803. Appreciative Inquiry 2017 (ตอน 2)

หลักทรงงาน

คำถามดีๆ และการเชิญชวนคนมาร่วมค้นหาคำตอบ นำมาสู่การค้นพบคำตอบดีๆ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวผู้นั้นหรือองค์กรนั่นเอง

เท่าที่เห็นมาในประเทศไทย บริษัทดังแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่ค่อยทำอะไรแนวนี้ ผมไม่ค่อยเจอที่ไหนขุดคุ้ยหาเรื่องดรๆ ของตัวเองมาคิดค้นแก้ปัญหา กลายเป็นองค์กรต้องลงทุนมากมาย จ้างที่ปรึกษามาหาคำตอบ มาจัด Training ให้ มาทำ Consutling ให้ แต่เสียงโอดครวญกลับดูเหมือนไม่เคยเงียบลง บริษัทยิ่งดัง เสียงโอดโอยยิ่งดัง

นอกจากข้างในไม่เงียบ ลูกค้า ประชาชนทั่วไปก็ดูจะมีเสียงโอดโอย จริงๆ แล้วควรจะเงียบลง คนไทยต้องเก่งขึ้น ประเทศไทยควรมี Innovation มากกว่านี้ แต่กลายว่า Innovation จำนวนมาก ไม่อยากพูดนะครับ กลายเป็นสร้างนวัตกรรมทำลายอาชีพแม่ค้าข้าวแกงที่ไม่มีวันสู้ใครได้ก็มี ไม่พอดูเหมือนเราจะเจอข่าวน่าประหวั่นพรั่นพรึงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา เด็กไทยเริ่มตกหล่นสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ Fintech จะทำการเงินแย่ ...ไปโน่น


ยิ่งทำยิ่งแย่ ยิ่งทำให้คนโอดโอยแปลกไหมครับ

ฤาว่ามีอะไรผิดปรกติไป

ผมไม่รู้จะเอาอะไรมาจับ นอกจากหลักการทรงงานของในหลวงที่ เพราะผมก็ชัดไม่เชื่อฝรั่ง ผมเป็นที่ปรึกษา วิทยากรบรรยายในหลายบริษัทที่มีชื่อเสียงมานับ ไม่ถ้วน และองค์กรพวกนี้ก็ใช้บริการหรือแนวคิดฝรั่งอย่างเข้มข้น แต่ก็ยังเกิดบรรยากาศแย่ๆ และเสียงโอดโอย ผมว่าคงพึ่งได้บางส่วน และคงต้องเอาหลักทรงงานของในหลวงมามองอย่างจริงจัง ในหลวงท่านมีหลักทรงงาน 23 ข้อ พออ่านดูเอาแค่ข้อแรกก็โดนแล้ว ลองดูนะครับ

“ข้อที่ 1 จะทำอะไรต้องศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ

อดีตทำอะไรมาบ้าง ทั้งเอกสาร สอบถามเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน เพื่อนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ เช่นงานยาเสพติด ต้องดู ข้อมูลให้ลึกซึ้ง ทำไมทำงานไม่สำเร็จ ต้องศึกษาข้อมูลต่าง ๆทั้งการพูดคุย การดูตัวเลข แต่อย่าให้ตัวเลขมาหลอกเราได้ผู้ยิ่งใหญ่เห็นแต่ภาพสวยหรู แท้ที่จริงเละตุ้มเป๊ะ แม้ทำไม่ได้มีปัญหาตัวเลข ก็สวยหรู เพราะมีการคาดโทษ ต้องยอมรับ ความจริงก่อน แล้วลงมือแก้ไข”

แค่นี้ก็สุดๆแล้ว เท่าที่ดูองค์กรจำนวนมาก ไม่ได้ทำอย่างที่ในหลวงตรัส ผมเห็นปรากฎการณ์นี้ชัดมากๆ ไม่หาข้อมูลหลากมิติเพียงพอ ไม่ได้พูดคุยกันมากพอ อดีตทำอะไรมาบ้าง สอบถามข้อมูลผู้มีส่วนได้เสีย เอาไปใช้ประโยชน์ ในหลวงท่านเน้นการถามอย่างมีส่วนร่วม ต้องการข้อมูลจริงๆ

เราดูเหมือนเก็บข้อมูลแบบไม่ลืมหูลืมตา ไม่สอบถามอย่างลึกซึ้ง และเก็บข้อมูลในด้านเดียว จำนวนมากจะเป็นข้อมูลที่เป็นปัญหา

ผมไม่อยากพูดแบบเหมาโหล เราดคนไทยดูเหมือนขาดทักษะการหาข้อมูลหาความรู้อย่างมากๆ โดยเฉพาะข้อมูลดีๆ ผมยกตัวอย่างล่าสุดบ่นเรื่องคะแนน PISA เราสู้ใครไม่ได้ แล้วตายแล้วเด็กไทยตกโลก บ่นจนสิ้นหวังหดหู่แต่ไม่มีใครไปค้นหาปรากฏการณ์ดีๆ มีที่ภาคใต้ครับ มีนักวิจัยท่านหนึ่งไปถามชาวบ้านเรื่องการศึกษา ชาวบ้านอยากได้อะไร ชาวบ้านบอกอยากให้ลูกหลานอ่านพระมหาคำภีร์อัลกุรอ่านเป็นเร็วๆ นักวิจัยคนนี้ก็ลองสอบถามว่าใครมีเทคนิดดีๆบ้าง ชาวบ้าน ครูก็พากันเสนอเทคนิดดีๆ ที่ตนเองมีประสบการณ์สอนมา เขาก็เอาเทคนิคจากชาวบ้านนั่นเองมาขยายผล ปรากฏผลมหัศจรรย์ เด็กๆสามารถอ่านพระมหาคำภีร์เป็นในสามปี จากเดิม 7 ปี มหัศจรรย์ไหมครับ คิดว่าถ้าเราไปถามฝรั่งมันจะได้อย่างนี้ไหมครับ นี่เทคนิคบ้านๆ เลย ตอนหลังเธอขยายไปในผู้ใหญ่ คราวนี้สามารถทำให้ผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือเลย อ่านพระมหาคำภีร์เป็นในสามปี นี่ครับแค่ข้อแรกของหลักทรงงาน หาข้อมูลดีๆกันเถอะครับ แล้วจะพบเทคนิคในองค์กร ในชุมชนตนเอง จะลดการพึ่งพาโลกภายนอก เกิดความภาคภูมิใจ ลดเสียงโอดครวญ

จริงไหมครับ


คุณล่ะคิดอย่างไร


บทความโดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์

MBA KKU/AI Thailand


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (0)