การลงไปแต่ละครั้ง พวกหนูได้เห็นความเป็นจริงหรือสถานการณ์จริงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องปรับกิจกรรมให้เหมาะสม ถึงขั้นเอางานบางอย่างมาทำที่มหาวิทยาลัย เช่น การจัดทำอ่างล้างมือ เพราะคิดว่าถ้ารอทำครั้งเดียวที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีหวังเสร็จไม่ทันแน่ๆ เลย




โครงการ ‘จิตอาสาพัฒนาเพื่อน้อง’ คือกิจกรรมที่พวกหนูจัดขึ้น ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านมะกอก ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ชุมชนพร้อมกับการทำประโยชน์ต่อชุมชนตามกระบวนการเรียนรู้ในรายวิชาภาวะผู้นำที่เน้นเรียนรู้คู่บริการ



พัชรี ดีเขาพอด : หนึ่งในแกนหลักของการขับเคลื่อน






หลงทาง... จนได้งาน



เดิมกลุ่มของพวกหนูไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาทำกิจกรรมกันที่นี่หรอกนะคะ เป็นความบังเอิญที่เกิดจากการหลงทางของหนูและเพื่อนอีก 3 คนค่ะ ตอนนั้นอยากทำโครงการ ‘ปันรักเพื่อสัตว์เพื่อนรัก 4 ขา’ ที่บ้านน้องหมาเอเอฟ 4 ขา แต่เกิดปัญหาตรงที่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลน้องหมาบอกว่าจะย้ายสถานที่ พี่เจ้าหน้าที่เลยไม่อยากจะให้สร้างและปรับปรุงอะไร แต่ขอเป็นเงินบริจาคค่าอาหารและยาให้น้องหมาก็พอ

ถัดจากนั้นพวกหนูก็มาหารือกันใหม่และเห็นตรงกันว่าอยากจัดกิจกรรมในลักษณะช่วยชาวบ้านหรือชุมชน แบบว่าทำแล้วใช้ได้จริงทั้งต่อชุมชนและตัวพวกหนูเอง จึงพากันไปปรึกษาพี่เจี๊ยบ (เยาวภา ปรีวาสนา) ซึ่งพี่เจี๊ยบก็เห็นด้วย แต่พวกหนูก็ยังไม่รู้ว่าจะทำโครงการอะไรอยู่ดีนั่นแหละ สุดท้ายก็กลับมาประชุมกันอีกรอบ คราวนี้ถึงขั้นระบุการแบ่งกันไปสำรวจลงพื้นที่ด้วยเลย ซึ่งหนูและเพื่อนอีก 2 คนที่เรียนคณะเดียวกันว่างพอดี (ไม่มีเรียน) เลยรับอาสาไปทำหน้าที่นี้แทนเพื่อนๆ




หนูรู้ดีว่าการสำรวจพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่ เพราะหนูกับเพื่อนๆ ไม่ใช่คนแถวนี้ ได้แต่ขับรถไปตามถนนที่มี - ขับเข้าออกตามซอยที่เห็น หรือเรียกง่ายๆ คือไปตามใจที่เลือกเดินคะ 555 ไปแบบมั่วๆ ขับมาตามท้องไร่ท้องนา บรรยากาศก็ดี ข้าวก็สีเหลืองอร่ามสวยงาม ยิ่งขับไปก็ยิ่งเพลิน ขับไปขับมาเริ่มมองไม่เห็นบ้านคน มองไปทางไหนเริ่มเห็นแต่ป่าเต็มไปหมด เกิดอาการกลัวหลงทางขึ้นมาในทันที จึงต้องหาทางกลับมหาวิทยาลัยฯ พอขับไปขับมาก็บังเอิญมองไปเห็นศูนย์เด็กพอดี ตอนนั้นเป็นช่วงที่คุณครูกำลังจะปล่อยเด็กกลับบ้าน ผู้ปกครองมารอรับเด็ก เลยถือโอกาสแวะเข้าไปสอบถามเส้นทางกลับมหาวิทยาลัยฯ 55555





ในช่วงเวลาที่ตัดสินใจจะเข้าไปสอบถามเส้นทาง บังเอิญพวกเรามองไปเห็นสภาพโรงอาหารที่เก่าและดูไม่มีชีวิตชีวา เลยคิดออกว่า ‘งั้นเราทำที่นี่ไหม’ พร้อมไม่ลังเลที่จะเข้าไปหาคุณครู สอบถามถึงปัญหาของศูนย์เด็ก ซึ่งครูก็บอกปัญหาต่างๆ นาๆๆ คะ... พวกหนูเลยนำกลับมาเสนอเพื่อนๆ ในกลุ่ม ซึ่งเพื่อนในกลุ่มก็เห็นด้วยกับการที่จะไปจัดกิจกรรมกันที่นั่น 55




นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด ถัดจากนั้นจึงนัดหมายลงพื้นที่กันอีกรอบ เป็นการมาพบปะกับคณะครูและชาวบ้านเพื่อปรึกษาถึงกิจกรรมที่จะจัดขึ้น แต่พอคุยกันจริงๆ ส่วนใหญ่อยากให้ทำศาลาหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมากกว่า เพื่อใช้ในการมารอรับน้องๆ เนื่องจากชุมชนมีวัสดุอุปกรณ์อยู่แล้ว รวมถึงมีงบประมาณที่จะจัดทำ ซึ่งพวกเราก็ตกลงตามนั้น เพราะถือว่าเป็นความต้องการของชุมชน แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้อยู่ดี เพราะหาซื้อดินมาถมที่ไม่ได้ รวมถึงรถที่จะขนดินมาปรับพื้นก็ไม่ว่าง จึงทำไม่ได้ พอทำไม่ได้ก็หารือกันใหม่ จนมาลงเอยที่กิจกรรมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเหมือนที่พวกเราสะดุดตาและอยากจะทำตั้งแต่แรก







ไม่ใช่ทำตูมเดียว ... ทำงานกันมาเป็นระยะๆ



ถ้าไม่นับวันที่จัดกิจกรรมกันจริงๆ กลุ่มพวกหนูลงไปพูดคุยเตรียมงานกับชุมชน 5 ครั้งเลยก็ว่าได้ บางครั้งไปกันเฉพาะแกนนำไม่กี่คน บางครั้งไปกันเป็นทีมหลายๆ คน พอเสนอบริบทชุมชนผ่านแล้วก็ยิ่งลงไปบ่อยสลับกับการโทร.ประสานงานเป็นระยะๆ

การลงไปแต่ละครั้ง พวกหนูได้เห็นความเป็นจริงหรือสถานการณ์จริงขึ้นเรื่อยๆ จนต้องปรับกิจกรรมให้เหมาะสม ถึงขั้นเอางานบางอย่างมาทำที่มหาวิทยาลัย เช่น การจัดทำอ่างล้างมือ เพราะคิดว่าถ้ารอทำครั้งเดียวที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีหวังเสร็จไม่ทันแน่ๆ เลย พอดีในกลุ่มมีพี่ที่ ‘เรียนวิศวะ’ อยู่แล้ว พี่จึงอาสาที่จะรับไปทำและให้เพื่อนๆ ในคณะได้ช่วยทำ





ในด้านการทำงานพวกเราลงปฏิบัติการจริงตั้งแต่วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2559 โดยขนย้ายอุปกรณ์ เช่น ถังสี อ่างน้ำสำเร็จรูปที่ทำขึ้นไปไว้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก พร้อมกับประสานงานชุมชน ซักซ้อมความเข้าใจ ประเมินการมีส่วนร่วม พอวันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2559 ก็ไปอีกครั้ง คราวนี้น้องๆ ไม่ได้มาโรงเรียนแล้ว จึงเป็นการเตรียมสถานที่เคลียร์สิ่งของที่พอจะทำได้ล่วงหน้าไว้ก่อน

และวันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน 2559 พวกหนูก็ลุยงานกันเต็มๆ ทั้งทาสีโรงอาหาร ซ่อมโต๊ะเก้าอี้ในโรงอาหาร ทาสีห้องน้ำ ซ่อมก๊อกน้ำ ติดตั้งอ้างล้างมือ จัดชั้นวางแก้วน้ำ ปัดกวาดขยะบริเวณรอบๆ สนามเด็กเล่น







การมีส่วนร่วมของชุมชน...



ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านมะกอก มีน้องนักเรียนจำนวน 60 คน มีครูดูแล 4 คน น้องๆ มาจากหมู่บ้านต่างๆ ในชุมชนขามเรียง ซึ่งคำว่า ‘โรงอาหารเก่า’ ที่หนูพูดถึงในตอนแรกนั้นหมายความว่าโต๊ะนั่งกินข้าวของเด็กๆไม่มีผ้าคลุมโต๊ะ โต๊ะเก้าอี้สีซีดจาง เริ่มผุเริ่มพัง โรงอาหารออกสีหม่นๆ ไม่มีชีวิตชีวา ก๊อกน้ำและอ่างล้างมือเก่าและชำรุด รวมถึงสภาพโดยรวมของสนามเด็กเล่นก็ดูจะรกไปหน่อย





กรณีการมีส่วนร่วมของชุมชนนั้นถือเป็นช่วงที่ยากลำบากมาก เพราะชาวบ้านกำลังเร่งเกี่ยวข้าว จึงมีชาวบ้านมาร่วมไม่มากนัก ซึ่งคิดว่าหมู่บ้านไหนๆ ก็คงไม่ต่างกันเนื่องจากเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน 2559 ชาวบ้านก็มาช่วย 7-8 คน โดยเอาอุปกรณ์มาให้ รวมถึงสาธิตการซ่อมโต๊ะเก้าอี้ แนะนำการทาสีและพาพวกเราทำสักครู่ใหญ่ๆ จากนั้นจึงขอตัวไปเกี่ยวข้าว มีทั้งที่เกี่ยวของตนเองและการไปรับจ้างเกี่ยว




ส่วนศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก็ให้เสื่อน้ำมันจำนวนหนึ่งมาใช้เป็นวัสดุปูโต๊ะสำหรับนั่งรับประทานอาหาร และเพื่อให้ง่ายต่อการทำความสะอาดโต๊ะ นอกจากนั้นเป็นเจ้าภาพร่วมกับชาวบ้านในเรื่องอาหารเที่ยงและสวัสดิการทั่วไป เช่น น้ำดื่ม น้ำแข็ง และเพื่อมิให้เป็นภาระชาวบ้านมากนักพวกหนูก็เตรียมอาหารมาเองด้วยเหมือนกัน ดังนั้นโดยรวมแล้วก็ถือว่าชุมชนมีน้ำใจและให้ความร่วมมือที่ดีต่อการทำงานของพวกหนู







ปัญหาและการแก้ไข ...



กลุ่มพวกเรามีมาจากหลากหลายคณะ เช่น คณะสาธารณสุขศาสตร์ คณะเทคโนโลยี วิทยาลัยการเมืองการปกครอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์และคณะการบัญชีและการจัดการ รวมทั้งสิ้น 20 คน เฉลี่ยลงขันทำกิจกรรมคนละ 220 บาท

ด้วยความที่หลายคณะ เวลานัดหมายมาคุยงานจึงไม่ราบรื่นเป็นธรรมดา แต่พวกหนูก็จัดประชุมกันได้ตามที่นัดกันไว้ ส่วนหนึ่งก็สร้างเฟชบุ๊คขึ้นมาเพื่อใช้สื่อสารเรื่องงานกันภายในกลุ่ม ส่วนกรณีของงานที่จะทำเรารู้ดีว่ามีจำนวนมาก จะรอทำวันเดียวก็ไม่มีทางเสร็จ จึงต้องลงมือทำกันล่วงหน้า โดยเน้นการมอบงานกันตามประสบการณ์ตรงและความสะดวกใจของแต่ละคน ยกตัวอย่างเช่น

  • อ่างล้างมือ :มอบหมายให้พี่ที่เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ได้จัดทำร่วมกับเพื่อนล่วงหน้า โดยระดมอุปกรณ์และแรงงานจิตอาสาจากนิสิตมาช่วยกัน รวมถึงเพื่อนในกลุ่มแวะเวียนไปดูและช่วยเหลือ
  • ชั้นวางแก้วน้ำ : มอบหมายเพื่อนที่เรียนสายสาธารณสุขฯ ดูแล จัดซื้ออุปกรณ์และสื่อที่เกี่ยวข้อง
  • สีทาอาคารและโต๊ะอาหาร : มอบเพื่อนที่มีประสบการณ์ตรง ซึ่งที่บ้านเปิดร้านจำหน่วยวัสดุก่อสร้างอยู่แล้วเป็นแกนหลักในการจัดหา
  • ก๊อกน้ำและอุปกรณ์อ่างน้ำ : มอบหมายเพื่อนจากคณะมนุษยศาสตร์ฯ ที่มีประสบการณ์ตรงเนื่องจากที่บ้านทำงานเรื่องการเป็นช่าง หรือการก่อสร้าง






นอกจากนี้ก็ช่วยงานกันทุกๆ คน โชคดีหน่อยที่กลุ่มพวกเราพอจะมีคนที่มีประสบการณ์ในเรื่องเหล่านี้อยู่บ้าง เช่น เพื่อนที่เรียนวิทยาลัยการเมืองการปกครองเคยออกค่ายมาแล้ว เพื่อนที่เรียนสาขาฟิสิกส์ก็พอที่จะเข้าใจเรื่องการตัดไม้ตัดเหล็กอยู่บ้าง จึงพอที่จะรู้งานว่าควรต้องทำอะไรกันบ้าง จึงไม่ค่อยหนักอกหนักใจว่างานจะเสร็จหรือไม่เสร็จ หรืองานจะออกมาดีหรือไม่ดี 555












ได้เรียนรู้...


จริงๆ แล้วหนูเป็นคนขี้อาย ไม่กล้าคุยกับใคร แต่วิชานี้และกิจกรรมนี้สอนให้หนูรู้ถึงการที่กล้าพูดกล้าคุยกล้าแสดงความคิดเห็น และทำให้หนูรู้จักกับเพื่อนต่างคณะ รู้นิสัยใจคอกัน จึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมตอนเรียนในห้องอาจารย์ถึงเน้นเรื่องกลุ่มเรื่องทีมและเน้นให้พูดให้คุยกันมากๆ เพราะจะได้เอามาใช้จริงในเวลาการจัดโครงการนั่นเอง

กิจกรรมนี้สอนให้รู้ถึงการอดทน การเสียสละ จิตอาสาและที่สำคัญการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เพราะทุกคนล้วนมีความคิดไม่เหมือนกันขัดแย้งกันบ้าง แต่หนูก็คิดเสมอว่าควรเป็นผู้ฟังที่ดีและฉลาดที่จะเก็บคำถามคำตอบเหล่านี้นำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างผลงานของเราให้ดีที่สุดคะ

นี่คือประสบการณ์ใหม่ของหนู เป็นประสบการณ์ในการก้าวเดินหลากเรื่องราว ตั้งแต่หลงทางมาจนได้งาน ได้เพื่อน และได้ความสุขของการเป็นผู้ให้จากกิจกรรมนอกห้องเรียนที่แสนงดงามค่ะ




....



หมายเหตุ

เรื่อง : พัชรี ดีเขาพอด นิสิตชั้นปีที่ 2 สาขาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์
ภาพ : เยาวภา ปรีวาสนา