณกรรมภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์,” วารสารร่มพฤกษ์ มหาวิทยาลัยเกริก 29, 3 (มิถุนายน – กันยายน 2554) : 121 – 156.

ราชกิจจานุเบกษา. (2466). เล่ม 40, หน้า 4101.

สมภพ ภิรมย์. (2528). พระเมรุมาศ พระเมรุ และพระเมรุสมัยรัตนโกสินทร์. กรุงเทพฯ : อมรินทร์การพิมพ์.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี



ความเห็น (0)