ชีวิตที่พอเพียง : 2797. เมฆเพื่อมวลชน


บริษัทไมโครซอฟท์ ออกประกาศนโยบาย A Cloud for Global Goodที่น่ายกย่องยิ่ง เป็นการแสดงท่าที หรืออุดมการณ์ทางธุรกิจ ที่มีมิติ CSR แท้


เป็นการประกาศศักดาและ...ของยุค Cloud Computing ต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ (การศึกษา - education) สุขภาวะ (healthcare) การสื่อสาร (communication) และผลิตภาพ (productivity) โดยบริษัทไมโครซอฟท์ประกาศท่าทีว่า ตนต้องการทำธุรกิจเพื่อมวลชนคนทั้งโลก (global good)


ทำเพื่อมวลชนคนทั้งโลกทำอย่างไร ที่จริงทำแบบเดิมๆ ก็เกิดประโยชน์ต่อคนทั้งโลกอยู่แล้ว แต่หากคิดให้ลึกก็ต้องถามว่า ผลประโยชน์ถึงคนจนคนด้อยโอกาสหรือไม่ ซึ่งเราก็รู้ว่าคำตอบคือไม่ค่อยถึง หรือถึงก็มีผลไปตักตวงจากเขามากกว่าไปยกระดับฐานะของเขาให้เป็นคนชั้นกลาง


เทคโนโลยีส่วนที่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ มีความสำคัญแต่ไม่เพียงพอ ต่อการยกระดับเศรษฐฐานะของคนสู่สถานะคนชั้นกลาง ซึ่งจะบรรลุได้ต้องการระบบสังคมที่ซับซ้อน ต้องพัฒนาปัจจัยสำคัญหลายด้าน ใครๆ ก็รู้ และผมมีความเห็นว่าบางด้านประเทศไทยเราเดินถูกทาง (เช่นระบบสุขภาพ) บางด้านเราเดินผิดทาง และยังไม่ กลับลำจนเดี๋ยวนี้ (เช่นระบบการศึกษา) และระบบสังคมที่กระตุ้นให้คนช่วยตัวเอง ไม่หวังรอความช่วยเหลือ


เอกสารของไมโครซอฟท์ จึงเสนอแนะ ๗๘ เรื่อง ใน ๑๕ กลุ่มนโยบายของประเทศ เพื่อให้แต่ละประเทศได้เสวยผลความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศยุค Cloud Computing เขาเริ่มต้นด้วยการอธิบายการปฏิวัติอุตสาหกรรม ๔ ยุค อธิบายชัดเจนและกระชับดีมาก โดยที่ปัจจุบันโลกเข้าสู่ยุคที่ ๔ ของการปฏิวัติอุตสาหกรรม และ Cloud Computing เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ แรงขับเคลื่อนเข้าสู่ยุคที่ ๔ นี้ แรงขับเคลื่อนอื่นๆ อยู่ในข้อความ “And with cloud computing and advanced analytic capabilities as a foundation, we’re seeing rapid advances in artificial intelligence, robotics, genomics, materials sciences, 3-D printing, and much more.” และในย่อหน้าถัดๆ มาเขาเอ่ยถึงพลังของ mobile devices ด้วยคือการปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ ๔ เกิดจากพลังของเทคโนโลยีเหล่านี้ ประกอบกัน


เขาเอ่ยทำนายอนาคตต่อมาว่า “According to a recent World Economic Forum survey, 75 percent or more of information and communications technology sector executives believe 
that within 10 years, we’ll have robotic pharmacists, automobiles manufactured using 3-D printing, and transplants of 3-D-printed livers. They also believe that 10 percent of cars on the road will be driverless and 10 percent of people will be wearing clothes connected to the internet.” ซึ่งหลายเรื่องผมไม่คิดว่าจะเป็นจริงในสังคมไทยภายใน ๑๐ ปีข้างหน้า


ผมสนใจประเด็น ทำอย่างไรประเทศไทยจะสามารถใช้การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ ๔ ช่วยขับเคลื่อน สังคมไทยสู่ Thailand 4.0 ที่ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนแคบลง หรือเกือบหมดไป เหมือนอย่างในญี่ปุ่น และประเทศสแกนดิเนเวีย หัวใจคือ สังคมไทยต้อง “รู้จักใช้” เทคโนโลยีเหล่านั้นให้เกิดผลด้านบวก และป้องกันผลด้านลบ


วิจารณ์ พานิช

๒๓ ต.ค. ๕๙

วันปิยมหาราช


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)