จากผลการพัฒนาทางเศรษฐกิจวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เคยทำนา ปลูกพืชสวนผสม มาเป็นปลูกเพื่อขายจนพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่กลายเป็นสวนยางพารา ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ผลผลิตขายได้เงินเป็นกอบเป็นกำซื้อหาปัจจัยสี่ตามสังคมสมัยใหม่ แต่เมื่อมีภัยธรรมชาติ การถูกเอาเปรียบจากกลไกตลาด สภาพนิเวศน์เสื่อมเพราะการใช้สารเคมีผิดวิธี เริ่มส่งสัญญาณความขัดสน
หนุ้ย ทิพย์ชื่น หรือบังหนุ้ย แห่งบ้านเกาะหยี ตำบลโคกสะบ้า อำเถอนาโยง จังหวัดตรัง อดีตข้าราชการกระทรวงสาธารณะสุข สังกัดหน่วยกำจัดมาลาเรีย ได้ตั้งวงหารือกันถึงวิธีการที่จะรับมือกับปัญหา
การพูดคุยได้ทราบบริบทชุมชนและศักยภาพชุมชน สู่ช่องทางการใช้โอกาสจากทรัพยากร โดยเฉพาะที่ดินหัวไร่ปลายนาหรือที่ว่างของไม้ยืนต้นที่ยังไม่ทันโตเต็มที่ เพื่อทำการเกษตรผสมผสานฟื้นฟูธรรมชาติ ลดการพึงพาผลผลิตจากภายนอกและเป็นรายได้เสริม
ในการนี้บางรายได้ทำอยู่แล้ว เช่น พี่น้ำปี สมาชิกในชุมชนจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งโต่นยางพาราปลูกพืชอาหารโดยใช้แรงงานสมาชิกครอบครัวในยามว่าง
บังหนุ้ย ได้เผยแพร่วิธีคิดและประสานสสมาชิกได้เบื้องต้น 17 ราย ภายแนวคิดทำการเกษตรประณีต ผลผลิตอาหารปลอดภัย เน้นเกษตรอินทรีย์ ครอบครัวละประมาณ 1 ไร่ หรือบวกลบตามเหมาะสม จัดทำแผนแบบมีส่วนร่วม แล้วค่อยพัฒนาตามขั้นตอนหรือจัดการความรู้เป็นระยะๆ
สมาชิกของกลุ่มบางรายได้ดำเนินการมีประสพการณ์ระดับมีชุดความรู้ เช่นรายครอบครัวของลุงเพิ่ม บำรุงดินที่เป็นดินทราบด้วยมูลสุกรที่เลี้ยงไว้ พืชผลงอกงามดีมาก จะได้เป็นที่ศีกษาดูงานแลกเปล่ยนเรียนรู้
การดำเนินการแนวนี้เป็นการริเริ่มโดยชุมชน มีโอกาสพัฒนาไปสู่ความเป็นสังคมเชัมแข็ง เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรให้กำลังใจและสนับสนุน


ชอบใจทีมงาน
เข้มแข็งมากๆเลยนะครับ
บังนเรศไปด้วย
รออ่านต่อเลยครับ
อยากให้ปลูกผสมผสานกันให้มากที่สุดครับ
ขอบคุณคำชี้แนะของอาจารย์ขจิต ครับ
บ้านลุงเพิ่ม ยังคงสภาพความเป็นชุมชนดั้งเดิม ที่ คนสมัยก่อน ปลูกบ้านยกสูง ลานบ้านกว้าง ปลักขี้กราใหญ่
บ่งบอกถึงความมีน้ำใจเจ้าของบ้านที่มีพรรคพวกมาก
อีกอย่างที่น่าสนใจศึกษาคือผักที่ปลูกไม่ใช่เคมีแต่สวยงานมาก ทางโชนหรือ อ้อดิบ ทางยาว กว่าวา
ยิ่งมะละกอ ก็งามผิดตา
ขอบคุณท่านวอญ่าที่ช่วยเติมเต็มในรากฐานทางวัฒธรรมดั้งเดิม ชุมชนเข้มแข็งด้วยจิตวิญญาณความเป็นพรรคพวก เพื่อนฝูง และญาติพี่น้อง ส่วนผลประโยชน์หรือตัวเงินเป็นเรื่องรอง
ชอบใจการทำงานของทีมงาน
ชื่นชมครับ