​ความฝันในบั้นปลาย

โสภณ เปียสนิท
.................................
ชายชราผมขาวโพลนใส่เสื้อยืดคอกลมกางเกงขาสั้นนั่งนิ่งมองผ่านแนวรั้วมะขามระดับอกไปที่ถนนลาดยางห่างบ้านออกไปราวห้าสิบเมตร เหมือนว่าไม่มีอะไรจะทำ ปล่อยเวลาให้ค่อยๆ เดินไปเรื่อยอย่างเงียบๆ ขณะที่คนทั่วไปมองว่า ชายคนนี้เป็นคนแปลก เพราะไม่ค่อยจะเข้าสังคมกับใครๆ ในหมู่บ้านมากนัก นอกจากงานบุญ หรืองานสำคัญอื่น ซึ่งหนึ่งปีก็ไม่เกินสองสามครั้ง

ตาสมเพื่อนบ้านวัยเดียวกันเพียงคนเดียวที่รู้จัก “ไอ้ถ่าน” ชายชราคนนี้อย่างดี เพราะแกเที่ยวคุยกับใครต่อใครในหมู่บ้านเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้ของแกไปทั่วหมู่บ้าน และบางคราวก็ไปถึงเพื่อนนอกหมู่บ้านที่ผ่านเข้ามาเยือนบ้านของแกตามโอกาส ทำให้ชาวบ้านพอจะจับความได้ว่า ตาสม กับตาถ่าน เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยเด็ก เกิดในหมู่บ้านหนองตะโก ติดริมฝั่งน้ำแควใหญ่มาด้วยกัน

ตาถ่านเกิดบนลำเรือต่อ ซึ่งเป็นบ้านของพ่อแม่หลังแรก เพราะครอบครัวของเขาย้ายมาจากหมู่บ้านอยู่ท้ายน้ำแควใหญ่ล่องลงไปอีกกว่าสามสิบกิโลเมตร เหตุที่ย้ายมาก็เพราะต้องการมาปักหลักทำไร่ทำนาที่บ้านหนองตะโก โดยใช้เรือยนตร์อีกลำลากเรือต่อลำใหญ่แล่นสวนน้ำมา สมัยนั้นการเดินทางเรือถือว่าสะดวกกว่าเดินทางโดยวิธีอื่น เรือต่อและเรือยนตร์เป็นสมบัติของตระกูล “ช้างใหญ่” พ่อกับแม่ของตาถ่านรับมรดกที่ดินผืนงามเจ็ดสิบกว่าไร่จากบรรพบุรุษ เมื่ออาชีพอื่นดูว่าจะไม่ค่อยยั่งยืน จึงพาครอบครัวย้ายปักหลักที่หมู่บ้านนี้

ตาถ่าน ช้างใหญ่ จึงมีเรือเป็นบ้าน พ่อแม่เห็นว่าทำไร่ทำนาอย่างเดียวไม่พอ จึงขนสิ้นค้าใส่เรือมากจากตัวเมืองขึ้นมาขายระหว่างทาง และที่หมู่บ้านด้วย ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ตอนตาถ่านอายุห้าขวบเคยตกน้ำขณะที่มีลูกค้ามาซื้อของกินของใช้เล็กๆ น้อยๆ อยู่สองสามราย แม่จึงสาละวนอยู่กับการขายสิ้นค้า ตาถ่านคลานเล่นอยู่ท้ายเรือพลาดตกน้ำลงไปนอนลืมตาแป๋วอยู่ในน้ำ ลูกค้าหูไวได้ยินเสียงน้ำกระจายจึงช่วยกันโดดลงไปดึงขึ้นมาได้ รอดตายแบบเฉียดฉิว เรื่องนี้ตาสมนำมาเล่าแล้วเล่าอีกจนคนในหมู่บ้านจำกันได้

ตาถ่านเป็นคนช่างคิดมาตั้งแต่เด็ก เขามักใช้เวลาเงียบๆคิดถึงเรื่องต่างๆ อยู่คนเดียว ขณะนั่งอยู่ท้ายเรือยามบ่ายๆ ไร้ลูกค้า พ่อออกไปทำไร่ทำนาหายิงสัตว์ป่ามาเป็นอาหารในครอบครัว แม่ว่างงานค้าขายก็หันไปทำขนมเพื่อนำไปขายในหมู่บ้านยามบ่ายจัดของแต่ละวันตามปะสาของคนขยัน

ตาสมเพื่อนวัยเดียว แต่มีครอบครัวอยู่บนตลิ่งสูงขึ้นไป มีอาชีพเข้าป่าตัดไม้ไผ่ไม้รวกมัดเป็นแพ เมื่อมากพอแล้วก็ล่องแพนำไม้ชนิดต่างๆ ไปขายเข้าโรงงานที่ในเมืองบ้าง หรือไม่ก็เลยไปขายแถวแม่กลองไกลออกไปอีกไปน้อยแล้วแต่ลูกค้าจะสั่งซื้อ บางทีก็จ้างเรือยนตร์ของพ่อตาถ่านไปช่วยบรรทุกสินค้าบางอย่างด้วยค้าจ้างแบบคนกันเอง เด็กสองคนจึงได้รู้จักกัน คบหากันเป็นเพื่อนสนิท

เด็กชายสมไม่ชอบเรียนหนังสือ แต่ชอบหาประสบการณ์ชีวิตด้วยการลงมือปฏิบัติ ทำทุกอย่างเป็นด้วยตนเอง เอาชีวิตรอดได้ด้วยประสบการณ์อันชำชอง หุงข้าวด้วยหม้อดินหม้อสังกะสีได้ตั้งแต่เล็ก ทำกับข้าวกินเองโดยไม่ต้องรอพ่อแม่ ทำง่ามหนังสะติ๊กไว้ยิงนกเอง ทำอุปกรณ์การเล่นของเด็กในวัยเดียวกันด้วยตัวเอง พ่อแม่ไว้วางใจให้อยู่เฝ้าบ้านคนเดียวได้สบายๆ ตั้งแต่อายุยังน้อย เล่นกีฬา ที่มีการแข่งขันเขามักจะชนะเพื่อนในวัยเดียวกันเสมอ

ขณะที่ตาถ่าน ไม่มีใครไว้วางใจในทักษะชีวิตวัยเด็ก ต่างมองว่าเขา “ไม่เอาถ่าน” มากกว่าอย่างอื่น เพราะมักนั่งนิ่งมองดูกิจกรรมต่างๆ อย่างสงบนิ่ง ความเพลิดเพลินของเขาคือแค่ได้ดู โดยไม่ต้องทำกิจกรรมใดๆ แม้ตาสมจะคอยชักชวนเสมอๆ ก็ตาม แต่ก็มักจะไม่ได้ผล ในที่สุดก็ต้องปล่อยให้เพื่อนนั่งไม่เอาถ่านเหมือนเดิมต่อไป การทำกิจกรรมต่างเป็นทักษะชีวิตของตาสม การครุ่นคิดจึงเป็นทักษะของตาถ่าน

ถ่านเคยนั่งมองสายน้ำแควใหญ่ไหลผ่านเรือต่อของเขาอยู่หัวเรือแล้วคิดเปรียบเทียบการเดินทางของสายน้ำแควใหญ่ไปสุดตา กับการเดินทางของชีวิตคนมีลักษณะคล้ายๆ กัน เพราะสายน้ำแควใหญ่เดินทางไกลจากแม่น้ำสามประสบเมืองพม่าอันไกลโพ้น ผสมกลมกลืนกันกลายเป็นลำแควใหญ่ แควน้อยไหลผ่านหน้าเมืองกาญจนบุรี ผ่านเลยไปแม่กลอง และไหลออกสู่ทะเลกว้างใหญ่และหายไป ชีวิตคนเกิดขึ้นที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วก็เดินตามทางของตนตามแรงกรรมจะพัดพาไปเรื่อย ในที่สุดแล้วก็ล่วงลับดับหายจากไปทุกคน

ถ่านเคยคิดว่าอยากนั่งเรือผจญภัยไปตามสายน้ำไปเรื่อยๆ ดูซิว่าจะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน อะไรจะสิ้นสุดก่อนกันระหว่างชีวิต และสายน้ำ เขาคิดเสมอว่านี่คือการผจญภัย สักวันหนึ่งถ้ามีโอกาสเขาจะต้องหาหนทางด้วยเองให้เป็นไปตามความฝัน จบการศึกษาระดับประถมศึกษาที่บ้านหนองตะโก เขาจึงทำความรู้จักกับคนขับรถขายไม้ ช่วยงานเขาทุกอย่าง ในตำแหน่งเด็กรถ และติดตามไปกับรถขายไม้ตามแต่จะมีคนสั่ง ชีวิตจึงเดินทางไปเรื่อยๆ จนได้ไปทำงานในร้านซ่อมรถ เจ้านายใจดีให้ไปเรียนต่อจนจบมัธยมหกที่โรงเรียนการศึกษาผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ เขาทำงานรับจ้างเข็นผักหารายได้เสริม และหาเวลาว่างไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีด้านการตลาดแม้จะใช้เวลาหลายปี แต่เขาก็เรียนจนจบ และทำงานมั่นคงในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งยาวนานจนเกษียณแล้ว จึงกลับมาหมู่บ้านเก่าปลูกเรือนหลังเล็กอยู่ในผืนดินที่พ่อแม่ให้ไว้ในหมู่บ้านหนองตะโก

โชคดีที่เพื่อนเก่า ตาสม ยังอยู่ในหมู่บ้านเหมือนเดิม ทำงานทุกอย่างที่ทำได้ทำนาทำไร่ รับจ้างตัดไม้เผาถ่านอย่างน้อย สมก็ยังมีความสุขอยู่กับครอบครัวที่หมู่บ้านเก่าอันคุ้นชิน สมช่วยเพื่อนเก่าด้วยความยินดี มีเขาเพียงคนเดียวในหมู่บ้านที่คุ้นเคยกับถ่าน คนเก่าคนแก่ที่เคยรู้จักก็ห่างหายกันไป เสียชีวิตไปก่อนหน้าแล้วบ้าง ย้ายตามลูกหลานไปทำมาหากินที่อื่นก็มีบ้าง บางรายขายที่ดินทำกินของตนให้แก่คนบ้านอื่น แล้วทำงานรับจ้างเป็นคนงานในสวนของโรงแรมบ้าง รีสอร์ทบ้าง เป็นยามก็มีจำนวนไม่น้อย

หลังกาลผ่านเลยไปกว่าครึ่งชีวิต ชายชราสองคนกลับมาพบกันอีกครั้ง ในหมู่บ้านเดิมที่เปลี่ยนไปจนเกือบจำไม่ได้ สายน้ำแควใหญ่ที่เคยไหลรินตลอดเวลา เปลี่ยนเป็นไหลรินตามเวลา เพราะมีเขื่อนศรีนครินทร์ขวางกั้นไว้ ปิดเปิดตามเวลา วิถีชีวิตของคนสองฝั่งคลองเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่มีชาวบ้านนั่งบนลำเรือเล็กๆ ใช้รำผสมแป้งบางอย่างแกว่งไกวในสายน้ำเผื่อให้ปลาตะเพียนมารวมกันข้างเรือ แล้วใช้เบ็ดด้ามสั้นตวัดปลาขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ไม่เห็นฝูงปลาสังกะวาดว่ายวนเวียนริมแพเหมือนดังแต่ก่อน

เห็นแต่ชาวบ้านรวมตัวกันยามน้ำนิ่งเพราะปิดเขื่อน ระเบิดปลาตามแอ่งน้ำลึก ใส่หน้ากากดำน้ำจับปลาด้วยเหล็กแหลมที่แอบไปหลบซ่อนตามเกาะแก่งหิน จนพันธุ์ปลาใต้เขื่อนใกล้สูญพันธุ์เข้าไปทุกที ไร่นากลายเป็นโรงแรมรีสอร์ทที่พักเกษตรเชิงเดียวที่ถูกจับจองเป็นเจ้าของโดยคนต่างถิ่นเงินหนา เจ้าของที่ดั้งเดิมกลายเป็นลูกจ้างทำมาหากินบนที่ดินของตัวเอง แต่รับเงินค่าจ้างแทน เมื่อมีเขื่อนการเดินทางทางน้ำก็หายไป มีถนนสายน้ำตกเอราวัณให้รถวิ่งได้สะดวกสบาย มีสถานีอนามัยทำหน้าที่โรงพยาบาลประจำตำบล มีโรงเรียนหลังใหญ่ มีสะพานเชื่อมสองฝั่งน้ำเข้าด้วยกัน

ตาสมกับตาถ่านมักมานั่งคุยกันที่หน้าบ้านหลังใหม่ขนาดเล็กของตาถ่าน เพราะอยู่ริมทางสายเมืองกาญจน์และน้ำตกเอราวัณ สะดวกกว่าที่บ้านของตาสม เพราะอยู่ลึกเข้าไปในป่าเชิงเขาห่างออกไปจากหมู่บ้าน สองเฒ่าถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตแก่กันและกัน ตาสมชอบพูดแสดงความคิดเห็นมากมายตามประสบการณ์ที่ประสบมาเอง หรือฟังมาจากข่าวคราวทั้งโทรทัศน์และวิทยุเครื่องเก่าประจำบ้าน ครอบครัวของตาสมแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง ลูกชายลูกสาวสองคนเติบโตมีเหย้าเรือนแยกตัวออกไปอยู่ต่างตำบล ตาถ่านเคยมีคนร่วมชีวิตระยะสั้นๆ สองคน แต่ก็แยกย้ายไปในที่สุด จึงเหมือนว่า ชีวิตเหลือเขาเพียงคนเดียว

ตาสมมักเป็นคนพูดก่อนเสมอ “อีกไม่นานฉันก็จะตาย” ตาถ่านนั่งนิ่งมองไปที่กองถ่านหน้าเตาเผาถ่านข้างๆ กระท่อมของแกสงบนิ่งเหมือนน้ำลึกเหนือเขื่อนใหญ่ ตาสมพูดต่อ “ตายที่บ้านของข้า คนเดียว” คราวนี้ตาถ่านหันกลับมองหน้าแล้วถาม “เอ็งมาตายบ้านข้าก็ได้” เขาแสดงน้ำใจ ตาสมน้ำตาคลออึกอักพูดไม่ออก เหมือนว่ามีก้อนอะไรมาจุกคอ ตาถ่านพยักหน้าปลอบใจ “ไม่ต้องกังวลไป ข้าจัดการศพให้เอง” ตาสมถึงกับนิ่งนาน “ข้าก็มีเอ็งพอจะฝากผีฝากไข้ได้คนเดียว ลูกหลานก็เอาเป็นหลักไม่ได้” เขาพูดตามที่คิด

ตาถ่านพูดต่อ “เว้นไว้เสียแต่ว่า...” แล้วก็เว้นระยะไว้ ตาสมทนไม่ได้จึงถามต่อ “แต่ว่าอะไรของเอ็ง” “เว้นไว้แต่ว่า ข้าจะตายก่อน เอ็งก็จัดการงานศพให้ข้าด้วยแล้วกัน” ตาสมยิ้มได้ “เออจริง ไม่ต้องห่วงข้าจะทำให้ดีที่สุด แต่ว่า...” เขาหยุดรอ ถ่านยังคงก้มมองดินตรงหน้านิ่ง ตาสมจึงพูดต่อ “เท่าที่จะทำได้เท่านั้นนะ” ถ่านพยักหน้าในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพัดยอดกอรวกโยกไปมาอยู่กราวเกรียว

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าริมระเบียงโบสถ์



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

เรียน อาจารย์

เพียงหลับตาชั่วครู่ วันเวลาล่วงเลย เช่น สายน้ำไหล เฉก เช่น สังคมครอบครัวไทยก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จนถึง วันนี้้ ผู้สูงวัยจับมือพึ่งพากันฝากผีฝากไข้ สัปดาห์ที่ผ่านมามีโอกาสได้ร่วมวงสนทนากับ คุณแม่ผู้สูงวัย 4 ท่าน ซึ่งมีชีวิตในเมืองหลวง ต่างก็มีฝันบั้นปลายชีวิตตนเอง แตกต่างกัน แต่ก่อนจะเดินทางถึงจุดนั้น กลับเต็มไปด้วยความทุกข์ใจ เมื่อลูกไม่สนใจสิ่งที่ควรต้องจัดการ กลับดำเนินชีวิต เช่น มนุษย์หุ่นยนต์ ที่การตลาดทุนนิยมกำหนดให้เดินผู้เฒ่าต้องตระหนก กับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่ก้าวถึงตัวเองและครอบครัวถ้วนทั่ว ไม่ว่ายากดีมีจน

ในโลกนี้ย่อมมีสิ่งที่แตกต่าง ผู้เขียนกลับค้นพบ ครอบครัวไทยที่อบอุ่น เช้มแข็ง และสมบูรณ์อย่างน่าภาคภูมิใจ จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว สามรุ่นในครอบครัวอย่างน้อย ใช้ชีวิตธรรมดา อยู่ด้วยกัน ดูแลเอาใจใส่กันและกัน เอื้ออาทรกัน สิ่งที่พวกเขาได้รับ คือ ความสุขใจ

ขอแสดงความนับถือ

คุณลิขิต