คราวนี้ก็จะเสนอเป็นตอนจบของกับดักสุขภาพกันสักทีนะคะ เฮ้อออ..  ไม่รู้ว่าได้อ่านกันครบ 8 ประการที่นำเสนอไปแล้วหรือเปล่าคะ อีก 2 ประการที่จะนำเสนอเนี่ย ยาวมากๆ (อีกแล้ว) อย่าเพิ่งเบื่ออ่านกันซะก่อนนะคะ 

                   ตั้งแต่ป่วยจนล้มหมอนนอนเสื่อคราวที่แล้ว เพื่อนๆ หลายๆ คนคอยถามไถ่เรื่องสุขภาพอยู่เสมอ แถมยังเอาโน้นเอานี่มาให้อ่านเยอะแยะไปหมดเลย อ่านจบมั่ง ไม่จบมั่ง แต่ก็ได้ความรู้ดีๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนมาประดับรอย (ไม่ค่อยจะ) หยักในสมองด้วย  

                  ก็เลยเอาเรื่องที่ตัวเองรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใกล้ๆ ตัวมาให้อ่านกัน...

                 วันนี้เสนอเป็นตอนจบค่ะ....

 

กับดักสุขภาพประการที่ 9 สวนกาแฟ แก้ได้ทุกโรค  
คนไทยเห่ออะไรกันง่ายๆ   โดยทำตามกันเป็นกระแส จึงมักจะสุดขั้วไปทางใดทางหนึ่ง   เรื่องการสวนกาแฟก็เช่นเดียวกัน เกิดเสียงร่ำลือกันว่า สวนกาแฟทำให้ผอมจากคำให้การของดารานางแบบคนหนึ่ง   จากนั้นกระแสสวนกาแฟก็เบ่งบาน  
แทนที่จะเป็นเรื่องดี  กลับทำให้การสวนกาแฟกลายเป็นเรื่องตลกร้ายทางสุขภาพมาตลอดปี  คือ สวนกาแฟผิดวัตถุประสงค์ เข้าใจว่าสวนเพื่อลดความอ้วน สวนเพื่อแก้ท้องผูก บางคนใช้กาแฟเกินพิกัด  สวนแล้วตาสว่างไม่ได้หลับไม่ได้นอนทั้งคืน  บ้างก็สวนพร่ำเพรื่อจนกลายเป็นการเสพติดการสวนกาแฟ  แถมเมื่อเกิดอาการมือสั่น ใจสั่นหลังสวนกาแฟ ยังไปร่ำลือผิดๆว่า เป็นเพราะกาแฟกำลังช่วยให้เกิดการดีท็อกซ์ อยู่ หารู้ไม่ว่านั่นคือ อาการต้องพิษกาแฟ
บางคนสวนแล้วสวนอีกวันละ 2-3 ครั้ง ก็กลับสนับสนุนกันไปใหญ่ แท้ที่จริงการที่คนเหล่านั้นต้องสวนบ่อยมาก   เพราะเกิดอาการ เสี้ยนยา เพราะเสพติดกาแฟทางก้นนั่นเอง  
แท้ที่จริง การสวนกาแฟเป็นเทคนิคดีๆของการแพทย์แผนธรรมชาติประการหนึ่งที่เอื้ออำนวยแก่กระบวนการล้างพิษจากร่างกาย   โดยอาศัยคาเฟอีนที่ดูดซึมจากลำไส้ใหญ่ผ่านเข้าสู่ตับ   ไปกระตุ้นให้ตับขับพิษได้ดีขึ้น   แต่ต้องรู้ว่า   การสวนกาแฟไม่ใช่ยาครอบจักรวาลที่จะบำบัดสารพัดโรค และยิ่งไม่ใช่กรรมวิธีเพื่อการลดน้ำหนัก   หรือแม้กระทั่งถือเป็นสรณะในการรักษาอาการท้องผูก
ข้อบ่งชี้ของการสวนกาแฟ  
- ใช้คู่กับการอดเพื่อสุขภาพ   ช่วยล้างพิษจากร่างกายให้ดีขึ้น  
- สำหรับคนที่ถูกพิษมาเฉียบพลัน   เช่น ผงชูรส ควันรถยนต์ ควันบุหรี่  
- รักษาภูมิแพ้   ไมเกรน ภูมิเพี้ยน เช่น SLE รูมาตอยด์ หอบหืด  
- อาการที่แสดงถึงภาวะสะสมสารพิษในร่างกาย  
- ผู้ป่วยมะเร็ง   เพื่อลดสารก่อไข้ที่ก้อนมะเร็งซึมซ่านออกมา   ช่วยลดผลข้างเคียงของเคมีและรังสีบำบัด  
วนกาแฟผิด ...คิดไปอีกนาน  
อันตรายของการสวนกาแฟไม่ถูกวิธีคือ  
- ติดเชื้อ   จากการใช้อุปกรณ์ประเภทถุงพลาสติกที่อมคราบความชื้นอยู่ภายใน  
- ต้องพิษกาแฟ   เพราะใช้กาแฟมากเกินไป ใช้ถึงครั้งละ 2   ช้อนโต๊ะ พิษเฉียบพลันทำให้ใจสั่น พิษระยะยาวทำให้เสพติดกาแฟ   และอาจทำให้ตับทำงานหนักจนเกินขอบเขต  
- เสียเวลาต้มกาแฟ  
- อันตรายจากน้ำร้อนลวกลำไส้   เนื่องจากการใช้กาแฟชนิดต้ม และเนื่องจากการใช้ถุงสวนถุงที่เป็นพลาสติกเป็นฉนวนกั้นความร้อน   ทำให้เมื่อสัมผัสภายนอกแล้ว ไม่รู้อุณหภูมิที่แท้จริงของน้ำในถุง คนที่ถูกน้ำร้อนลวกลำไส้จะมีอาการต่อไปนี้คือ  
- ปวดมวนท้อง  
- ปวดถ่วงอยากถ่าย  
- ถ่ายเป็นมูก  บางคนถ่ายหลายๆครั้งติดๆกัน  
- การสวนกาแฟในคนที่ร่างกายมีสารต้านอนุมูลอิสระไม่เพียงพอ   เช่นวัยรุ่นที่กินแต่อาหารขยะ แล้วสวนกาแฟตามแฟชั่น   จะเกิดอาการคั่งพิษในตับ เกิดอาการเปลี้ยเพลีย   มึนหัว การสวนกาแฟจึงพึงสงวนไว้ใช้ในหมู่ผู้รักสุขภาพเท่านั้น   วัยรุ่นกินแต่ Junk food จึงไม่ควรมาสวนกาแฟให้เสียสถาบัน
เพื่อป้องกันปัญหาคั่งพิษในตับ   ก่อนสวนจึงควรกินขมิ้นชัน 5 เม็ดลูกกลอน   (หรือ 3 แคปซูล) ร่วมกับโสม 1 เม็ด  
ใครบ้างไม่ควรสวนกาแฟ  
- เด็กวัยเจริญเติบโต  
- หญิงมีครรภ์  
- ผู้แพ้กาแฟ   จะเกิดอาการปวดมวนท้อง  
- ผู้ที่ความดันเลือดสูงวิกฤต   และยังควบคุมไม่ได้ เช่นสูงเกิน 160/100 มม.ปรอท  
- ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดลำไส้มายังไม่ถึง   1 เดือน ควรรอให้รอยผ่าตัดลำไส้ได้สมานคืนดีๆเสียก่อน  
- ผู้ที่ถูกฉายรังสีบริเวณท้องน้อย   เยื่อบุลำไส้อาจได้รับผลกระทบทำให้มีความระคายเคืองมากอยู่แล้ว  
อุปกรณ์การสวน...ข้อพึงสังวรณ์  
- ชุดสวนแบบถุงพลาสติก อาจมีอันตรายจากความชื้นที่หมักหมม ทำให้เกิดเชื้อรา  
- ชุดสวนแบบเป็นกระเป๋าน้ำร้อนดัดแปลง   อาจมีสารโลหะหนักหลุดออกมาจากเนื้อยางเข้าสู่ลำไส้  
- ชุดสวนที่ทำจากขวดน้ำพลาสติกใสๆ   (ขวด PET) เคยมีข่าวส่งกันทางอินเตอร์เนต   พบว่าเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งใช้ขวด PET กรอกน้ำดื่มเพื่อใช้ซ้ำๆ   ในภายหลังเด็กคนนี้เสียชีวิตไปโดยไม่ทราบสาเหตุ   การใช้ขวด PET จึงมีข้อพึงสังวรณ์  
- ชุดสวนมาตรฐานแบบสเตนเลส   ล้างทำความสะอาดให้แห้งได้ ใช้ได้ทนทานตลอดชีพ  
- ชุดสวนมาตรฐานแบบพลาสติก   ล้างทำความสะอาดให้แห้งได้ เบาสบาย พกสะดวก   โปร่งใสสามารถกะปริมาณน้ำกาแฟได้  
กาแฟใช้สวน...อย่างไหนเหมาะหรือไม่เหมาะ  
- กาแฟบดธรรมชาติซองละ   2 ช้อนโต๊ะ ต้องต้มเสียเวลา และมัก Overdose   เพราะปกติคนเราชงกาแฟเพียงครั้งละ 1 ช้อนชา   การใช้ครั้งละซองคือ 1 ช้อนโต๊ะเสี่ยงที่จะเกิดการต้องพิษกาแฟ  
- กาแฟผงธรรมดา   ซองละ 2 ช้อนโต๊ะ ใช้แช่น้ำร้อน ยิ่งคุมโด๊สได้ลำบาก  
- ปัจจุบันมีกาแฟสวน ชนิดใหม่ สำเร็จรูปชนิดซองละ 2.5 กรัม   ใช้สะดวก ใช้น้ำอุ่นอาบน้ำธรรมดาละลายน้ำใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องต้ม
สวนกาแฟต้องต่อย Vitamin B ใส่ลงไปหรือไม่
คนเราจะทำอะไรก็ต้องหาความรู้และใช้อย่างสมเหตุผล  ใครที่ทำเช่นนั้นเคยถามเจ้าของตำรับหรือไม่ว่า ต่อยลงไปเพื่ออะไร ถ้าจะบอกว่าเพื่อให้ดูดซึมไปให้ตับได้ใช้   ปัญหามีอยู่ว่าวิตามินบีที่ทางเภสัชกรรมเขาทำไว้สำหรับฉีด เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่ายาหลอดนั้นจะมีอัตราการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายทางลำไส้ใหญ่ได้ขนาดไหน   และเมื่อมันถูกเจือจางอยู่ในน้ำทั้ง 1   ลิตร จะมีโอกาสสัมผัสลำไส้เพื่อดูดซึมได้เพียงใด   เพราะบางคนกลั้นไว้ได้ครู่เดียวก็ต้องลุกขึ้นถ่ายทิ้งเสียแล้ว   ก็เหมือนเอาวิตามินบีมากลั้วคอแล้วบ้วนทิ้ง   จะมีประโยชน์อะไร ถ้าต้องการวิตามินบี   ก็ใช้ชนิดเม็ด กินเข้าไปทางปาก ทางเภสัชกรรมทำไว้พร้อมสำหรับการดูดซึมทางกระเพาะอยู่แล้ว แถมถูกสตางค์กว่ากันมากมาย การต่อยวิตามินบีใส่น้ำกาแฟเพื่อสวน   ก็เป็นเพียงการ ทำเท่ ประการหนึ่งเท่านั้น  
 
กับดักสุขภาพประการที่  10   กินอาหาร  5 หมู่ อาจป่วยง่าย ตายเร็ว   
คำว่า "กินอาหารให้ครบ 5 หมู่" ดูเหมือนจะกลายเป็นป้ายโฆษณา ที่ใครต่อใครซึ่งสอนคนให้สุขภาพดีจะต้องแขวนไว้ แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว เนื้อหาของคำว่ากินอาหาร 5 หมู่ เกือบจะไม่ต่างไปกับ "เชิญกินไปตามสบาย ปล่อยให้สุขภาพเป็นไปตามยถากรรม"
มีใครบ้างในสมัยนี้ไม่กินอาหาร 5 หมู่ ? ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ว่า กินอย่างไหนในสัดส่วนเท่าไหร่ต่างหากเล่า  
ความเป็นมาของการชูคำขวัญ  
"กินอาหารให้ครบ 5 หมู่" มีประวัติความเป็นมาที่เข้าใจได้   กล่าวคือ สมัยที่ประเทศไทยยังด้อยพัฒนา  
คนบ้านนอกยังมีอาหารไม่พอกิน แถมมีความเชื่อเรื่องห้ามกินของแสลง   เช่น หญิงหลังคลอดให้กินแต่ข้าวกับเกลือ   จึงบังเกิดผลให้คนไทยขาดอาหาร เด็กเล็กมีอาการพุงโรก้นปอด   บ้างก็ตัวบวม ขาดทั้งแคลอรีทั้งโปรตีน   บ้างขาดวิตามิน ป่วยเป็นโรคเหน็บชา ตาบอดกลางคืน   ลักปิดลักเปิด ด้วยเหตุฉะนี้จึงมีความจำเป็นในสมัยนั้นที่จะต้องระดมให้คนไทยกินโปรตีน และอาหารอุดมวิตามินเพิ่มขึ้น ครั้นจะเน้นแต่สารอาหารอย่างหนึ่งอย่างใดเพียงชนิดเดียวย่อมไม่ถูกต้อง   จึงเกิดเป็นคำขวัญให้คนไทย "กินอาหารให้ครบ 5 หมู่"   นั่นเป็นคำขวัญที่สอดคล้องกับยุคสมัยที่คนไทยส่วนข้างมากป่วยเป็นโรคขาดอาหาร  
ทีนี้พอสังคมเปลี่ยนไป   การพัฒนาประเทศทำให้เราผลิตอาหารจนส่งออกไปเลี้ยงคนทั่วโลก   เรากลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ การค้าพาณิชย์เจริญขึ้น เกิดศูนย์การค้า เกิดอาหารสำเร็จรูป เกิด   food center แล้วก็เกิดค่านิยมแบบบริโภคนิยม   กินกันไม่อั้น เวลาพบปะสังสรรค์ก็เจอกันที่ร้านอาหาร   การเจรจาธุรกิจบางทีก็อาศัยโต๊ะอาหารเป็นที่เจรจา   อาการป่วยเจ็บด้วยบริโภคนิยมจึงตามมา   ได้แก่โรคอ้วน ไขมันเลือดสูง ความดันเลือดสูง   โรคหัวใจ ภูมิแพ้ แม้กระทั่งมะเร็ง และโรคสำคัญๆกลุ่มนี้กลายเป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก   รวมทั้งประเทศไทย  
การยังคงมุ่งชูแต่คำขวัญ   "กินอาหารให้ครบ 5 หมู่" จึงไม่น่าจะสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพแห่งยุคสมัยอีกต่อไป   เพราะนักธุรกิจกินสเต็กเนื้อสัน นายห้างกินโต๊ะจีน   วัยรุ่นกินฟ๊าสต์ฟู้ด ชาวหอกินบะหมี่ซอง   ต่างก็คิดว่าตนเองกำลังกินอาหาร 5 หมู่กันทั้งนั้น  
แต่แท้ที่จริงแล้ว พฤติกรรมดังกล่าวล้วนนำพาพวกเขาไปสู่ภาวะ  "ป่วยง่าย ตายเร็ว"   เหตุการณ์เช่นนี้มิได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย  แต่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาก่อนหน้านี้ประมาณ 15-20 ปี และนั่นเป็นสาเหตุให้ชาวอเมริกันตื่นเต้นกันมากที่มีชาวตะวันออกบางคน   เข้าไปในอเมริกาบอกให้กินอาหารแนวอื่น   ที่หักหัวเลี้ยวความเชื่อของชาวตะวันตก   แต่กลับทำให้สุขภาพดี เช่นแล้วบอกให้กินสาหร่าย   กินปลา กินเต้าหู้ นั่นคือความโด่งดังของอาหารแม็คโครไบโอติกส์   โดยมิชิโอ คูชิ ชาวอินเดียอีกบางคน เช่น มหาริชชี   มเหสโยคะได้ไปโน้มนำอเมริกันให้กินมังสวิรัติ ฝึกโยคะ นั่งสมาธิ ก็เป็นที่ต้อนรับ จนกระทั่งเกิดผู้นำสุขภาพคนอื่นๆเช่น   นอร์แมน วอล์กเกอร์ แอน วิคมอร์ โรเบิร์ต   เกรย์ เลสลี เคนตัน ซึ่งเสนอกินเพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารกระทั่งการอดเพื่อสุขภาพ  เพื่อล้างพิษจากร่างกาย แพทย์อีกหลายคนในอเมริกา   เช่น นพ.ดีน ออร์นิช นพ.ดีภักดิ์ ชูพระ นพ.แอนดรู   ไวล์ เสนอหนทางสุขภาพอันหลากหลายซึ่งแตกความคิดไปจากการกินอาหาร   5 หมู่ แต่กลับพิสูจน์ว่ามิเพียงป้องกันโรค   แต่รักษาโรคได้ด้วยซ้ำ  
ในที่สุดสถาบันสุขภาพแห่งชาติอเมริกัน  หรือกระทรวงสาธารณสุขของเขาก็ทนไม่ไหว   จึงลุกขึ้นมาเสนอหลักชั่งตวงวัดปริมาณอาหารแต่ละหมู่เพื่อสุขภาพ   อย่างแคเธอรีน โวเตกีเสนอให้กินผักสดผลไม้ให้ได้  
5 ส่วนบริโภคต่อวัน เพื่อจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเพียงพอเพื่อป้องกันโรคเสื่อม  ความคิดใหม่ๆเหล่านี้ทำให้คำขวัญที่ว่า   "กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อสุขภาพดี"   เสื่อมความหมายลง  
ท่านผู้อ่านลองตรองดูง่ายๆก็ได้ว่า   ตัวเราเองอาจกินอาหารครบ 5 หมู่ แต่กินไปกินมา   ทำไมเกิดโรคไขมันเลือดสูงขึ้นได้   คุณพ่อของเรา   กินอาหารก็ครบ 5 หมู่ แต่กินไปกินมาทำไมกลายเป็นโรคหัวใจได้ล่ะ   คุณแม่ของเรากินอาหารครบ   5 หมู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ก็กลายเป็นเบาหวานไปซะแล้ว   ส่วนคุณลุงข้างบ้าน   ก็ท่องจำการจำแนกอาหาร 5 หมู่จนขึ้นใจ แต่กินไปกินมา   ไหงกลายเป็นมะเร็งไปซะแล้ว   แสดงว่า "การกินอาหารครบ   5 หมู่" ไม่ได้ช่วยให้คนเราสุขภาพดีอย่างแท้จริง
ดร.เจฟฟรี บรานด์   ผู้นำสุขภาพอีกคนหนึ่งในสหรัฐอเมริกาเคยมาบรรยายที่เมืองไทยเมื่อ  ปีก่อน เขาบรรยายท่ามกลางแพทย์พยาบาลทั้งหลายว่า   "ขอโทษทีเถอะครับ ถ้าผมจำต้องกล่าวว่า   คำว่ากินอาหาร ครบ 5 หมู่นั้น ไม่เป็นที่พูดถึงกันอีกต่อไปแล้วในสหรัฐอเมริกา   แต่ทุกวันนี้ชาวอเมริกันกำลังพูดถึง functional   food ต่างหาก"  
Functional food หมายถึงสิ่งที่กินเข้าไปแล้ว เกิดผลมีปฏิสัมพันธ์กับร่างกาย ทำให้เกิดการบำบัดโรค   อาหาร functional food เป็นอาหารที่อุดมด้วยผัก   ผลไม้ ซึ่งมีแอนติออกซิแดนต์ในความเข้มข้นสูง แถมพืชผักอีกหลายตัวยังมีสารกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า phyto-nutrient ซึ่งกินเข้าไปแล้ว เข้าไปออกฤทธิ์  3 ประการกับร่างกาย  
1. เป็น immuno stimulator   กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย  
2. เป็น cancer blocker   ยับยั้งการออกฤทธิ์ของสารก่อมะเร็ง  
3. เป็น anti mutagenic  agent ป้องกันไม่ให้เซลล์ดีๆกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง  
สำหรับประสบการณ์ของศูนย์ธรรมชาติบำบัดบัลวี   เราค้นคว้าเรื่องแนวทางการกินอาหารสุขภาพมาเกือบ  
30 ปีแล้วพบว่า ยุคสมัยนี้การกินอาหารเพื่อสุขภาพต้องกินให้สอดคล้องกับสภาพสุขภาพเฉพาะของแต่ละคน   รวมเรียกว่า "อาหารธรรมชาติบำบัด"   จำแนกได้ดังนี้คือ:  
1. สำหรับบุคคลทั่วไป  การกินอยู่อย่างไทย ได้แก่กินข้าวกล้อง   กินผัก กินปลา กินน้ำพริก ช่วยสร้างเสริมสุขภาพได้เป็นอย่างดี  
2. สำหรับคนอ้วน   ไขมันเลือดสูง นอกจากกินอยู่อย่างไทยแล้ว   ให้รู้จักการอดเพื่อสุขภาพเป็นระยะๆ เช่น   อดล้างพิษ 10 วันทุก 6 เดือน สลับกับการอดล้างพิษ   1 วัน ทุก 1 หรือ 2 สัปดาห์ ช่วยลดความอ้วน   ลดไขมันเลือดได้  
3. สำหรับคนเป็นเบาหวาน   ใช้หลักกินเนื้อกินผัก งดข้าว งดผลไม้   ด้วยเวลา 3 เดือน เพื่อให้ตับอ่อนได้พัก   แล้วค่อยปรับเพิ่มอาหารคาร์โบไฮเดรต ก็ช่วยบำบัดเบาหวานได้  
4. สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง   ใช้อาหารต้านมะเร็ง กินข้าวกล้อง ผัก ผลไม้   งดเนื้อสัตว์ ไขมัน 6 เดือน ถึง 2 ปี เป็นปัจจัยหนึ่งในการรักษามะเร็ง   โดยตวงปริมาณโปรตีนด้วยเต้าหู้หรือไข่ขาวเป็นรายๆไป  
เหล่านี้ต้องปรับเปลี่ยนไม่ให้ตายตัว   ภายใต้การดูแลแนะนำของแพทย์ธรรมชาติบำบัด   ก็ช่วยรักษาแต่ละโรคได้

จบแล้วเจ้าค่ะ...ฮิฮิฮิ อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ  "อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ"...