กรณีศึกษา การคำนวณหาระยะติดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศPAPIทชม

การสำรวจนี้ต้องจัดทำทุกหัวทางวิ่งและทุกครั้ง(ปีละอย่างน้อย 1 ครั้ง)ก่อนที่จะถึงรอบการบินทดสอบ PAPI ในครั้งถัดไปโดยสนามบินเจ้าของทางวิ่งนั้นต้องทำการสำรวจเองหรือว่าจ้างหรือ ขอความร่วมมือจากส่วนราชการที่มีกล้องสำรวจในจังหวัดนั้นๆ มาช่วยในการสำรวจ และเสนอผลการสำรวจที่มีวิศวกรสำรวจลงนามรับรองผลการสำรวจนั้นให้กับ บวท. ให้มาทำการบินทดสอบต่อไป

กรณีศึกษา การคำนวณหาระยะติดตั้งเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ PAPI ทชม.

.......เนื่องจากการร่อนลงของอากาศยาน หลายเหตุการณ์จำเป็นต้องใช้เครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ ไม่ว่าจะเป็น ประเภทวิทยุเครื่องช่วยการเดินอากาศ ILS Glide slope และ/หรือ ประเภททัศนวิสัย เช่น ระบบเครื่องช่วยบอกมุมร่อน PAPI ทั้งนี้การทำให้ สมนัย(Co-Incidence) กันระหว่างที่ผู้ควบคุมอากาศยาน ใช้อุปกรณ์ Glide slope เพื่อช่วยควบคุมมุมร่อนให้เป็นไปตามแผนภูมิการบิน ต่อมาถึงจุดตัดสินใจ และใช้ PAPI ช่วยบอกมุมร่อนที่ปลอดภัยจากสิ่งกีดขวาง (Glide slope พามาดู PAPI ที่จุด Decision Height) ก็ควรออกแบบให้ระยะติดตั้งอุปกรณ์ PAPI ตรงกับชนิดของอากาศยานที่ใช้ลง ณ สนามบินเชียงใหม่บ่อยกว่าถี่กว่า ซึ่งควรจะสมนัยกับมุมร่อนที่มองจากเครื่องรับบนอากาศยาน (หากมีสิ่งกีดขวาง PAPI ก็จำเป็นต้องเลือก เช่น ยกมุมร่อน ซึ่งจะสูญเสียความสมนัยไปได้ แต่ก็ไม่ใช้เหตที่จำต้องปรับมุมร่อน Glide Slope เพราะผู้ควบคุมอากาศยานใช้แต่ละอุปกรณ์ เป็นการนำร่อนหลัก ในแต่ละเวลานั่นเอง ก่อนdecision ใช้ Glide slope หลัง decision ใช้ PAPI ) นั่นเอง

ซึ่งข้อกำหนดในการหาตำแหน่งติดตั้งที่เหมาะสม ตาม Document จะกำหนดในเอกสาร 9157 Part 4


วัตถุที่สำรวจพบบริเวณหัวทางวิ่ง 36 (Approach) สนามบินนานาชาติเชียงใหม่

Obj.

Detail

Distance from

THR 36 (M.)

Off-set Right (M.)

(Approach)

Off-set Left (M.)

(Approach)

Height (M.)

มุมเงย ( ° )

ส่วนสูงที่เกิน 1.86°

(M.)

IN

OUT

1

ต้นไม้

512.12

-

270.66

24.39

2.62

ปผป

-

ü

2

ต้นไม้

546.83

-

252.02

23.88

2.47

5.92

-

ü

3

แนวต้นสน

821.66

-

132.49

32.99

2.44

7.87

ü

-

4

ต้นไม้

526.04

55.92

-

23.51

2.87

8.25

ü

-

5

ตึกขาวมีป้าย

391.48

129.62

-

9.91

1.58

-1.75

ü

-

6

ต้นไม้

364.49

156.35

-

19.79

3.26

8.51

ü

-

7

โคมไฟถนน

235.26

213.75

-

9.76

1.91

0.25

-

ü

8

ต้นไม้

147.29

146.56

-

11.92

3.52

5.62

ü

-

  1. หาตำแหน่งจุดตั้งกล้องสำรวจตรวจสิ่งกีดขวาง
    1. วัดระยะห่างจากจุดกึ่งกลางหัวทางวิ่ง(Threshold) ที่ต้องการสำรวจตามแนวเส้นกึ่งกลางทางวิ่งออกไปนอกทางวิ่งเป็นระยะทาง 60 ม. โดยการตั้งกล้องที่หมุดพิกัดหัวทางวิ่ง และเล็งเข้ามาในทางวิ่งตรงแนวเส้นกึ่งกลางทางวิ่ง set 0 องศาแล้วหมุนแกนกล้องไป 180 องศา เพื่อหาแนว Extended Runway Centerline จากนั้นให้ใช้เป้าเดินหาแนวและวัดระยะทางจากกล้องหรือจากเทปหรือล้อเข็นวัดระยะ ออกไป 60 เมตร จากนั้นทำเครื่องหมายที่ ระยะดังกล่าว แล้วย้ายจุดตั้งกล้องมาตำแหน่งใหม่จากนั้นทำแบบเดิม คือเล็ง 0 องศาที่แนวกึ่งกลางทางวิ่ง และแพนหาแนว 90 องศาทั้งซ้ายและขวา เพื่อหาจุดตั้งกล้องขอบด้านในของพื้นที่ (Approach Surface Inner Edge) และวัดออกไปในแนวตั้งฉากทั้งสองข้าง เป็นระยะ 150 ม. (ถ้าเป็น non-instrument R/W code number 4 ใช้ระยะ 75 ม.) จะได้จุดตั้งกล้อง 2 จุดตามรูปที่ 5-20 และทำเครื่องหมายไว้
    2. ถ่ายระดับจากจุดกึ่งกลางหัวทางวิ่ง ไปหาจุดตั้งกล้องทั้งสองจุดตามข้อ a. และให้ตั้งกล้องให้แกนกล้องสำรวจให้เท่ากับระดับของหัวทางวิ่งนั้น
    3. จากจุดที่ถ่ายระดับแล้วให้วัดเป็นมุมเงย = A-0.57 องศา โดยหาค่ามุม A ได้จากมุมของโคม PAPI ที่ต่ำที่สุดจากรายงานผลการบินทดสอบ หรือคำนวณได้จากวิธีการดังนี้
      • i.ถ้าหัวทางวิ่งนั้นไม่มี ILS ให้ลบมุมร่อนที่ออกแบบไว้ด้วย 30 ลิปดา(0.5 องศา) และถ้าสมมุติมุมร่อนที่ออกแบบไว้เป็น 3 องศา จะได้มุม A = 2.5 องศา(2 องศา 30 ลิปดา) และจะได้มุมเงยจากการคำนวณ = 2.5-0.57 = 1.93 องศา
      • ii.แต่ถ้าหัวทางวิ่งนั้นมี ILS ติดตั้งใช้งานอยู่ด้วยให้ลบมุมร่อนด้วย 35 ลิปดา(0.58 องศา) และถ้าสมมุติมุมร่อนที่ออกแบบไว้เป็น 3 องศาจะได้มุม A= 2.42 องศา(2 องศา 25 ลิปดา)และจะได้มุมเงย = 2.42-0.57 = 1.85 องศา
      • iii.ถ้ามุมร่อนไม่ตรงกับ 3 องศาให้คำนวณดูใหม่โดยใช้หลักการตามข้อ i. และ ii. ดังกล่าว
    4. ถ้าไม่สามารถตั้งกล้องตามข้อ b. ได้ให้ตั้งกล้องให้แกนของกล้องอยู่บนแนวมุมเงยตามที่คำนวณได้ตามข้อ c.
    5. แพนกล้องออกไปด้านข้างทางวิ่งได้ข้างละไม่เกิน 15 % = 8.53 องศา (ถ้าเป็น non-instrument R/W ใช้ค่า 10 %= 5.71 องศา) จากจุดมุมทั้งสองด้านที่หาได้จากข้อ a.
  2. ใช้กล้องสำรวจกวาดหาสิ่งกีดขวางที่สูงกว่ามุมเงยที่คำนวณได้ตามข้อ 1 c.
    1. หากตรวจพบสิ่งกีดขวางสูงเกินมุมดังกล่าวให้บันทึกค่ามุมเงยที่ยอดสูงสุดของสิ่งกีดขวางนั้นและ
    2. จดบันทึกเป็นข้อมูลว่ามีสิ่งกีดขวาง ชนิดใด ระยะห่างเท่าใด สูงเท่าใด เป็นมุมเงยเท่าใด และจัดทำแผนผังแสดงตำแหน่งสิ่งกีดขวางไว้ใช้เป็นข้อมูล
  3. หากได้พบสิ่งกีดขวางที่เป็นต้นไม้และสามารถตัดทิ้งได้ให้ทำการตัดต้นไม้นั้น ให้ต่ำกว่ามุมที่คำนวณไว้โดยให้ลดความสูงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้ และตรวจวัดมุมสิ่งกีดขวางที่มีมุมเงยสูงที่สุดไว้
  4. หากไม่สามารถตัดหรือลดสิ่งกีดขวางนั้นได้
  • สนามบินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมท่าฯให้หารือกับฝ่ายก่อสร้างกรมท่าอากาศยาน
  • สนามบินที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ทอท. และ บางกอกแอร์ฯ ให้หารือกับฝ่ายวิศวกรรมการออกแบบ
  • เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมที่สุด ตามมาตรฐานของ ICAO ได้แก่ การยกมุมร่อนให้สูงขึ้นให้พ้นสิ่งกีดขวาง หรือ displace threshold หรือดำเนินการทั้งสองวิธีควบคู่กัน จนได้ค่ามุมร่อนที่เหมาะสม แล้วทำการตรวจสอบสิ่งกีดขวางและรับรองผลการสำรวจด้วยวิศวกรแล้วส่งผลให้ กพท. ฝ่ายแถลงข่าวสารการบิน เพื่อดำเนินการประกาศค่ามุมPAPI ใน AIP ใหม่และนัด บวท. มาทำการบินทดสอบที่มุมร่อนใหม่ตามที่คำนวณต่อไป
  • หากผลการตรวจสอบไม่มีสิ่งกีดขวางให้ทำหนังสือแจ้งผลการสำรวจที่มีวิศวกรสำรวจรับรองผลส่งให้ ฝ่ายมาตรฐานสนามบิน สนง.การบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อนัดหมายกับ กองบินทดสอบบริษัทวิทยุการบิน(บวท.) มาทำการบินทดสอบต่อไป
  • การสำรวจนี้ต้องจัดทำทุกหัวทางวิ่งและทุกครั้ง(ปีละอย่างน้อย 1 ครั้ง)ก่อนที่จะถึงรอบการบินทดสอบ PAPI ในครั้งถัดไปโดยสนามบินเจ้าของทางวิ่งนั้นต้องทำการสำรวจเองหรือว่าจ้างหรือ ขอความร่วมมือจากส่วนราชการที่มีกล้องสำรวจในจังหวัดนั้นๆ มาช่วยในการสำรวจ และเสนอผลการสำรวจที่มีวิศวกรสำรวจลงนามรับรองผลการสำรวจนั้นให้กับ บวท. ให้มาทำการบินทดสอบต่อไป

หมายเหตุ 1. จุดที่เริ่มของเขตปกป้องสิ่งกีดขวาง (Approach Surface Inner Edge)นั้นควรทำหลักหมุดแสดงเครื่องหมายหรือติดตั้งธงแสดงให้เห็นแนวเล็ง เพื่อเป็นจุดสังเกตุซึ่งใช้ในการตรวจสอบตามระยะเวลาในภายหลัง2. แนวระดับสามารถอ้างอิงกับสิ่งปลูกสร้างถาวร หรือแนวเสาไฟ สายไฟ แนวต้นไม้ยืนต้นที่โตเต็มที่ ซึ่งเราได้ตรวจวัดค่ามุมแล้ว สามารถใช้เป็นจุดอ้างอิงในการตรวจสอบด้วยสายตาว่ามีวัตถุอื่นๆสูงเกินหรือไม่ เพื่อใช้ตรวจสอบตามระยะเวลาได้

*****************************

ตั้งกล้องที่หมุดพิกัดหัวทางวิ่ง และเล็งเข้ามาในทางวิ่งตรงแนวเส้นกึ่งกลางทางวิ่ง set 0 องศาแล้วหมุนแกนกล้องไป 180 องศา เพื่อหาแนว Extended Runway Centerline จากนั้นให้ใช้เป้าเดินหาแนวและวัดระยะทางจากกล้องหรือจากเทปหรือล้อเข็นวัดระยะ ออกไป 60 เมตร จากนั้นทำเครื่องหมายที่ ระยะดังกล่าว แล้วย้ายจุดตั้งกล้องมาตำแหน่งใหม่จากนั้นทำแบบเดิม คือเล็ง 0 องศาที่แนวกึ่งกลางทางวิ่ง และแพนหาแนว 90 องศาทั้งซ้ายและขวา

กรุณา Click ที่ LINK ด้านล่างเพื่อ รับชม VDO จากกูรู เรื่องการสำรวจสิ่งกีดขวางนี้ครับ

https://www.facebook.com/kmteamdca/videos/vb.10000…

ขั้นตอนการปฎิบัติงานที่สนามบินต้องจัดให้มีก่อนดำเนินการบินทดสอบเครื่องช่วยการเดินอากาศ -ข้อสรุปจากมติที่ประชุมร่วมระหว่าง บพ.ส่วนกลางและ ทย.ภูมิภาคสังกัด บพ.ซึ่งมีอบพ.(นายวุฒิชัย)เป็นประธานในที่ประชุมฯ ซึ่งมีมติให้ ทย.ภูมิภาค ในสังกัด บพ. ต้องดำเนินการสำรวจและกำจัดสิ่งกีดขวาง ที่มีผลต่อมุมร่อนเครื่องอำนวยความสะดวกในการเดินอากาศ PAPI โดยอาจประสานงานกับโยธาจังหวัด หรือกำหนดวัตถุใดๆในแนวร่อน เป็นวัตถุอ้างอิงความสูงในการลดความสูง ตัดต้นไม้ ให้ได้ความสูงมุมเงยตามเกณฑ์ ซึ่งอาจมีหรือไม่มีวิศวกรรับรองการสำรวจนั้นๆก็ได้ ซึ่งแต่ก่อน ทย.จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะนี้ พบว่ามีสิ่งกีดขวางสูงเกินข้อกำหนด ก็ต่อเมื่อหน่วยบินได้ไปถึง ทย. แล้วซึ่งไม่ทันการณ์ ทย.ต้องเพิ่มความถี่ในการกำจัดตรวจสอบ ก่อนที่หน่วยเกี่ยวข้องจะได้ไปบินทดสอบ PAPI ตามวงรอบต่อไป หมายเหตุ : การไม่ได้บิน PAPI ตามวงรอบ 1 ปีนั้น หากไม่สามารถทำการบินทดสอบได้เนื่องจากสิ่งกีดขวางสูง ทย.จะต้องดำเนินการออกประกาศนักบิน เพื่อปิดการให้บริการ (เมื่อสำรวจพบก่อนการบิน ให้พิจารณาแก้ไขโดยอาจทำการยกมุมร่อนให้สูงขึ้น) โดยให้ ทย.สังกัด บพ.ทุกทย.ดำเนินการตามที่ สมส.เดิม(กมส.)ได้เคยเวียนเอกสารแนะนำการปฏิบัติ แบบด้านล่างนี้

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/591614

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการความรู้ KM Knowleage Management



ความเห็น (0)