​ค่ายพืชศาสตร์ :  อะไรๆ ที่มากกว่าความเป็นค่ายเพียง 1 วัน

การถ่ายทอดองค์ความรู้ว่าด้วยการเพาะเห็ดในตะกร้าของนิสิตจึงมีสถานะเหมือนเป็นองค์ความรู้ใหม่ของชาวบ้าน ก่อเกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงร่วมกัน ขณะที่นักเรียนเองก็ได้เรียนรู้เพื่อขยายผลสู่โรงเรือนเพาะเห็ด หรือกระทั่งแปลงเกษตรเพื่อหนุนส่งสู่ระบบโครงการอาหารกลางวันและการเรียนรู้ของนักเรียนไปพร้อมๆ กัน



ปลายเดือนแห่งความรักที่ลมหนาวยังพอมีตัวตนผสมปนเปอยู่กับสายลมร้อน ชมรมพืชศาสตร์ สังกัดสโมสรนิสิตคณะเทคโนโลยี ได้จัดโครงการ ค่ายอาสาพัฒนาชุมชน” ขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 ณ โรงเรียนบ้านโพนงาม ตำบลคันธารราษฎร์ อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม

ค่ายดังกล่าวมีความโดดเด่นอยู่หลายประเด็น ยกตัวอย่างเช่น เป็นกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา 1 วันแต่สามารถจัดกิจกรรมได้อย่างหลากหลาย มีกระบวนการขับเคลื่อนเป็นแรมปี บูรณาการระหว่างกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในวิถีค่ายอาสาพัฒนาทั่วๆ ไปกับกิจกรรมในทางวิชาชีพของตนเอง ที่สำคัญคือเป็นกิจกรรมที่นิสิตทุกชั้นปีต้องร่วมด้วยช่วยกันและจัดขึ้นในชุมชนที่ไม่ไกลไปจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม




กระบวนการของการคัดเลือกค่ายดูเหมือนไม่ได้แตกต่างไปจากองค์กรนิสิตอื่นๆ เท่าใดนัก โดยการท่องสัญจรไปยังที่ต่างๆ แต่มีเงื่อนไขเชิงวัฒนธรรมภายในองค์กรคือระยะทางไป-กลับจากมหาวิทยาลัยกับค่ายต้องไม่เกิน 30 กิโลเมตร เป็นกฎเหล็กที่ยึดปฏิบัติมายาวนานเกินทศวรรษ หากแต่เป็นกฎเหล็กที่มวลสมาชิกน้อมเคารพบนฐานใจที่ไม่เป็นอื่น

จะว่าไปแล้วกฎกติกาเช่นนี้ก็มีข้อดีอยู่อย่างมหาศาลเลยทีเดียว ประหยัดค่าพาหนะ บริการชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัย ไปมาสะดวก เลี่ยงความเสี่ยงในทางอุบัติเหตุในเส้นทางแสนไกลและไม่คุ้นเคย อีกทั้งความใกล้ที่ว่านี้ย่อมช่วยให้นิสิตสามารถไปๆ มาๆ ได้บ่อยครั้ง เป็นการไปๆ มาๆ ทั้งในมิติการไปเตรียมค่าย ไปทำค่ายและไปประเมินค่าย รวมถึงการไปต่อยอดกิจกรรมอื่นๆ อีกจิปาถะ






ค่าย 1 วัน แต่มีความหมายมากกว่า 1 วันและ 1 กิจกรรม

ดังที่กล่าวอ้างข้างต้นว่าค่ายครั้งนี้จัดขึ้นในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2559 เป็นค่าย 1 วันแต่ไม่ได้จัดกิจกรรมแค่ 1 กิจกรรม ประกอบด้วยกิจกรรมอันหลากหลายรูปแบบทั้งในโรงเรียนและหมู่บ้าน เป็นต้นว่า อบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการเพาะเห็ดฟางในตะกร้า สร้างโรงเพาะเห็ด เทพื้นสนามตะกร้อ กิจกรรมปลูกผักสวนครัว กิจกรรมปรับปรุงสนามเด็กเล่น ปลูกต้นไม้ การขุดลอกท่อระบายน้ำ รวมถึงกิจกรรมบันเทิงเริงรมย์เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของชาวค่ายกับชาวบ้านในวิถีการแข่งกีฬาฮาเฮ สันทนาการ ตีกลองร้องเต้น




กิจกรรมข้างต้นได้ฉายชัดความเป็นตัวตนในทางวิชาชีพทางพืชศาสตร์อย่างไม่กังขา คือ เพาะเห็ดฟางในตะกร้า สร้างโรงเพาะเห็ด ผักสวนครัว หรือกระทั่งปลูกต้นไม้ ที่เหลือทั้งหมดเป็นการงานทั่วๆ ไปที่สามารถพบพานล้นหลามตามครรลองของค่ายอาสาพัฒนา ขึ้นอยู่กับว่าค่ายไหน-ค่ายของใครจะมีความรู้ความชำนาญ หรือจิตสาธารณะอันหมายถึงรับผิดชอบในแบบจริงจังและจริงใจมากไปกว่ากัน

นี่คือมนต์เสน่ห์ของค่ายนี้ - มนต์เสน่ห์ที่หมายถึงการงานในมิติ 2 In 1 เป็นค่ายวิชาชีพที่ไม่ถึงกับสุดโต่งไปทางวิชาการของตนเองเสียทั้งหมด หากแต่ยังให้ความสำคัญต่อโจทย์ หรือความต้องการของชุมชนไปพร้อมๆ กัน โดยการหยิบจับโจทย์ที่ว่านั้นมาเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมที่จะขับเคลื่อน จนกลายเป็นค่ายในมิติเรียนรู้คู่บริการอย่างไม่เขินอาย







การงานบนความต้องการของชุมชน

ต้องยอมรับน้ำจิตน้ำใจของชาวค่ายพืชศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะแทนที่จะอบรมเชิงปฏิบัติการแต่เฉพาะในวิชาชีพตนเองด้วยการเพาะเห็ดให้แก่นักเรียนและชาวบ้านเฉยๆ ก็ได้ ตรงกันข้ามกลับไม่เย็นชาต่อชะตากรรมที่โรงเรียนและชุมชนกำลังเผชิญกับความไม่พร้อมในเรื่องทางการศึกษา ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ในสนามเด็กเล่นเสื่อมสภาพ ไร้ชีวิตชีวา การอุดตันของร่องระบายน้ำในชุมชน หรือสนามตะกร้อที่ยังไม่ได้เทพื้นแต่มีสภาพเป็นลานดิน ครั้นหน้าฝนก็เลอะและแฉะ พอร้อนและหนาวก็กลายสภาพราวทะเลฝุ่น – ทั้งๆ ที่นักเรียนโรงเรียนบ้านโพนงามขึ้นชื่อในเรื่องของตะกร้อ กวาดเหรียญรางวัลและถ้วยรางวัลแบบไร้เทียมในแถบนี้มานานและแสนนาน

ทั้งปวงนั้นถูกหยิบยกกลับมาเป็นโจทย์การเรียนรู้ในหมู่มวลสมาชิกชมรมฯ เพื่อหารือถึงแนวทางการหนุนเสริม หรือการร่วมตัดสินใจว่าจะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เพราะงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากสโมสรนิสิตก็มีเพียง 5,000 บาทเท่านั้น







ที่สุดแล้วแทนที่จะจัดค่ายในแบบบริการวิชาการเรื่องการเพาะเห็ดอย่างเดียว นิสิตก็ตัดสินใจทำค่ายในแบบบูรณาการโดยนำโจทย์ของโรงเรียนและชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานโครงการฯ โดยปักหมุดงบประมาณทั้งสิ้น 63,200 บาท จากนั้นจึงช่วยกันระดมทุนผ่านช่องทางต่างๆ เช่น จำหน่ายเสื้อชมรม จำหน่ายกระทง จำหน่ายอาหารและต้นไม้ในงานเทคโนแฟร์

ตรงนี้แหละที่ผมถือว่าเป็นน้ำจิตน้ำใจ เป็นหัวจิตหัวใจของคนค่ายที่เต็มไปด้วยจิตอาสาที่มองประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน




ค่ายไม่ซ้ำที่... และต้องทำมากกว่า 1 วัน

กฎเหล็กอีกข้อของชาวค่ายพืชศาสตร์คือการออกค่ายอาสาพัฒนาในแต่ละปีจะต้องไม่ซ้ำที่เดิม และบูรณาการวิชาชีพบนฐานความต้องการของชุมชน จะได้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนิสิตกับชาวบ้าน ค่ายครั้งนี้ก็เป็นในทำนองนั้น เดิมชุมชนเคยผ่านการอบรมในเรื่องเพาะเห็ดและนำมาสู่การทำจริงในครัวเรือน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะไม่มีความรู้ใหม่มาหนุนเสริม ไม่มีการติดตามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้นทุนในการเพาะค่อนข้างสูง

ด้วยเหตุนี้การถ่ายทอดองค์ความรู้ว่าด้วยการเพาะเห็ดในตะกร้าของนิสิตจึงมีสถานะเหมือนเป็นองค์ความรู้ใหม่ของชาวบ้าน ก่อเกิดบรรยากาศของการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงร่วมกัน ขณะที่นักเรียนเองก็ได้เรียนรู้เพื่อขยายผลสู่โรงเรือนเพาะเห็ด หรือกระทั่งแปลงเกษตรเพื่อหนุนส่งสู่ระบบโครงการอาหารกลางวันและการเรียนรู้ของนักเรียนไปพร้อมๆ กัน




ถึงแม้ค่ายครั้งนี้จะกำหนดอย่างเป็นทางการ 1 วัน แต่ในความจริงกลับขับเคลื่อนร่วมๆ 1 ปี หากไม่นับในช่วงระดมทุนก็ใช้เวลายาวนานไม่น้อยกว่า 2-3 เดือนในการจัดเตรียมค่าย – ขึ้นๆ ลงๆ ค่าย เข้าๆ ออกๆ ระหว่างมหาวิทยาลัยกับค่าย ซึ่งหมายถึงว่ามีอะไรที่พอทำล่วงหน้าได้ก็ระดมแรงทุ่มเทใจทำกันเป็นระยะๆ

กระบวนการขับเคลื่อนเป็นระยะๆ เช่นนี้ถือเป็นจุดแข็งของการทำค่ายอาสาพัฒนาที่สัมพันธ์กับระยะทางอันเป็นกฎเหล็กของชมรมอย่างไม่ต้องสงสัย การขับเคลื่อนเช่นนี้ไม่เพียงช่วยให้งานคลี่คลายและก่อตัวเป็นรูปธรรมขึ้นเป็นระยะๆ โดยไม่รอน้ำบ่อหน้าในแบบตูมเดียว (1 วัน) ราวกับเป็นงานบุญที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว ซึ่งต้องให้พลังอันยิ่งใหญ่และเป็นไปได้ค่อนข้างมาก

ยิ่งลงชุมชนอย่างถี่ครั้งยิ่งก่อให้เกิดมิติความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างนิสิตกับชุมชน เป็นการเรียนรู้วิถีชุมชนที่แอบอิงอยู่กับการงานของชาวค่ายไปในตัวอย่างเสร็จสรรพ (ขึ้นอยู่กับว่านิสิตจะเข้าใจที่จะออกแบบและถอดรหัสได้หรือไม่) ก่อเกิดเป็นความผูกพันทางฐานใจ ประหนึ่งการเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ครั้นถึงวันทำค่ายจริงๆ ก็พาโลมาช่วยกัน เพราะต่างก็รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับการงานทั้งปวงแล้ว





เรียนรู้คู่บริการแบบมีส่วนร่วม

ค่ายครานี้ - อาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้ลงมาเป็นพระเอกด้วยตนเอง เพราะได้มอบบทบาทการเป็นพระเอกของงานให้กับนิสิตอย่างเต็มภาคภูมิตามหลัก “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” และ “การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ” โดยอาจารย์ได้ผันตัวไปเป็นที่ปรึกษาคอยเกื้อหนุนและอำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้ของนิสิตเป็นระยะๆ ด้วยการเฝ้ามองและเดินเคียงข้างในระยะห่างที่พอเหมาะ

เช่นเดียวกับนิสิตเองก็แบ่งงานกันรับผิดชอบเป็นรายชั้นปี เป็นต้นว่านิสิตชั้นปีที่ 4 อาวุโสในทางความรู้ที่สุดก็รับหน้าที่เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ต่อชาวบ้านและนักเรียน รวมถึงการประชุมทุกๆ สัปดาห์เพื่อประเมินความคืบหน้าร่วมกันในทุกชั้นปี





ฟากฝั่งชุมชนและโรงเรียนก็แสดงจุดยืนเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมนี้อย่างชัดแจ้ง ถึงแม้จะขัดสนเรื่องงบประมาณอยู่บ้าง แต่ก็มิได้หันหลังและผันตัวเองสู่การเป็น “ผู้รับ” แบบเต็มร้อย ตรงกันข้ามกลับขยับมาเป็นส่วนประกอบในกิจกรรมต่างๆ อย่างน่าเคารพ ดังจะเห็นได้จากทุกๆ กิจกรรมจะมีชุมชนและโรงเรียนมาร่วมคิดและร่วมทำกับนิสิตตลอดเวลา ทั้งที่เป็นสนามกีฬา การขุดรื้อร่องระบายน้ำ การทำโรงเรือนเพาะเห็ด การสนับสนุนอุปกรณ์และข้าวปลาอาหาร รวมถึงปิดบ้านมาทำโรงครัวเพื่อให้นิสิตไม่ต้องพะวงเรื่องปากท้องในยามต้องลงแรงภาคสนาม ฯลฯ






ปลายทางการเรียนรู้

ค่ายอาสาของชมรมพืชศาสตร์ ปิดตัวลงเกือบๆ จะหนึ่งปีเข้าให้แล้ว แต่เรื่องราวอันดีงามของคนค่ายยังคงได้รับการโจษขานถึงจากชุมชนและโรงเรียนอย่างหนาหูสืบมาถึงเป็นปัจจุบันอย่างน่าชื่นชม ทั้งในแง่ความสำเร็จของกิจกรรมและบุคลิกลักษณะอันน่ารักของนิสิต จนแทบจะเรียกว่าเป็นลูกฮักของชุมชนแห่งนี้ไปแล้วก็ว่าได้

ปัจจุบันชิ้นงานที่ชมรมพืชศาสตร์ได้ริเริ่มไว้ยังคงได้รับการต่อยอดจากหลายๆ ส่วน ล่าสุดคือกิจกรรมจิตอาสาจากนิสิตในรายวิชาภาวะผู้นำ ภาคเรียนที่ 1/2559 ที่เข้าไปตีเส้นสนามและตกแต่งลานอเนกประสงค์ให้เป็นลาน BBL ที่มีสีสันชวนค่าต่อการเรียนรู้แก่น้องๆ

ถึงแม้ทีมงานจะยืนยันว่าค่ายครั้งนี้ยังไม่ทะลุหมุดหมายการเรียนรู้วิถีวัฒนธรรมชุมชนทั้งที่เป็นวิถีทั่วไปและวิถีที่ยึดโยงกับวิชาชีพของนิสิตเองก็เถอะ แต่ค่าย 1 วันที่ขับเคลื่อนเป็นห้วงๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็นแรมปีและบูรณาการระหว่างการถ่ายทอดความรู้กับการบำเพ็ญประโยชน์ทั่วไปอย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ ถือเป็นกรณีศึกษาที่ไม่ควรละข้ามไปจริงๆ

ยิ่งเป็นค่ายอาสาพัฒนาที่สนธิระหว่างความต้องการของชุมชนกับความต้องการของนิสิตได้อย่างลงตัว ยิ่งต้องนับเป็นความสำเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คู่บริการบนฐานวัฒนธรรมชุมชน ยิ่งได้ช่วยปลดล็อคเรื่องด้วยการเพาะเห็ดด้วยต้นทุนต่ำผ่านวัสดุอุปกรณ์ที่มีในครัวเรือนให้กับชุมชน ยิ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าค่ายอาสาพัฒนาครั้งนี้ ไม่ธรรมดา !




ปัญญ์ศิริ บุ้งทอง



การออกค่ายอาสาพัฒนาของชมรมพืชศาสตร์ที่เราทำในทุกๆ ปีจนถึงปัจจุบัน จุดประสงค์หลักๆ คือการที่นิสิตทุกคนในสาขาได้มีส่วนร่วมในการออกไปอาสาพัฒนาและบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน พร้อมกับนำบริการวิชาการด้านการเกษตรสู่ชุมชน เพราะการทำค่ายเป็นโอกาสที่ดีที่ทุกคนในสาขาทั้งอาจารย์และนิสิตจะได้มาอยู่ร่วมกันทำกิจกรรมร่วมกัน ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ทัศนคติ หรือมุมมองต่างๆ และที่สำคัญค่ายนี้สอนให้นิสิตในการเป็นผู้ให้โดยที่ไม่ต้องอะไรตอบแทน เป็นวันที่เหนื่อยแต่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่โรงเรียน แก่เด็กๆ และชุมชน


ปัญญ์ศิริ บุ้งทอง
ชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีการเกษตร
คณะเทคโนโลยี






เดชรัตน์ ปัจจาระพรม



ค่ายของชมรมพืชศาสตร์ ทำให้ผมได้ประสบการณ์มากมายหลายอย่าง ได้เคยทำอะไรที่ยังไม่ได้ลองทำ ได้เข้าไปทำงานร่วมกับชาวบ้าน เรียนรู้การทำงานจริง เรียนรู้การแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ผมอยากให้คนที่ยังไม่เคยไปออกค่ายลองไปออกค่ายดู เป็นค่ายไหนของชมรมอะไรก็ได้ บางทีการออกค่ายแค่ครั้งเดียวอาจจุดประกายอะไรหลายๆ อย่างให้กับคุณ

เดชรัตน์ ปัจจาระพรม
ชั้นปีที่ 3 สาขาเทคโนโลยีการเกษตร
คณะเทคโนโลยี



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (0)