อดีต ปัจจุบัน ยังเป็นอยู่

ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยอายุ 57 ปีมาก่อน และกำลังจะจากไปอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จำความได้และคิดถึงเรื่องราวใน..

อดีตว่า...เป็นเด็กบ้านนอก.ที่ห่างไกลการศึกษามาก..ไกปืนเที่ยง..สมัยนั้นหมู่บ้านที่เป็นทางเข้าในเมือง จะบอกว่าหมู่บ้านนี้เป็นคอมิวนิสต์(ซ้าย) แต่ก็มักจะได้ยิน พ่อ แม่ ญาติผู้ใหญ่ว่า..คอมมิวนิสต์ ต้องหมู่บ้านต่อไป..อีกไกล..เพราะความจำกัดของการคมนาคม การสื่อสาร..ที่ต้องผ่านยการเดินบอกข่าวให้กับญาติๆเมื่อมีงานบุญประเพณี มาย้อนรอยว่า..เข้าโรงเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เมื่ออายุย่างปีที่ 8 มีครูประจำชั้นชื่อ คุณครูบุญมา กองเพชร..ลกายสังขารตอนท่านอายุ 86 ปี 5 ปีที่แล้ว การเรียนการสอน มี 2 วิชา เลข อ่าน คัดเลิกเรียน มีกระดานชนวนใช้ในการเขียน ..การลบ ต้องใช้น้ำลบ มีขวดน้ำไปด้วย..แต่ที่ขวดหายาก..ต้องใช้กาบกล้วยสด..ถือไปด้วย(บางคน) ผมเอง ขอเพื่อนบ้าง..ถ้าไม่มีอะไรจะลบ..ก็ใช้น้ำบ่อน้อยที่มีอยู่..(น้ำลายตอนครูเผอ)ไม่เห็น การอ่านครูจะเขียนตัวหนังสือลงกระดานดำ ตาคำแก่ทำนากับเมียแกฯลฯ ให้นักเรียนอ่านทีละคน..และใครที่เป็นหัวหน้า จะมีโอกาสได้นำพาอ่านและให้อ่านให้ครบทุกคน..(คนที่อ่านไม่ได้จะได้พักหลังเพื่อน) บางคนก็ต้องถูกทำโทษโดยมีไม้เรียวยาวตีก้น ผมก็โดนบ้าง..นักเรียนมีเยอะตัวเล็ก ถูกจับมานั่งหน้า..พออ่านไม่ถูกก็ถูกเคาะหัว(ศีรษะ) ตอนเย็นพ่อก็จะให้พี่สอนอ่าน บ้านติดกับคุณครูบุญมา ครูประจำชั้น ท่านก็ร้องมาว่าอ่านหนังสือหรือยัง..สมัยนั้นนักเรียนทุกคนจะกลัวครูมากๆ

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคุณครูทอง นิลรัตนคำ เป็นครูประจำชั้น ก็ใช้การสอนแบบเดิม เน้นการอ่านออก เขียนได้ และบวก ลบเลขได้..มีการคูณ การหาร..บ้าง การทำโทษ ไม่เหมือนครู ป1 ท่านจะเอานิ้วมือทำเหมือนก้ามปู้ หนีบท้องบริเวณสะดือ เจ็บปวด..ชั้นนี้ไม่โดนเท่าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพราะคิดเลขได้ดีขึ้น อ่านได้มากขึ้น..แต่ก็ถูกบ้าง จากการที่ได้แล้วชวนเพื่อนคุย..การวาดรูป(วาดเขียนภาพ) จากที่เป็นบ้านนอก รถจะวิ่งผ่านสักคัน..ต้องเป็นสัปดาห์ หรือเดือนจะมีผ่านเข้าออกบ้าง จากที่รถมาส่งของหรือมารับของป่าออกไปขาย..ถ้าจะไปซื้อของต้องใช้เกวียนเป็นพาหนะ มีวัวคู่ เทียมเกวียนหรือควายคู่เทียมเกวียน..เลิกพักกลางวันสมัยนั้นต้อง เดินทางเข้ามาทานข้าวที่บ้าน..ห่างไกลจากโรงเรียนพอสมควร..รูปที่วาดก็เห็นทุ่งนา วัว ควาย ไก่ เป็ด การวาดก็เป็น สัตว์ที่มองเห็น หรือทุ่งนาเป็นทิวทัศน์ บ้านเกิดของผม เป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่ไม่มีภูเขา..

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีคุณครูประดิษฐ์ ไชยราช เป็นครูประจำชั้น แนวการเรียนการสอนก็เป็นหลักสูตร 2503 แบบเหมือนคุณครูที่ผ่านมา การอ่าน การคิดเลข ก็ใช้กระดาน แต่เด็กนักเรียนได้ใช้สมุดบางๆเป็นสมุดเขียน มีดินสอดำ การลบ ก็ใช้ยางลบจาก ยางลบจากยางมัดของมาพันกับปายดินสอ..หรือไม่ก็ยังเป็นน้ำลาย เพื่อนที่เขียนไม่ออก(ไม่ถูก)จะลบบ่อยและสมุดจะขาดฉีก คุณครูก็จะทำโทษ และจำได้ว่า ผิดใจกับเพื่อนที่เป็นลูกของคุณครูประจำชั้น ถูกตีทั้งสอง หนักมาก ร้องไห้ ไม้เรียวหัก ขาแดงก้นแดง กับบ้านบอกพ่อกับแม่ว่าถูกครูทำโทษ..ท่านว่าดีแล้วจะได้หลาบจำ..ไม่ได้โทษครู (สมัยนี้มีสิทธิมนุษยชนคุ้มครอง) เด็กอ่านหนังไม่ออกถูกทำโทษ ผู้ปกครอง(พ่อ แม่ก็จะบอกว่ามึงมันโง่(ปึก) การเล่นกีฬา ก็จะเอาเครือไม้(เถาวัลย์ ) มามัดเข้าด้วยกัน โยนเตะเหมือนตะกร้อ ฟุตบอล หรือไม่ คนไหนที่มีพ่อ เป็นเพชรฆาต(ฆ่าวัว หมู ควาย ก็จะได้ถุงลม) มาเป่ามัดเชือก มาเตะใครมีเพื่อนจะเยอะมาก วิ่งตามขอเล่นด้วย

ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคุณครูอินทร์ สุทธิปัญโญ เป็นครูประจำชั้น และเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน และมีการสอบแข่งขัน มีหัวหน้าหมวดการศึกษา(ศึกษาธิการอำเภอ)ตรวจเยี่ยม คุณครูจึงเข้มงวดในการเรียนการสอนมาก..แน่นอนที่สุดการทำโทษหนักมากกว่าเดิม ทั้งการท่องสูตรคูณ การท่องอาขยาน ต้องได้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และ 3 ก็ได้ท่อง แต่ ประถมศึกษาปีที่ 4 เพิ่มขึ้น การทำโทษ ถ้าอ่านไม่ออก ทำเลขไม่ได้ ต้องหัวโขกกระดาน และนวดขาให้ครู การแข่งขันกีฬา ต้องสลับกับโรงเรียนที่ใกล้กัน และต้องเดินทางไปแข่งขันเป็นวัน ด้วยการเดิน ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ต้องรับผิดชอบงานช่วยครูมากขึ้น เช่นการส่งหนังสือให้กับโรงเรียนอื่น ครูก็ใช้นักเรียนที่เรียนดี ไปส่งหนังสือกับโรงเรียนในเขตตำบลเดียวกัน เดินทางเป็นกลุ่มไป ไปกลับก็ 10 กิโลเมตร เดินไปด้วยคุยกันไปโกหกกันไป เพราะทางเปี่ยวมีดินทรายเป็นทางเดิน ข้างทางก็เป็นไม้ไผ่บ้าง มีเสียงดังก็โกหกว่าผีหลอก วิ่งเพื่อให้ถึงเร็วบ้าง เล่นดินไปด้วย..กับมาก็เย็น..จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยคะแนน 77 เปอร์เซ็น ยังจำได้ พี่ชายเรียนที่จังหวัดในสมัยนั้นก็ถือว่าเรียนใช้ได้ ได้ที่ 5 ของจังหวัดมหาสารคาม เลยให้ผมเข้ามาเรียนในเมือง นานกับบ้านก็จะสอนภาษาอังกฤษให้บ้าง ท่อง เอ บี ซีได้ นับ วัน ทู ทรี ได้ แบบงูๆปลาๆ ตามที่พอฟังออกที่ไม่ถูกตามหลัก ประถมศึกษาปีที่ 5 เริ่มมีครูหลายคนสอน มีเพื่อนใหม่ เพื่อจะล้อว่าเด็กบ้านนอก ตัวเล็ก รู้สึกไม่อยากอยู่ คิดถึงบ้านร้องไห้บ่อยมาก..ครั้งหนึ่งแม่เอาข้าวสารไปส่ง ร้องไห้ตามแม่กลับบ้าน..ซึ่งห่างไกลกันมาก ต้องเป็นวันถึงกับถึงบ้าน ไม่เหมือนทุกวันนี้..

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน mae



ความเห็น (1)