แพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี
เมื่อสมเด็จย่าเสด็จประพาสหัวเมืองเยี่ยมพสกนิกร และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารในท้องถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ นับแต่ พ.ศ. 2507 เป็นต้นมา ทำให้พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นความทุกขเวทนาของราษฎรตามสถานที่เหล่านั้นยามเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยพระองค์เอง ทรงพบว่าราษฎรส่วนใหญ่มักเจ็บป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร โรคพยาธิ โรคผิวหนัง ไข้ป่า ซึ่งเป็นโรคพื้นฐานทั่วไป แต่มักเสียชีวิตเพราะไม่มีบริการทางการแพทย์ในถิ่นทุรกันดาร
ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2512 สมเด็จย่าจึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งหน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ในพระองค์ขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นแห่งแรก พระราชทานนามว่า “แพทย์อาสาสมเด็จพระราชชนนี” มีอักษรย่อว่า พอ.สว. หน่วยแพทย์อาสาเคลื่อนที่ พอ.สว. นี้ประกอบด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและสมาชิกสมทบอีกคณะหนึ่ง ซึ่งล้วนเป็นอาสาสมัครที่ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนเป็นเบี้ยเลี้ยงหรือเงินเดือน เดินทางไปปฏิบัติงานในถิ่นทุรกันดารในวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ โดยรถยนต์ เรือหรือเฮลิคอปเตอร์ เป็นการประจำ เพื่อตรวจรักษาราษฎรที่เจ็บไข้ได้ป่วยและแนะนำให้ความรู้เรื่องการอยู่อย่างถูกสุขลักษณะแก่ประชาชนทั่วไป
สมเด็จย่าทรงรับพระราชทานภาระในด้านหยูกยา เครื่องใช้ ตลอดจนพาหนะสำหรับใช้ในการเดินทาง และยังพระราชทานเงินเป็นค่าอาหารกลางวันสำหรับคณะที่เดินทางไปปฏิบัติงานทุกคน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลทุกอย่าง
สมเด็จย่าทรงเอาพระทัยใส่ติดตามการปฏิบัติงานของพอ.สว. อย่างใกล้ชิด พระราชทานคำแนะนำ พระราชวินิจฉัยในการปฏิบัติงานแก่แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทำให้สามารถแก้ปัญหาและสร้างเสริมขวัญและกำลังใจแก่บรรดาผู้ปฏิบัติหน้าที่อยู่เป็นนิจ คราวใดที่เสด็จเยี่ยมราษฎรทอดพระเนตรการปฏิบัติงานของหน่วยแพทย์อาสา พอ.สว. ก็จะช่วยนับยาจ่ายยาและพระราชทานคำแนะนำแก่ผู้ป่วยด้วยพระองค์เอง หากทรงพบผู้เจ็บไข้เกินกำลังแพทย์อาสาบำบัด ก็จะโปรดเกล้าฯ ให้ส่งไปรับการรักษาในโรงพยาบาล และทรงรับไว้เป็นพระราชานุเคราะห์จำนวนมาก
ต่อมา ใน พ.ศ. 2516 สมเด็จย่าได้ทรงเริ่มทดลองให้วิทยุรับ – ส่ง ให้แพทย์ใช้ติดต่อกับคนไข้โดยตรงตามสถานีอนามัยที่อยู่ห่างไกล เพื่อปรึกษาโรคและนำการรักษาตามแนวปฏิบัติของ The Royal Flying Doctor of Australia ซึ่งรัฐบาลออสเตรเลียได้สนับสนุนให้ทุนแก่นายแพทย์มณเฑียร บุนนาค เดินทางไปดูงานเมื่อ พ.ศ. 2515 เมื่อทรงเห็นว่าจะเป็นงานที่สามารถอำนวยประโยชน์แก่ผู้ที่อยู่ห่างไกลในชนบทได้ และเป็นการติดต่อกันได้ทุกวันทุกเวลาเมื่อมีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น การตรวจรักษาทางวิทยุ ประกอบด้วยสถานีแพทย์ทางอากาศ 2 ระดับ คือ สถานีโรงพยาบาล และ สถานีรักษา ส่วนใหญ่ใช้สถานีอนามัยชั้น 2 ที่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล อยู่ในเขตกันดารที่การคมนาคมไม่สะดวก สถานีโรงพยาบาลและสถานีรักษาจะติดต่อสื่อสารกันทางวิทยุให้แพทย์ติดต่อกับคนไข้ที่อยู่ห่างไกลได้โดยตรง เพื่อปรึกษาโรคและแนะนำการรักษา เรียกว่า “แพทย์อาสาฯ ทางอากาศ”
ด้วยพระราชดำริในข้อนี้ ทำให้สามารถสื่อสารติดต่อรับส่งข่าวสารติดต่อรับส่งข่าวสารด้านการบริการสาธารณสุขได้ดียิ่ง งานธุรการและการส่งกำลังบำรุงเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพิ่มพูนประสิทธิภาพของงานสาธารณสุขอย่างเห็นได้ชันเจน ปัจจุบันหน่วยแพทย์อาสาฯ ทางอากาศมีสถานีวิทยุรวม 446 สถานี เป็นสถานีโรงพยาบาล 130 สถานี สถานีรถพยาบาล 56 สถานี สถานีรักษา 235 สถานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 25 สถานี สถานีสนับสนุน 5 – 11 สถานี ระบบการสื่อสารทางวิทยุ พอ.สว. ใช้วิทยุความถี่ VHF/FM และมีระบบเชื่อมโยงโดยใช้เครื่องถ่ายทอดสัญญาณและตัวเชื่อมเข้ากับโทรคมนาคม มีพื้นที่ปฏิบัติการส่วนภูมิภาค 25 จังหวัด สถานีทำการส่วนกลางคือ สำนักงานกลาง พอ.สว. วังสระปทุม ได้ปฏิบัติการปรึกษาโรคและแนะนำการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยไปแล้วกว่าล้านคน
ใน พ.ศ. 2517 สมเด็จย่าโปรดเกล้าฯ พระราชทานทุนเริ่มแรก 1 ล้านบาท จดทะเบียนหน่วยแพทย์อาสาเป็น “มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี” เพื่อให้การดำเนินงานของ พอ.สว. มีรากฐานมั่นคง และสามารถดำเนินการไปได้อย่างต่อเนื่อง ทรงเป็นนายิกากิตติมศักดิ์ด้วยพระองค์เอง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการบริหาร นายแพทย์มณเฑียร บุนนาค เป็นเลขาธิการ ต่อมา พ.ศ. 2528 ได้มีการแก้ไขตราสารมูลนิธิขึ้นใหม่ กำหนดวัตถุประสงค์หลักของตราสาร คือ จัดหาและส่งเสริมให้มีแพทย์และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ปฏิบัติงานช่วยเหลือให้การรักษา ป้องกัน ส่งเสริม และฟื้นฟูสุขภาพอนามัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกลทางคมนาคม ตลอดจนจัดให้มีการรักษาพยาบาลผู้ป่วยในท้องถิ่นทุรกันดาร โดยการสั่งการรักษาทางเครื่องมือสื่อสาร ทั้งนี้ ได้มีการปรับปรุงการบริหารภายในสำนักงานมูลนิธิ พอ.สว. โดยมีศาสตราจารย์ นายแพทย์อุดม โปษะกฤษณะ เป็นเลขาธิการมูลนิธิ
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงนิพนธ์ถึงหน่วยแพทย์อาสาสมเด็จย่า หรือ พอ.สว. ที่เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ จนได้ตั้งเป็นมูลนิธิ มีหน่วยรักษาทางวิทยุและได้ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ไว้ใน คำปรารภ หนังสือ สมเด็จย่าของปวงชน ลงวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2533 ว่า “มูลนิธิ พอ.สว. นี้ เป็นเสมือนเด็กที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ ทรงวางแผนด้วยพระองค์เองตลอด บางครั้งก็ทรงดีพระทัยเมื่อผลงานออกมาดี บางครั้งก็ทรงเป็นห่วง เมื่ออนาคตยังมองไม่เห็นชัด บัดนี้ พอ.สว. ก็บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่แม่ทุกคน ถึงแม้ว่าลูกจะเติบโตเพียงใดก็ตาม จะมีความผูกพันห่วงใยอยู่ตลอดไป เช่นเดียวกับสมเด็จย่าก็ทรงมีความผูกพันห่วงใยมูลนิธิ พอ.สว. อยู่เสมอไป”
เมื่อสมเด็จย่าโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง มูลนิธิขาเทียม ขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2535 โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุน 500,000 บาท และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์พระราชทานสมทบอีก 750,000 บาท โดยทรงรับเป็นองค์ประธาน มูลนิธิได้จัดทำขาเทียมให้แก่ผู้พิการขาขาดไปแล้ว 2,560 คน ใน 26 จังหวัด ทำให้ผู้พิการสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัวได้