ขอนอบน้อมด้วยเศียรเกล้า แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ธรรมะรับอรุณ ณ บ้านเย็นยิ้ม
วันพระขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 วันลอยกระทง
วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2559
...
"จิตเดิมแท้ของมนุษย์นั้นประภัสสร แต่เศร้าหมองเพราะกิเลสที่จรมา"
อุปกิเลส หรือ จิตตอุปกิเลส ๑๖ หมายถึง ธรรมเครื่องเศร้าหมอง, สิ่งที่ทำให้จิตขุ่นมัว รับคุณธรรมได้ยาก ดุจผ้าเปรอะเปื้อนสกปรก ย้อมไม่ได้ดี ซึ่งเกิดจากความคิดปรุงแต่ง หยุดความคิดปรุงแต่งได้เพียงไร ย่อมยังความเศร้าหมอง บดบังความประภัสสรแห่งจิตได้เพียงนั้น
๑. อภิชฌาวิสมโลภะ คือ คิดเพ่งเล็งอยากได้ โลภไม่สมควร, โลภ กล้าจ้องจะเอา ไม่เลือกควรไม่ควร
๒. พยาบาท คือ คิดร้ายเขา
๓. โกธะ คือ ความโกรธ
๔. อุปนาหะ คือ ความผูกโกรธ
๕. มักขะ คือ ความลบหลู่คุณท่าน, ความหลู่ความดีของผู้อื่น, การลบล้าง ปิดซ่อนคุณค่าความดีของผู้อื่น
๖. ปลาสะ คือ ความตีเสมอ, ยกตัวเทียมท่าน, เอาตัวขึ้นตั้งขวางไว้ ไม่ยอมยกให้ใครดีกว่าตน
๗. อิสสา คือ ความริษยา
๘. มัจฉริยะ คือ ความตระหนี่
๙. มายา คือ มารยา
๑๐. สาเถยยะ คือ ความโอ้อวดหลอกเขา, หลอกด้วยคำโอ้อวด
๑๑. ถัมภะ คือ ความหัวดื้อ, กระด้าง
๑๒. สารัมภะ คือ ความแข่งดี, ไม่ยอมลดละ มุ่งแต่จะเอาชนะกัน
๑๓. มานะ คือ ความถือตัว, ทะนงตน
๑๔. อติมานะ คือ ความถือตัวว่ายิ่งกว่าเขา, ดูหมิ่นเขา
๑๕. มทะ คือ ความมัวเมา
๑๖. ปมาทะ คือ ความประมาท, ละเลย, เลินเล่อ
ดังนั้น พึงพิจารณาจิต คือ ตามรู้จิตตลอดเวลา ทั้งในอิริยาบถหลัก และอิริยาบถย่อย เมื่อตั้งใจปฏิบัติ เมื่อตั้งใจพิจารณา ตามดูจิตแล้ว เราจะมองเห็นอาการของจิต ตามกิเลสที่จรมา ทำให้เข้าใจจริตนิสัยของตัวเองมากขึ้น เมื่อเราเข้าใจตัวเอง ยอมรับตัวเองตามความเป็นจริง ก็จะเป็นพื้นฐานในการปรับปรุง พัฒนาตนเอง คือเมื่อรู้สึกตัวแล้ว ก็จะไม่หลงไปตามอารมณ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ วัตถูปมสูตร
...
ธรรมะรักษา วิปัสสนาคุ้มครองค่ะ
อจ.พิณจ์ทอง แมนสุมิตร์ชัย (ฉัตรนะรัชต์)
"สติปัฏฐาน ๔ คือ ทางสายเอกสู่พระนิพพาน"
ขอน้อมอุทิศถวายบุญกุศล เป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ