​หนึ่งใจให้ธรรมะ (สโมสรนิสิตคณะสาธารณสุขศาสตร์)

อีกหนึ่งความสำเร็จเล็กๆ ของการขับเคลื่อนโครงการคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ในมิติการกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ด้วยการคิดริเริ่มที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตประจำวันของนิสิต เช่นเดียวกับการเชื่อมประสานให้เกิดเส้นทางการเรียนรู้เรื่องคุณธรรมจากมหาวิทยาลัยไปยังชุมชน (วัด) และเชื่อมโยงจากชุมชน (วัด) กลับเข้าสู่มหาวิทยาลัยอย่างเบ็ดเสร็จ

โครงการ “หนึ่งใจให้ธรรมะ สร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม” โดยสโมสรนิสิตคณะสาธารณสุขศาสตร์ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สื่อให้เห็นถึงการทำงานในมิติการทบทวนอดีตแล้วนำมาสู่การสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ โดยเริ่มจากกิจกรรมใกล้ตัวเป็นหัวใจหลัก




เดิมกิจกรรมบ่มเพาะเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในสังกัดสโมสรนิสิตคณะสาธารณสุขศาสตร์ จะเน้นกิจกรรมอบรมและปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ หรือไม่ก็จัดกิจกรรมกึ่งการบริการวิชาการแก่สังคมโดยมีชุมชนเป็นฐานปฏิบัติการในแบบ “เรียนรู้คู่บริการ

ต่อเมื่อคณะกรรมการบริการสโมสรนิสิตคณะสาธารณสุขศาสตร์ (ปี 2558) ได้ทบทวนถึงแนวทางและผลลัพธ์ย้อนหลัง จึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะจัดกิจกรรมขึ้นในมหาวิทยาลัยและผูกโยงกิจกรรมไปสู่ “วัด” ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัยและออกแบบกิจกรรมให้ได้ลงมือปฏิบัติอย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น




โครงการดังกล่าวประกอบด้วยกิจกรรมที่จัดขึ้นภายในคณะต้นสังกัด เช่น การฟังบรรยายธรรมะจากพระวิทยากร การทำบุญตักบาตร การบำเพ็ญประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมบริเวณตึกเรียนและลานพระบิดา การฝึกสมาธิและเดินจงกลมร่วมกับสถาบันพลังจิตตานุภาพ รวมถึงกิจกรรมที่วัดป่ากู่แก้ว เช่น การทำความสะอาดบริเวณวัดและการปลูกต้นไม้

จากกิจกรรมข้างต้นทำให้เห็นกระบวนการของการพัฒนานิสิตผ่านกลไกหลักธรรมที่สัมพันธ์ระหว่างฐานกายและฐานใจ กล่าวคือ...

  • มีกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะทั้งภายในและนอกมหาวิทยาลัยฯ เพื่อบ่มเพาะเรื่องการเสียสละแรงกายผ่านการทำประโยชน์ต่อสังคมในด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้นว่า ทำความสะอาด ปรับภูมิทัศน์ ปลูกต้นไม้
  • ตลอดจนกิจกรรมอันเป็นฐานใจที่ขับเคลื่อนผ่านกลไกธรรมะอย่างชัดแจ้ง เริ่มตั้งแต่การทำบุญตักบาตร ฟังบรรยายธรรมะ ฝึกสมาธิและเดินจงกลม โดยมี “สถาบันจิตตานุภาพ” เข้ามาช่วยวางรากฐานกระบวนการการสร้างปัญญาจากการมีสติ
  • ขณะที่การบรรยายธรรมะก็พุ่งไปสู่ประเด็น “ธรรมะกับการเรียน” เพื่อให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงในชีวิตของนิสิตและสัมพันธ์กับแนวคิดในทำนอง “การรับผิดชอบต่อหน้าที่คือการปฏิบัติธรรม”





ทั้งนี้ต้องยอมรับว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด จากที่เคยนำนิสิตไปอบรมและปฏิบัติธรรม 1 คืน รวมถึงการเคลื่อนตัวออกไปจัดกิจกรรมเรียนรู้คู่บริการในชุมชนก็หวนกลับมาปักหมุดเริ่มต้นใหม่ภายในรั้วมหาวิทยาลัย พร้อมๆ กับการขีดเส้นทางสายธรรมะจากมหาวิทยาลัยไปยังวัดที่อยู่ใกล้ๆ กับมหาวิทยาลัย

กรณีเช่นนี้คืออีกหนึ่งนิยามของการ “ริเริ่ม” เป็นการริเริ่มเพื่อวางรากฐานกิจกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมด้วยการหยิบยกเอาประเด็นใกล้ตัวและสถานที่ใกล้ตัวมาเป็นโจทย์ในการสร้างการเรียนรู้เพื่อพัฒนานิสิต ซึ่งน่าจะส่งผลดีกว่าการขับเคลื่อนในแบบเดิมๆ เพราะสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียเวลาไปกับการเดินทางอันแสนไกล แถมยังเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นในลักษณะ “ตูมเดียว-วันเดียว” และจำกัดด้วยจำนวนคนที่จะเข้าร่วม เพราะเกี่ยวโยงกับเรื่องงบประมาณที่ต้องใช้ไปกับการเดินทางและอื่นๆ อีกจิปาถะ





การคิดริเริ่มเช่นนี้คือกระจกที่สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่เพียรพยายามจะยกระดับกิจกรรมคุณธรรมจริยธรรมให้สัมพันธ์กับวิถีชีวิตประจำวันของนิสิตและยึดโยงสู่การเรียนรู้บริบทชุมชนของนิสิตเป็นหัวใจหลัก เช่น การเรียนรู้ผ่านสถานที่สำคัญๆ ในคณะที่ประกอบด้วยตึกเรียนและลานพระบิดา

หรือกระทั่งการวางระบบสู่ลานหอพระที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง เชื่อเหลือเกินว่าเมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จย่อมกลายเป็นฐานการเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ไปโดยปริยาย เช่นเดียวกับการออกแบบกิจกรรมเชื่อมโยงระหว่างมหาวิทยาลัยกับวัดใกล้ๆ ก็เป็นการคิดริเริ่มให้เกิดเส้นทางสายธรรมะในชีวิตประจำวันอย่างจริงๆ จังๆ คล้ายการจำลองจากชีวิตจริงระหว่าง “บ้านกับวัด” นั่นเอง




การกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงหรือริเริ่มใหม่เช่นนี้คือกระบวนการของการทบทวนอดีตเพื่อปรับแต่งบนความเป็นปัจจุบันสู่การวางรากฐานของอนาคตที่สัมพันธ์กับหลักธรรมที่นำมาใช้ คือ

  • ทิฏฐธัมมิกัตถะ (ประโยชน์ในปัจจุบัน)
  • สัมปรายิกัตถะ (ประโยชน์ภายหน้า)
  • ปรมัตถะ (ประโยชน์นิพพาน)





เช่นเดียวกับกิจกรรมเชิงสาธารณะประโยชน์ที่จัดขึ้นทั้งต่อมหาวิทยาลัยและวัดต่างล้วนถูกออกแบบบนฐานคิดของการน้อมนำพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้จริง ดังว่า “คุณธรรมของคน ประการแรก คือ ความซื่อสัตย์ ประการที่สอง คือการรู้จักข่มใจตนเองให้ประพฤติปฏิบัติล่วงความคามสัตย์ความดีนั้น ประการที่สาม คือการรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริตและรู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม”




นี่คืออีกหนึ่งความสำเร็จเล็กๆ ของการขับเคลื่อนโครงการคุณธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ในมิติการกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์ด้วยการคิดริเริ่มที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตประจำวันของนิสิต

เช่นเดียวกับการเชื่อมประสานให้เกิดเส้นทางการเรียนรู้เรื่องคุณธรรมจากมหาวิทยาลัยไปยังชุมชน (วัด) และเชื่อมโยงจากชุมชน (วัด) กลับเข้าสู่มหาวิทยาลัยอย่างเบ็ดเสร็จ รวมถึงการสื่อให้เห็นภาพการทำงานแบบบูรณาการระหว่างนิสิตกับเครือข่าย (สถาบันจิตตานุภาพ) และการบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์ของทางคณะที่ให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณและทรัพยากรอื่นๆ อย่างไม่อิดออด

ทั้งปวงนี้คือ “ปัจจัยความสำเร็จ” ที่ถูกค้นพบจากกิจกรรมครั้งนี้




อย่างไรก็ดีหากยังคงสานต่อกิจกรรมทั้งหมดที่เคยดำเนินการในปีการศึกษา 2558 ให้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ย่อมง่ายต่อการเกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน หรือแม้กระทั่งการหนุนเสริมผ่านกิจกรรมอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เช่น ออกไปปฏิบัติธรรมในวัดใกล้ๆ มหาวิทยาลัย ปฏิบัติธรรมเป็นวาระๆ บริเวณลานพระพุทธรูปที่กำลังสร้างขึ้น

เช่นเดียวกับการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงเป็น “กลุ่มนำร่อง” เพื่อเป็นต้นแบบ โดยมีกระบวนการประเมินผลเชิงลึกจากกลุ่มเหล่านี้ จากนั้นจึงขยายกลุ่มคนเพิ่มขึ้นและทำการบูรณาการสู่กิจกรรมอื่นๆ ที่อาจเป็นได้ทั้งกิจกรรมในวิชาเรียน กิจกรรมชมรม ตลอดจนการหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับภารกิจอันท้ายทายของมหาวิทยาลัยมหาสารคามในวิถีแห่งการเป็นที่พึ่งของสังคมและชุมชน


หรือแม้แต่การหยับจับเอาเรื่องบุหรี่ วินัยจราจร เพศศึกษามาเป็นโจทย์ก็เป็นเรื่องท้าทายไม่เบา เพราะประเด็นเหล่านี้เกี่ยวโยงกับวิชาชีพของนิสิต จะได้พัฒนาทั้งในเรื่องทักษะวิชาชีพและทัก๋ะชีวิตไปพร้อมๆ กัน -



หมายเหตุ
ภาพ : สโมสรนิสิตคณะสาธารณสุขศาสตร์
เรียบเรียง : พนัส ปรีวาสนา (25/11/2559)


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เห็นการเชื่อมโยงว่ามีการพัฒนากายและใจไปด้วยกันเลยครับ

ขอบคุณมากๆครับ

เขียนเมื่อ 

สวัสดีครับ

ดร. ขจิต ฝอยทอง


โดยส่วนตัวผมมองว่าโครงการในทำนองนี้ อยากให้นิสิตเริ่มเต้นจากเรื่องใกล้ๆ ตั เรื่องในวิถีชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในบริบทของ "ตึกคณะ" ตัวเองเสียก่อน สร้างวัฒนธรรมร่วมระหว่างชั้นปีให้เข้มแข็งบนวัฒนธรรมครรลองอันดีงาม

ส่วนจะเสริมด้วยกิจกรรมทางสังคมอื่นๆ อันหมายถึงภายนอกมหาวิทยาลัยตามหลักคิดการรับใช้สังคมก็ไม่เป็นไร ยิ่งในศาสตร์วิทยาศาสตร์สุขภาพ ก็พอเข้าใจอยู่นะครับว่าคือนักสร้างเสริมสุขภาพ การบริการและสร้างเสริมสุขภาพชุมชนคืออีกโจทย์หนึ่งที่เหมาะต่อการเคลื่อนขยับ ซึ่งทั้งสองส่วน ผมเชื่อว่าบูรณาการกันได้ นี่คือความท้าทายที่ผมมองในมุมของผม เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวทะลุถึงนกมากกว่าหนึ่งตัวนั่นเอง ครับ