"ประวัติพระเอตทัคคะ (ตอนที่ ๗) : พระนันทะเถระ เอตทัคคะในทางผู้สำรวมอินทรีย์ (พุทธอนุชา)"

ขอนอบน้อมด้วยเศียรเกล้าแด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ธรรมะรับอรุณ ณ บ้านเย็นยิ้ม

วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม 2559

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"ความปรารถนาในอดีต"

ท่านเป็นผู้กระทำมหาทานแด่พระปทุมุตตระพุทธเจ้า ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งผู้มีตระกูล ในพระนครหงสาวดีครั้นเติบใหญ่แล้วได้เข้าฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ ฝ่ายคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ก็ปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง จึงได้บำเพ็ญมหาทานอันมากไปด้วยบูชาและสักการะแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ ได้น้อมถวายผ้าที่ทอในแคว้นโขมะที่มีเนื้อละเอียดอ่อนยิ่งนัก ด้วยจิตเลื่อมใส มีความเคารพนับถือมาก ในพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้ตั้งปณิธานว่า ในอนาคตกาล ขอเป็นเช่นสาวกในตำแหน่งนั้นของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล

พระปทุมุตระพุทธเจ้า ทรงพยากรณ์ท่านว่า ด้วยการถวายผ้านี้ ท่านจักเป็นผู้มีผิวพรรณดังทองคำ จักได้เป็นพระอนุชาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ท่านจะเป็นผู้มีราคะอันกล้า มีปกติสุขประกอบด้วยความกำหนัดในกาม เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าจะทรงตักเตือน แต่นั้นก็จักบวช ครั้นบวชในพระศาสนาของพระโคดมนั้นแล้ว จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง ไม่มีอาสวะ และจะนิพพาน

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"บุพกรรมในสมัยระหว่างพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี"

ครั้นในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่าอัตถทัสสี เกิดเป็น "เต่าใหญ่" ในแม่น้ำชื่อว่า วินดา วันหนึ่งเห็นพระศาสดา ประทับยืนอยู่ที่ริมฝั่ง เพื่อจะข้ามฝั่งน้ำ มีความประสงค์จะยังพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ข้ามด้วยตนเอง จึงหมอบลงแทบบาทมูลของพระศาสดา พระศาสดาทรงเล็งดูอัธยาศัยของมัน แล้วเสด็จประทับขึ้นสู่หลัง มันร่าเริงยินดี แล้วว่ายตัดกระแสน้ำไปโดยเร็ว ยังพระศาสดาให้ถึงฝั่งอย่างฉับพลัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุโมทนา ตรัสบอกกุศลที่จะเกิดแก่มันแล้วเสด็จหลีกไป

ต่อแต่นั้น ก็ท่องเที่ยวตายเกิดไปในภูมิเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ในกัปที่ ๑๐,๐๐๐ ในกาลก่อนแต่กัปนี้ไป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๔ วาระ มีพระนามเดียวตลอดว่า เจละ

ก็ภายหลังล่วงไปได้ ๖ ล้านกัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง พระนามว่า อุปเจละ เหมือนกันทุกครั้ง ในกัปหนึ่งๆ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทุก ๆ ๔ ชาติ

ในกัปที่ ๕,๐๐๐ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ ครั้ง พระนามว่าเจละ ทุกครั้งอีก เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ ได้เป็นใหญ่เป็นประธาน ในทวีปทั้ง ๔ ทุกทวีป คือ ชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป และปุพพวิเทหทวีป

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"ชาติกำเนิดสมัยพุทธกาล"

ในพุทธกาลนี้ ท่านได้บังเกิดในพระครรภ์ของพระนางมหาปชาบดีโคตมี ผู้ทรงเป็นพระกนิษฐภคินี (น้องสาว) ของพระนางสิริมหามายา (พระพุทธมารดา) โดยเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ในพระนครกบิลพัสดุ์ ทรงมีพระน้องนางพระนามว่าเจ้าหญิงนันทา (ซึ่งต่อมาทรงบรรพชาเป็นภิกษุณี และพระบรมศาสดาทรงสถาปนาพระนันทาเถรี ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศกว่าพวกภิกษุณี สาวิกา ผู้ยินดีในฌาน) ในวันขนานพระนามพระกุมาร พระประยูรญาติได้ขนานพระนามว่า นันทะ ดังนี้ ก็เพราะทรงทำให้หมู่พระญาติเกิดความยินดีเมื่อทรงมีพระประสูติกาล เพราะท่านประกอบด้วยลักษณะแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ ครั้นเมื่อเติบใหญ่ขึ้นทรงเป็น กุลบุตรที่มีพระรูปงาม แข็งแรง สมบูรณ์ด้วยกำลัง เป็นผู้มากด้วยราคะจริต

พระนันทเถรศากยะ ออกผนวชด้วยความจำใจ เพราะมีความเกรงใจต่อพระพุทธเจ้าที่ชวนท่านออกผนวชในวันที่ท่านจะอภิเษกสมรสกับนางชนบทกัลยาณี ทำให้ในช่วงแรกที่ท่านออกผนวช ท่านไม่ได้มีความตั้งใจในการปฏิบัติธรรมเลยเพราะความกระสันใคร่จะลาผนวช แต่หลังจากท่านได้สติแล้วจึงได้ตั้งใจบำเพ็ญเพียรจนบรรลุพระอรหันต์ได้ในที่สุด โดยหลังบรรลุธรรมแล้วท่านกลับกลายเป็นผู้ที่มีความสำรวมระวังอินทรีย์เป็นอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องท่านให้เป็นพระเอตทัคคะผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในด้าน ผู้ทรงอินทรีย์สังวร

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"ออกผนวชเพราะเกรงใจ"

เมื่อพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้แล้วเสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ที่นิโครธาราม ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด พระราชบิดา และพระนางปชาบดีโคตมี พระน้านาง ประกาศสุจริตธรรม เพื่อให้เกิดความเชื่อ ความเลื่อมใส

วันหนึ่ง ได้มีการอาวาหมังคลาภิเษก ระหว่างนันทกุมาร และพระนางชนบทกัลยาณี เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปเสวยที่พระตำหนัก ของนันทกุมารเสร็จแล้ว ทรงส่งบาตรให้นันทกุมารถือไว้ แล้วตรัสประทานพร เพื่อเป็นมงคลแล้วเสด็จกลับ ส่วนนันทกุมารใน ขณะถือบาตรตามเสด็จไปพลางนึกรำพึงในใจว่า ถ้าพระองค์ทรงรับบาตรในที่แห่งใดก็จะรีบกลับมา แต่ก็ไม่สามารถ จะทูลเตือน พระพุทธองค์ได้ เพราะมีความเคารพในพระองค์ ส่วนพระนางชนบทกัลยาณีที่เตรียมจะเป็นเทวีของนันทกุมาร ได้เห็นอาการอย่างนั้น จึงร้องสั่งว่า "ขอพระลูกเจ้าจงรีบเสด็จกลับมา"

ครั้นพระบรมศาสดาเสด็จถึงที่ประทับแล้ว จึงตรัสถามนันทกุมารว่า "นันทะ เธอจักบวชหรือ?" แม้นันทกุมารไม่สมัครใจจะบวช แต่ก็ไม่สามารถขัดพระหฤทัยได้ เพราะมีความเคารพมาก จึงทูลยอมรับด้วยความจำใจว่า จะบวช ครั้นบวชแล้วหวนระลึ่กถึงแต่คำพูดที่นางชนบทกัลยาณีร้องรับสั่งไว้อยู่เสมอ มีความกระสัน ไม่มีความผาสุกในอันที่จะประพฤติ พรหมจรรย์ต่อไป คิดจะสึกออกมา พระบรมศาสดาทรงทราบเรื่องจึงได้พาเที่ยวจาริกไปในที่ต่างๆ เพื่อให้พระนันทะได้พบเห็น หญิงสาวที่มีรูปร่างสวยงามกว่านางชนบทกัลยาณีนั้น แล้วละความรักในรูปของนางชนบทกัลยาณีเสีย และมุ่งหมายอยากได้ รูปหญิงสาวที่สวยงามยิ่งกว่านั้นต่อไป ในที่สุดพระบรมศาสดาต้องเป็นผู้รับประกันว่า ถ้าพระนันทะตั้งใจจะประพฤติพรหมจรรย์แล้ว พระองค์ทรงรับรองที่จะหาหญิงสาวที่สวยๆ งามๆ ให้ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"การบรรลุธรรม"

พระนันทะก็ตั้งใจประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อจะได้หญิงสาวที่สวยๆ งามๆ จนเรื่องนั้นแผ่กระจายไปทั่วพวกภิกษุก็พากันล้อเลียนท่านว่า พระนันทะเป็นลูกจ้าง พระนันทะเกิดความละอายหลีก ไปอยู่แต่เพียงผู้เดียว เกิดความดำริขึ้นในใจว่า "ความรักไม่มีที่สิ้นสุด" เกิดความสลดใจจนบรรเทาความรักเสียได้ เป็นผู้ไม่ประมาท ตั้งใจบำเพ็ญความเพียรจนได้บรรลุพระอรหัตตผล เมื่อพระนันทะได้บรรลุพระอรหัตตผลแล้ว ปรากฎว่าท่านเป็นผู้ที่สำรวมระวังอินทรีย์ ด้วยเหตุนี้จึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างสำรวมระวังอินทรีย์ ๖ ไม่ให้เกิดความยินดียินร้ายด้วยอำนาจของโลกธรรม และเป็นผู้มีความ เกื้อกูลในปฏิภาณ ต่อมาท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

"ตรัสสอนพระพุทธพจน์"

“ภิกษุทั้งหลาย ในวันที่แล้วๆ มา อัตภาพของนันทะได้เป็นเช่นกับเรือนที่เขามุงไม่ดี แต่บัดนี้เป็นเช่นกับเรือนที่เขามุงดีแล้ว เพราะว่านันทะนี้ จำเดิมแต่กาลที่ตนเห็นนางเทพอัปสรแล้ว พยายามเพื่อบรรลุที่สุดแห่งกิจของบรรพชิตอยู่ ได้บรรลุกิจนั้นแล้ว” ได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า:-

ยถา อคารํ ทุจฉนนํ วุฏฐี สมติวิชฌติ

เอวํ อภาวิตํ จิตตํ ราโค สมติวิชฌติ

ยถา อคารํ สุจฉนนํ วุฏฐี น สมติวิชฌติ

เอวํ สุภาวิตํ จิตตํ ราโค น สมติวิชฌติ

“ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ฉันใด

ราคะย่อมเสียดแทงจิตที่ไม่ได้อบรมแล้วได้ฉันนั้น

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ฉันใด

ราคะก็ย่อมเสียดแทงจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ฉันนั้น”

ในกาลจบคาถา ชนเป็นอันมากได้บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น เทศนาได้สำเร็จประโยชน์แก่มหาชน

- - - - - - - - - - - - - - - - - -

อ้างอิง : หนังสือ "เอตทัคคะ ในพระพุทธศาสนา" โดยพระครูกัลยาณสิทธิวัฒน์ (สมาน พรหมอยู่ / กัลยาณธัมโม)

เว็บไซต์ : Dhammathai; Wikipedia; Dharma-Gateway.

Cr. รูปภาพจากอินเทอร์เน็ต

แนะนำศึกษาเพิ่มเติม :

(๑) พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท นันทสูตร

(๒) สังคามาวจรชาดก

...

ธรรมะรักษา วิปัสสนาคุ้มครองค่ะ

อจ.พิณจ์ทอง แมนสุมิตร์ชัย (ฉัตรนะรัชต์)

ขอน้อมอุทิศถวายบุญกุศลเป็นพระราชกุศลแด่

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ