เที่ยวเขาใหญ่ : ดูนก ชมป่า (2)


เราโชคดีที่ได้เจอนกใหม่ๆ เพิ่มเติมจากเมื่อวานนี้ โดยเฉพาะไก่ฟ้าพญาลอ กะรางหัวหงอก กระเบื้องผา​

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2559

เมื่อวานดิฉันเดินเท้านับได้กว่า 10 กม. ตอนหัวค่ำต้องนวดขาทั้งสองข้างด้วยครีมน้ำมันไพลที่ลูกชายคนเล็กซื้อมาจากร้าน “ข้าวสามสี” ที่เราแวะทานอาหารกลางวันเมื่อวันที่ 18 หลังจากเข้านอนแล้วยังตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะปวดเมื่อยน่องทั้งสองข้าง ต้องใช้ครีมนวดอีกครั้ง ตื่นขึ้นมาตั้งแต่ตีสี่กว่า ลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัว ชงกาแฟดื่มก่อนใคร

ดิฉันกับหมอฝนออกไปดูนกตั้งแต่เช้ามืดก่อนที่อาหารเช้าจะมาส่ง หลายคนไปชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาเดียวดาย หลังอาหารเช้าลูกชายและพี่สาว รวมทั้งครอบครัวของลูกสาวได้ไปเที่ยวชมน้ำตกเหวนรก ดิฉันได้รู้ภายหลังว่าต้องเดินลงและขึ้นบันไดชันหลายขั้นมาก ผู้ใหญ่ยังเหนื่อย หลานชายตัวน้อยคนโตเก่งเหลือหลายที่เดินได้ตลอดรอดฝั่ง

ตอนเช้าระหว่างที่ดิฉันและหมอฝนขับรถลงจากเขาเขียว เราเห็นไก่ตัวใหญ่ตัวหนึ่งเดินอยู่ริมถนนฝั่งขวามือ หมอฝนรีบหยุดรถและดับเครื่อง ถ่ายภาพไก่ทั้งผ่านกระจกหน้ารถและผ่านหน้าต่างรถ ดิฉันนั่งอยู่ด้านซ้ายมือจึงได้แต่ภาพที่ถ่ายผ่านกระจกหน้ารถ เดิมเราคิดว่าเป็นไก่ป่าตัวเมียเหมือนที่เจอเมื่อวานเย็น แต่พอกลับกรุงเทพฯ แล้วค้นหนังสือดู ได้ข้อมูลว่าเป็นไก่ฟ้าพันธุ์ไทย ผู้รู้ให้ข้อมูลมาอีกว่าเธอคือไก่ฟ้าพญาลอ (Siamese Fireback) ตัวเมีย ไก่ฟ้าพญาลอคือนกที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติไทย เราโชคดีที่ได้เจอ (ลูกสาวและพี่สาวเล่าให้ฟังภายหลังว่าได้เจอไก่ฟ้าหลังสีขาวๆ ด้วย)



ไก่ฟ้าพญาลอ ตัวเมีย ภาพบนถ่ายผ่านกระจกหน้ารถจึงไม่ชัด (ภาพโดย พญ.สกาวเดือน นำแสงกุล)


ดิฉันและหมอฝนแวะดูนก ณ ที่ราบแห่งหนึ่ง เจอนกอีเสือหลังเทา (Grey-backed Shrike) และนกเด้าลมหลังเทา (Grey Wagtail) แต่ถ่ายภาพได้ไม่ชัดเพราะเขาเดินเร็วตลอด หยุดทำท่าขยับก้นขึ้นๆ ลงๆ เป็นพักๆ น่ารักดี หมอฝนเดินออกมาริมถนน ได้ยินเสียงนกกะรางหัวหงอก (White-crested Laughingthrush) หลายตัวส่งเสียงร้องดังเซ็งแซ่อยู่ในพงไม้ กระโดดและโผไปตามกิ่งไม้อย่างรวดเร็ว ถ่ายภาพได้ไม่ชัดและไม่เต็มตัว เรานั่งกับพื้นอยู่ริมถนนรอเขาออกมาอีกครั้ง แต่โชคไม่ดีเพราะมีคนขับรถมอเตอร์ไซด์ผ่านมาหลายคัน พวกเขาเลยถอยเข้าไปในพงไม้ลึกๆ

เราเดินทางต่อเพื่อไปดูนกตรงบริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หลังจากจอดรถไว้ในที่จอดรถแล้วก็เดินไปริมคลองเล็กๆ น่าจะเป็นลำคลองที่กั้นเขตจังหวัดนครนายกและนครราชสีมา มีสะพานและมีป้ายที่ลูกศรชี้สองทิศ ทิศหนึ่งไปปากช่อง อีกทิศไปนครนายก ที่บริเวณสะพานนี้ได้เห็นนกยางกรอก นกปรอดเหลืองหัวจุก ดิฉันได้ภาพนกสีน้ำตาลที่มีลายเหมือนเกล็ดที่หน้าอก ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าชื่อนกอะไร มาค้นหนังสือทีหลังก็ยังไม่เจอ จึงส่งรูปไปถามอาจารย์ต่าย ผศ.ดร.ปิยะพงค์ โชติพันธุ์ จึงรู้ว่าเป็นนกกระเบื้องผา (Blue Rock Thrush) ตัวเมีย



กระเบื้องผา ตัวเมีย


เราได้ยินเสียงนกกะรางหัวหงอกอีกแล้ว เห็นเขา 4 ตัวส่งเสียงอยู่บนยอดไม้ใกล้ที่จอดรถ ต้องแหงนมองจนคอตั้ง สักพักพวกเขาก็บินไปยังแนวไม้คนละฝั่งคลอง เราเฝ้ารออยู่บนสะพานข้ามคลอง เห็นเขาสองตัวบินมาเกาะกิ่งไม้ใกล้ๆ อยู่คู่กันแต่ถ่ายภาพไม่ทัน เสียดายจริงๆ ยังดีที่เขาพากันบินมายังต้นไม้ใหญ่อีกด้าน เราจึงถ่ายภาพเขาไว้ได้สองตัวก่อนที่พวกเขาจะพากันบินจากไปไกล



กะรางหัวหงอก


เราเดินผ่านที่จอดรถเจอนกขมิ้นท้ายทอยดำ (Black-naped Oriole) อยู่บนต้นไม้ เจอนกเด้าลมหลังเทาตัวหนึ่งแถวริมคลอง คราวนี้สามารถถ่ายรูปและ VDO เขาได้เพราะอยู่ในระยะใกล้และเขาอยู่กับที่นานหน่อย



เด้าลมหลังเทา


ต่อจากนั้นเราไปนั่งริมคลองเจอนกโพระดกหูเขียวอยู่ที่ต้นไม้ที่ตายแล้ว ได้ยินเสียงนกร้องดังแปลกๆ หมอฝนใช้กล้องสองตาส่องดูบอกว่าเจอนกสาลิกาเขียว (Green Magpie) ตัวเขียวปากแดงเชียว แต่ดิฉันมองหาไม่เห็น

เราเดินเข้าไปในบริเวณที่มีต้นสาบเสือเยอะริมคลอง เพื่อมองหานกต่างๆ สักพักใหญ่ดิฉันรู้สึกคันๆ เหมือนยุงกัดขาจึงชวนหมอฝนออก เมื่อเกาที่ขาก็พบว่ามีทากเกาะติดมือออกมา เปิดขากางเกงพบทากหลายตัวจึงส่งเสียงร้องและกระโดด หมอฝนมาช่วยจับเอาทากออกแล้วบอกว่าเขาก็แค่มากินอาหารเท่านั้น ไม่มีอะไร เมื่อเดินไปนั่งเก้าอี้ไม้ใกล้ๆ จึงรู้ตัวว่าแว่นตาสำหรับมองไกลที่คล้องไว้ที่คอเสื้อหายไป คิดว่าคงจะตกตรงบริเวณที่กระโดดโลดเต้น แต่เดินหาก็ไม่เจอ ยอมบุกเข้าไปริมคลองถึงสองรอบ ได้ทากติดมาหลายตัวกินเลือดดิฉันจนตัวพอง เกาะขึ้นไปกินเลือดเกือบถึงเข่า ส่วนที่ไต่ขากางเกงก็ไปสูงเกือบถึงก้น ทากตัวเล็กนี่ร้ายจริงๆ

หมอฝนและทหารหนุ่มคนหนึ่งช่วยกันค้นหาแว่นตาของดิฉันหลายรอบก็ไม่เจอ ดิฉันเดินย้อนทางที่เดินผ่านมาทั้งหมดในแถบย่านนี้ก็ไม่พบ สรุปแว่นตามองไกลหาย ยังดีที่ใช้แว่นราคาไม่แพง และแว่นตาที่ใส่เวลาทำงานยังอยู่ จึงยังไม่เดือดร้อนมาก

เราเดินแถวนั้นต่ออีกพักหนึ่งแล้วจึงออกเดินทางกลับขึ้นที่พักบนเขาเขียว ระหว่างทางหมอฝนบอกให้มองข้างทางเอาไว้ด้วย เผื่อจะเจอนกหรือสัตว์อื่น หมอฝนตาไวมองเห็นนกเกาะอยู่ที่ต้นไม้ที่ตายแล้วตรงบริเวณที่เราเคยมาดูเมื่อเช้าวาน จึงจอดรถ เราลงไปดูพบนกสองตัวบินจากไปที่ต้นไม้ใกล้ๆ นั่งคอยสักพัก นกตัวหนึ่งก็บินกลับมาเกาะที่ต้นไม้เดิม

เขาเป็นนกตัวเล็กๆ อกมีลาย สีฟ้าๆ ปนน้ำตาลแดง ตอนแรกนึกว่าเป็นนกหัวขวานขนาดเล็ก แต่ก็ไม่เห็นเขาเจาะไม้ แถมยังยืนหันหน้าออกด้านนอกตลอด เขายืนแบบนั้นอยู่เป็นนานแล้วจึงขึ้นไปยืนบนปลายท่อนไม้ ก่อนจะหันข้างให้เห็นทั้งตัว ลำตัวของเขาเพรียวไม่เหมือนนกหัวขวาน เขายืนแป๊ปเดียวก็บินขึ้นไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ไม่ไกลจากที่เรายืนอยู่ ช่วงบ่ายเราค้นคู่มือดูนกหลายตลบและเจอว่าเขาคือกระเบื้องผา (Blue Rock Thrush) ตัวผู้




กระเบื้องผา ตัวผู้


ไม่ไกลจากต้นไม้ที่เราเจอกระเบื้องผา หมอฝนมองเห็นนกบั้งรอกใหญ่ (Green-billed Malkoha) กำลังแผ่ปีกไซร้ขน เหมือนกำลังอาบแดด ท่าทางสวยงามซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน




บั้งรอกใหญ่


เราโชคดีที่ได้เจอนกใหม่ๆ เพิ่มเติมจากเมื่อวานนี้ โดยเฉพาะไก่ฟ้าพญาลอ กะรางหัวหงอก กระเบื้องผา

ลูกสาวโทรศัพท์มาตามและบอกว่าคนอื่นๆ เขาเก็บของเตรียมตัวจะเดินทางกลับกันแล้ว ให้เรารีบกลับขึ้นบ้านพักเสียที ณ เวลานั้นเลยรู้ว่าสมาชิกที่ไม่ดูนกเขาคงเบื่อที่จะคอยพวกดูนกที่เพลิดเพลินจนไม่รู้เวลา เรากลับขึ้นไปที่บ้านพัก สรุปว่าน้องปอนด์กับเพื่อนจะเดินทางกลับ กลุ่มของลูกสาวก็จะกลับโดยใช้เส้นทางปราจีน-นครนายก ลูกชายคนเล็กและพี่สาวของดิฉันเห็นคนโน้นคนนี้พากันกลับจึงเปลี่ยนใจจากที่ตกลงกันไว้ว่าจะกลับวันที่ 21 เป็นจะกลับวันนี้ด้วย (เพราะบ้านพักไม่ชวนให้พักอยู่นาน) สรุปสามชุดสุดท้ายที่จะกลับบ่ายนี้คือหมอฝน คุณแอน และชุดของดิฉัน

เนื่องจากวันนี้เราสั่งอาหารเย็นเอาไว้แล้วจึงโทรศัพท์ให้เขาทำอาหารเร็วขึ้นและให้เอามาเสริฟได้เลย ระหว่างที่รออยู่นั้นก็มีฝนตกลงมา ได้บรรยากาศอีกแบบ หมอฝนกับคุณแอนเลยนอนพักรอให้ฝนหยุดตกเสียก่อนแล้วจึงออกเดินทาง

หลังทานอาหารมื้อบ่ายเสร็จดิฉันก็เดินทางออกจากที่พัก ลงเขาทางด้านปากช่อง เราแวะที่ไร่สุวรรณ แต่ข้าวโพดและน้ำข้าวโพดหมดแล้ว จึงไม่ได้ซื้ออะไร การเดินทางราบรื่นจนกระทั่งสักพักเมื่อเริ่มลงเนินเขาพบว่ารถติดมากจนในที่สุดก็จอดสนิททุกช่องทาง มีข้อมูลว่าเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกไม้พลิกคว่ำ มีไม้หล่น ทำให้มีรถเสียหายหลายคัน ปิดช่องทางการจราจรทั้งหมด เราต้องรออยู่นานเกือบสองชั่วโมงกว่ารถจะเคลื่อนตัวได้ เมื่อผ่านที่เกิดเหตุเห็นรถยกกำลังเคลื่อนย้ายรถหลายคันที่เสียหาย ผ่านพ้นบริเวณนี้ไปแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร เราเดินทางต่อถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

จบทัวร์เขาใหญ่


วัลลา ตันตโยทัย

บันทึกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2559

หมายเลขบันทึก: 619533เขียนเมื่อ 1 ธันวาคม 2016 22:29 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 ธันวาคม 2016 22:31 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลงจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี