วิกฤตเป็นโอกาส : สร้างกระบวนการเรียนรู้สั้นๆ ง่ายงามและบันเทิงเริงปัญญา

ลาน BBL ที่ดีในค่ายครั้งนี้หากสามารถเชื่อมโยงมิติบริบทชุมชน หรือใช้แนวคิดชุมชนเป็นห้องเรียนในแบบ community – based learning (CBL) เข้ามาเป็นโจทย์จะมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมาก เพราะจะช่วยให้นักเรียนได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ชุมชนหรือท้องถิ่นของตนเองไปในตัวอย่างเสร็จสรรพ ย้ำเตือนเรื่องรากเหง้า - เป็นการเรียนรู้รากเหง้าของตนเอง มิใช่เรียนรู้เพื่อพรากพวกเขาออกมาจากรากของตนเอง


วิกฤตเป็นโอกาส !

วันนี้ (วันพุธที่ 18 มกราคม 2560) บังเอิญได้พบเจอกับนิสิตและเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งในราวๆ 7 คนกำลังเตรียมตัวออกเดินทางไปเตรียมโครงการเทา-งามสัมพันธ์ ครั้งที่ 20 ณ โรงเรียนโนนศิลาไกรฤกษ์ราษฎร์อำนวย อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งจะในฐานะใดก็ตามแต่ ผมจึงถามทักว่า “รออะไร” –

คำตอบที่ได้มา คือ “ยังออกเดินทางไม่ได้”

การออกเดินทางยังไม่ได้ ประกอบด้วยสาเหตุบางประการ เป็นสาเหตุที่มาจากตัวแปรภายนอก จึงขออนุญาตละข้ามไม่ก้าวล่วงถึง




ต่อกรณีดังกล่าวนี้ผมประเมินว่ากว่าจะถึงเวลาการเดินทางจริงๆ ก็อีกมากโข – คำว่ามากโขในที่นี้หมายถึงไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง หรืออาจจะมากกว่านั้นก็ว่าได้ ผมจึงฉุกคิดขึ้นมาในทันทีว่าไม่สมควรปล่อยให้นิสิตและเจ้าหน้าที่รอคอยแบบเลื่อนลอย รวมกับการนั่งตบยุงกินลมกินแดดไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงชวนให้ขึ้นมาบนห้องประชุม เพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้เล็กๆ ร่วมกัน

เสมอเหมือนการติดอาวุธทางความคิดให้กับพวกเขาอีกรอบ หรือการชวนให้พวกเขากลับมาทบทวนตัวเองอีกสักครั้งในเรื่องจุดหมายและวิธีการที่กำลังจะไปสู่การเรียนรู้ที่ว่านั้น





ไม่ใช่อะไรก็ได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ !

ผมให้นิสิตและเจ้าหน้าที่นั่งล้อมวงเล็กๆ จากนั้นก็ชวนพูดชวนคุย (โสเหล่) ในประเด็นสำคัญๆ โดยเริ่มต้นจากการให้และคนแนะนำตัว เป็นต้นว่าเป็นใครมาจากไหน มีจุดมุ่งหมายใดในการเดินทางครั้งนี้ รวมถึงที่มาที่ไปของการได้เข้าร่วมปฏิบัติการของการเตรียมค่าย

โดยสรุปแล้วนิสิตมาจากสองกลุ่มใหญ่ๆ (1) สโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มาในนามกลุ่มคนที่มีความรู้ในเรื่องของการจัดทำลาน BBL (2) กลุ่มโครงการส่งเริมเยาวชนดีเด่นด้านศิลปวัฒนธรรม มาในสายวิชาชีพประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ

ครั้นแต่ละคนแนะนำตัวตนและหมุดหมายเบื้องต้นเสร็จสิ้น ผมก็ขยายความให้เห็นว่า แต่ละคนมีที่มาที่ไป มี “ราก” ที่แจ่มชัดกับการงานในครั้งนี้ มิใช่ “ล้วงไห” ให้มาเตรียมค่าย เพราะการงานในครั้งนี้ต้องใช้ “ความรู้” และ “ทักษะ” ในการออกแบบลาน BBl หาใช่จะหลับหูหลับตาในแบบ “ใจนำพาศรัทธานำทางเสมอไป” ซึ่งทุกคนล้วนมาในสองสถานะคือจิตอาสา (เต็มใจ) และมาในนามองค์กร หรือตามโครงสร้างหน้าที่ที่เกี่ยวโยงอยู่อย่างเป็นระบบ




นี่คือสิ่งที่ผมยืนยันกับนิสิตว่าการงานในครั้งนี้สำคัญมาก เป็นการงานที่ต้องใช้ความรู้ ทักษะและประสบการณ์เฉพาะทางอย่างสูง ดังนั้นคนและละคนจึงเป็นเสมือนผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่ต้องผสมผสานศาสตร์เข้าด้วยกัน แถมยังเป็นการงานที่เกี่ยวโยงเป็นหนึ่งกับ “วิชาชีพ” ที่ร่ำเรียน ยิ่งตอกย้ำว่าคนแต่ละคนสำคัญและจำเป็นต่องานนี้จริงๆ มิใช่จะไปเอาใครก็ได้มาทำ หรือเสกแต่งขึ้นราวกับมีเวทมนต์ –

ใช่ครับ ผมบอกกับนิสิตว่านี่คือการใช้คนให้ตรงกับงาน ใช้วิชาชีพมาสู่การบริการสังคม ควบคู่ไปกับการพัฒนาตนเองตามครรลอง “เรียนรู้คู่บริการ” ซึ่งเป็นงานที่เฉพาะเจาะจง ไม่ใช่จะเอาใครมาก็ได้ หรือจะมาก็ไม่ผิด แต่บรรดาแกนนำต้องชัดเจนในเรื่องความรู้และประสบการณ์เหล่านี้




มีความหมายใดในการเตรียมค่าย !

ถัดจากนั้น ผมก็ถามทักทุกคนในประเด็นใหม่ว่า “ใครเคยไปเตรียมค่ายมาบ้างแล้ว” และ “คิดว่าการเตรียมค่ายคืออะไร และจะต้อทำอะไรบ้าง”

คำถามนี้สำคัญไม่แพ้เรื่องการใช้คนให้ตรงกับงาน (ไม่ใช่ใครก็ได้) เพราะทำให้รู้เลยว่า “ต้นทุนทางสังคม” หรือ “ต้นทุนทางปัญญา” ของทีมเตรียมค่ายครั้งนี้เป็นอย่างไรบ้าง กล้าแกร่ง หรือเป็นมือใหม่หัดขับ ซึ่งเกินครึ่งคือ “มือใหม่หัดขับ” เพราะเคยแต่ไปร่วมค่าย แต่ยังไม่เคยไปเตรียมค่าย –

พอชัดเจนในเรื่องนี้ ผมก็เปิดวงให้ช่วยกันเล่าว่า “การไปเตรียมค่าย (อาสาพัฒนา) ต้องทำอะไรบ้าง” เพราะสิ่งเหล่านี้หมายถึงบทบาทของพวกเขา รวมถึงกิจกรรม หรือภารกิจของพวกเขานั่นเอง




ในวงโสเหล่ดังกล่าว สะท้อนในทำนองประมาณว่า การเตรียมสถานที่พักอาศัย หรือกระทั่งพื้นที่ประกอบการอาหาร (คลังเสบียง) นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องการจัดทำกิจกรรมล่วงหน้า และปิดท้ายด้วยการเชื่อมประสานชุมชน โดยกรณีหลังนั้นผมบอกย้ำว่านิสิตชุดนี้มีสถานะไม่ต่างอะไรจาก “ทูต” หรือ “ผู้แทน” ที่ทำหน้าที่ร้อยเรียงชุมชนกับมหาวิทยาลัยล่วงหน้าเข้าด้วยกันเลยทีเดียว และถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะกำหนดความสำเร็จของการงานในครั้งนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนี้ผมยังบอกกล่าวว่าพวกเขาเป็นเสมือน “นักบุกเบิก” เป็น “หน่วยรบกล้าตาย” เป็น “นักแสวงหา” และอะไรอีกหลายอย่าง เสมือนนักแสวงหาดินแดนใหม่ที่พอพบเจอแล้วก็ลงมือแผ้วถางบุกเบิกพื้นที่ให้โล่งราบรอรับการมาเยือนของสมาชิกที่กำลังหอบเสื่อหมอนใบตามมาในไม่ช้า

ครับ- ผมยืนยันว่ากลุ่มบุกคนนี้สำคัญมาก เหมือนสำนวน “เริ่มต้นดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง” นั่นแหละ ผมพูดด้วยน้ำในใจจริง ไม่ใช่ยกยอปอปั้นจนเกินงาม แต่เป็นการพูดเพราะรู้ดีว่าพวกเขามีดีในตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องการลมใต้ปีกเพื่อปลดล็อคพลังบางอย่างให้เท่านั้นเอง





มีความหมายใดในสิ่งที่ต้องทำ !

และที่สุดผมก็ถามตรงๆ ว่า “รู้หรือไม่ว่าต้องไปทำอะไรบ้างกับ BBL”

ส่วนใหญ่ตอบกว้างๆ เป็นการรู้ในภาพรวมว่าจะไปเตรียมงานค่ายเพื่อทำงาน BBL (Brain Based Learning) อันหมายถึงไปร่างภาพลงสีไว้ล่วงหน้า แต่ไม่ชัดเจนในรายละเอียดเชิงลึกว่าอะไร และยังไง

ผมเชื้อเชิญให้นิสิตจากสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ทั้งสองท่านได้บอกเล่าให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ว่า BBL คืออะไร สำคัญอย่างไร เพราะที่เหลือไม่มีความรู้เหล่านี้ มีความรู้ก็แต่การวาดภาพเป็นหลัก

ถัดจากการบอกเล่าเช่นนั้นแล้ว ผมก็เชื่อมโยงไปสู่ประเด็นใหม่เพิ่มเติมคือ “สี-โทนสีกับการเรียนรู้” ซึ่งก็ยังหลีกไม่พ้นที่จะเป็นภาระความรับผิดชอบของว่าที่แม่พิมพ์ของชาติอยู่ดีที่ต้องรับหน้าที่เฉลยไขขาน ขณะที่ผมก็เสริมหนุนเชื่อมประเด็นเรียนรู้ร่วมกัน มีหยิกแซว หรือเล้าโลมให้ผ่อนคลายและเฮฮาเป็นระยะๆ




จนในที่สุดผมก็สวมบทบาทของการสื่อสารเพิ่มเติมในหลายๆ ประเด็นประมาณว่า

  • ลาน BBL ที่ดีต้องมาจากความต้องการของโรงเรียนและชุมชน อันหมายถึงมีเวทีในการพัฒนาโจทย์และร่วมสืบค้นข้อมูล/วัตถุดิบ
  • ลาน BBL ที่ดีจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมของโรงเรียนและชุมชน อันหมายถึงร่วมลงมือทำ
  • ลาน BBL ที่ดีในค่ายครั้งนี้หากสามารถเชื่อมโยงมิติบริบทชุมชน หรือใช้แนวคิดชุมชนเป็นห้องเรียนในแบบ community – based learning (CBL) เข้ามาเป็นโจทย์จะมีคุณค่าต่อการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างมาก เพราะจะช่วยให้นักเรียนได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ชุมชนหรือท้องถิ่นของตนเองไปในตัวอย่างเสร็จสรรพ ย้ำเตือนเรื่องรากเหง้า - เป็นการเรียนรู้รากเหง้าของตนเอง มิใช่เรียนรู้เพื่อพรากพวกเขาออกมาจากรากของตนเอง



  • ลาน BBl ที่ดีต้องชัดเจนในเรื่องของภาพและสี อันหมายถึงมีความเป็นรูปธรรม น่าสนใจ เหมาะกับช่วงชั้นการเรียนรู้และคงทน ใช้ประโยชน์ได้ยาวนาน
  • ลาน BBL ที่ดีไม่จำเป็นต้องอยู่บนลานกีฬา ถนนหนทางเท่านั้น หากแต่หมายถึงผนังอาคารเรียน ด้วยก็ได้
  • ลาน BBL ที่ดีต้องมาจากใจ หรือฐานใจ อันหมายถึง เป็นการขับเคลื่อนในแบบการศึกษาเพื่อรับใช้สังคม มิใช่เนรมิตขึ้นมาท่ามกระแสหลัก หรือค่านิยมของค่ายอาสาแบบผิวเผิน
  • ฯลฯ

....................




ไม่รู้สิครับ ผมพูดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนิสิต หรือเจ้าหน้าที่เช่นนั้นจริงๆ อีกทั้งยังแนะนำให้พวกเขาลงพื้นที่ ไปสู่ชุมชนและสถานที่สำคัญๆ ในชุมชนด้วยตนเอง มิใช่จ่อมจมหรือขังตัวทำงานอยู่แต่ภายในรั้วโรงเรียน ราวกับติดกับดัก หรือถูกขังไว้บนเกาะกลางทะเลลึก เพราะการงานที่ดีต้องขับเคลื่อนบนฐานข้อมูล มิใช่นั่งเทียนดูดาวเสกแต่งขึ้นมาแบบลอยๆ รวมถึงต้องรู้ว่าสถานการณ์ใดความรู้จะนำจินตนาการ และช่วงใดจินตนาการจะทำหน้าที่นำพาความรู้ !

นี่คือ เรื่องจริงที่ผมหยิบจับเอาวิกฤตมาสร้างเป็นโอกาสของการเรียนรู้ในห้วงเวลาสั้นๆ

ง่ายงามในแบบฉบับของผม

บันเทิงเริงปัญญาในแบบของผม



เขียนเมื่อ 19 มกราคม 2560
มหาสารคาม


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เป็นกระบวนการที่ดีมาก

เสียดายไม่ได้ไปงานนี้

สิ้นเดือนได้กลับมากำแพงแสนแล้ว

ดีใจๆๆๆ


ไปช่วยน้ำท่วมมากับนิสิต

ดูหน้ามหาวิทยาลัยนะครับ

5555555


อาจารย์แผ่นดิน11 - 12 กุมภาพันธ์ เจอกันในค่ายกิจกรรมของเทียนน้อย