4.1 การศึกษากับเกษตรกรรม

1 การศึกษากับการพัฒนาเศรษกิจ

การจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ (คะแนนทักษะวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนสูง) มีผลอย่างมากในการทําให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของบางประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้น การที่เศรษฐกิจและสังคมไทยในปัจจุบันยังมีปัญหามากนั้น สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยที่ผ่านมายังจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาประชาชนไทยส่วนใหญ่ได้ไม่ดีพอ


เผยแพร่เมื่อ 11 ก.ย. 2016

คุณภาพแรงงานไทย

คุณภาพของแรงงาน หมายถึงปริมาณ/มูลค่าผลผลิตต่อแรงงานซึ่งประกอบไปด้วย ผลิตภาพแรงงานทุนมนุษย์ สมรรถนะ ซึ่งมาจากปัจจัย เช่นการศึกษาและการฝึกอบรม ทักษะและบุคลิกภาพของแรงงาน (อายุ เพศ สุขภาพ พฤติกรรมฯลฯ) ในที่นี้จะคัดมาเฉพาะปัจจัยเรื่องการศึกษาและการฝึกอบรมทักษะและผลิตภาพของแรงงาน

1) โครงสร้างการศึกษาของแรงงานไทย

แรงงานไทยมีการศึกษาค่อนข้างต่ำคือ ในปี 2550 ร้อยละ 75.6 ของประชากรในวัยแรงงานมีการศึกษาต่ำ

กว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้มีงานทําที่จบชั้นมัธยมปลาย/ปวช. มีเพียงร้อยละ 12.4 และผู้จบปริญญาตรีขึ้นไปมีไม่ถึงร้อยละ 10 ทั้งนี้ยังไม่คํานึงถึงปัญหาคุณภาพการศึกษา เช่นสถานศึกษาจํานวนมากที่ไม่ผ่านการประเมินมาตรฐานการศึกษา กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ประชากรไทยในวัยแรงงานที่มีการศึกษาจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือสูงกว่าขึ้นไปมีร้อยละ 24.4 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่นมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ธนาคารโลกมีความเห็นว่าสาเหตุที่โครงสร้างแรงงานไทยมีสัดส่วนแรงงานฝีมือน้อย เพราะผู้ที่เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมุ่งเข้าเรียนต่อขั้นอุดมศึกษามากกว่าจะตั้งใจเรียนจบชั้นมัธยมเพื่อออกไปทํางานเหมือนในบางประเทศ แรงงานระดับมัธยมศึกษาของไทยจึงเข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยธนาคารโลกยังมองว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะค่าจ้างแรงงานระดับชั้นมัธยมของไทยยังต่ำไป แรงงานที่เรียนเพิ่มจากระดับมัธยมศึกษาไปจบขั้นปริญญามีอัตราผลตอบแทนในการลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 35% ในขณะที่ความแตกต่างอัตราผลตอบแทนการลงทุนเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นไปจบชั้นมัธยมปลายเท่ากับ 5.3% เท่านั้นตัวเลขของธนาคารโลกอาจจะลําเอียงไปหน่อย เพราะนักวิจัยของธนาคารโลกสํารวจจากธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจที่เกี่ยวกับการส่งออกเท่านั้น อย่างไรก็ดีการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์ไทยช่วยยืนยันว่า การจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้ผลตอบแทนสูงกว่าการจบการศึกษาระดับมัธยมปลายมาก รวมทั้งการที่รัฐบาลไทยให้การสนับสนุนการศึกษาขั้นอุดมศึกษาสูง (มีที่เรียนมาก ค่าเล่าเรียนต่ำเพราะรัฐบาลให้งบประมาณอุดหนุน) จึงจูงใจให้ผู้เรียนมัธยมปลายมุ่งไปเรียนต่ออุดมศึกษามากกว่าออกมาทํางานเรื่องนี้ผู้วิจัยเห็นว่า มีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องด้วย เช่นเรื่องค่านิยมของคนไทยที่เน้นเรื่องปริญญาบัตรมากรวมทั้งส่วนราชการและนายจ้างในภาคธุรกิจเอกชนก็มีค่านิยมแบบเดียวกันและตีราคาค่าตอบแทนคนเรียนจบระดับปริญญาบัตรสูงกว่าคนเรียนจบมัธยมปลายหรืออาชีวศึกษามาก โดยไม่ได้คํานึงถึงเรื่องผลิตภาพของแรงงาน เมื่อเทียบกับในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมหรือประเทศตลาดเกิดใหม่บางประเทศที่คนจบชั้นมัธยมแล้วไปทํางานมีโอกาสได้เงินเดือนและความก้าวหน้าในอาชีพการงานไม่ได้ต่างจากคนจบปริญญาอย่างมีนัยสําคัญ ขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะตัวบุคคลมากกว่า


เผยแพร่เมื่อ 30 เม.ย. 2016

30 เม.ย.l ข่าว 19.00 น.
ผลสำรวจค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำคงที่ 300 บาท มากว่า 3 ปี เป็นเหตุผลที่เครือข่ายแรงงานเสนอให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติปีนี้ #ThaiPBSnews #ค่าจ้างขั้นต่ำ #วันแรงงานแห่งชาติ


ฟังความรอบด้าน 4 10 59 ศรีไพร นนทรีย์ ตอน คุณภาพชีวิตแรงงานไทย


เผยแพร่เมื่อ 4 พ.ย. 2016


    • ทันโลก : ชีวิตแรงงานไทยในเกาหลีใต้ (23 ก.ค. 59)


เผยแพร่เมื่อ 23 ก.ค. 2016

ยังมีคนไทยในเกาหลีใต้เป็นจำนวนมากใช้ชีวิตอยู่อย่างหลบๆซ่อนๆ ในฐานะของแรงงานผิดกฎหมาย เพียงเพื่อให้ได้เงินที่มากขึ้นในการดูแลครอบครัว พวกเขายอมแลกกับการเสี่ยงถูกจับและถูกส่งตัวกลับประเทศ และช่องทางที่แรงงานไทยถูกใช้มากที่สุดก็คือ การเข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยว


2) คุณภาพการศึกษา

คุณภาพของแรงงานคือการวัดว่าผู้สําเร็จการศึกษาแต่ละระดับแต่ละคนมีคุณภาพตามระดับการศึกษาที่จบหรือไม่อย่างไรด้วย ไม่ใช่ดูแค่ปริญญา ประกาศนียบัตรการประเมินคุณภาพการมัธยมศึกษาของธนาคารโลกดูจากผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน เปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ พบว่า ไทยยังมีปัญหาคุณภาพการศึกษาที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ มีนักเรียนน้อยมากสามารถทําคะแนนได้ในลําดับต้นๆมีนักเรียนประมาณร้อยละ 40 ทําคะแนนได้ที่หรือต่ำกว่าระดับ 1 ในเรื่องการรู้หนังสือ (Literacy) และร้อยละ 50 ทําคะแนนอยู่หรือต่ำกว่าระดับ 1 ในด้านคณิตศาสตร์ ซึ่งในประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมสัดส่วนนักเรียนที่ทําคะแนนในด้านคณิตศาสตร์ต่ำในระดับ 1 จะมีประมาณร้อยละ 10 โดยสรุป ยังมีนักเรียนไทยจํานวนมากที่ทําคะแนนต่ำในวิชาพื้นฐานทางภาษา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ธนาคารโลกสรุปว่าสาเหตุสําคัญของการการศึกษาขั้นมัธยมของไทยมีคุณภาพต่ำมาจากคุณภาพของครู และการขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอนสถาบัน IMD (Institute of Management Development) ซึ่งจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 50-60 ประเทศทั่วโลก แม้จะให้คะแนนรวมของไทยเป็นอันดับ 27 ในปี 2551 แต่เฉพาะคะแนนหมวดการศึกษาอยู่อันดับที่ 43 ส่วนย่อยของหมวดการศึกษาที่ได้คะแนนต่ำสุด คืองบวิจัยและพัฒนาการใช้คอมพิวเตอร์ต่อหัวและร้อยละของประชากรที่ได้ศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาการศึกษาที่น่าสนใจอีกฉบับโดยยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ได้ประเมินสถานการณ์การศึกษาในประเทศไทยในด้านที่เกี่ยวกับการพัฒนากําลังคนและมีข้อสรุปที่สําคัญดังนี้

1) ระดับมัธยมศึกษา

ช่องว่างระหว่างชุมชนเมืองและชนบทน้อยลง แต่ช่องว่างระหว่างชายและหญิงกลับขยายตัวเพิ่มขึ้นมีความแตกต่างกันอย่างมากในจํานวนนักเรียนมัธยมศึกษาระหว่างกลุ่มประชากรที่ยากจนและกลุ่มที่ร่ำรวยคุณภาพของการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา มีนักเรียนจํานวนมากทําคะแนนได้ในระดับต่ำกว่าระดับความสามารถที่ยอมรับได้การจัดสรรงบประมาณให้การศึกษาระดับมัธยมศึกษามีสัดส่วนต่ำกว่าประเทศอื่น

2) ระดับอาชีวศึกษา

มีปัญหาเชิงคุณภาพและการผลิตที่ขาดเป้าหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความต้องการของประเทศการเรียนการสอนเน้นปริมาณผู้เข้าเรียนและจบการศึกษา มากกว่าที่จะเน้นขีดความสามารถในด้านปฏิบัติในระดับเทคโนโลยีต่างๆครูไม่มีประสบการณ์จริง และขาดทักษะและประสบการณ์ในอาชีพนั้นๆการเรียนการสอนในระดับสายอาชีพ ยังอยู่ในโรงเรียนเป็นส่วนใหญ่ ไม่สามารถตามเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรมได้ทันการเรียนในสายอาชีพ ยังขาดการประเมินผลในเชิงคุณภาพขาดแรงจูงใจให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้การศึกษาและฝึกอบรมอย่างจริงจัง ระบบทวิภาคี (DualSystem) ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรการจัดสรรทรัพยากรที่ใช้ในการศึกษาสายอาชีพยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ

3) ระดับอุดมศึกษา

บางส่วนยังเน้นการผลิตบุคลากรตามแนวความคิดอุดมศึกษาของตะวันตก โดยมิได้วิเคราะห์และยังไม่ได้ใช้ปัจจัยด้านการจ้างงาน (ตลาด) ของไทย เป็นตัวชี้นําการผลิตอย่างแท้จริง

– คุณภาพของสถาบันการศึกษาและบัณฑิตยังไม่ได้มาตรฐานสากล

– แต่ละสถาบันขาดระบบการบริหารจัดการศึกษาที่ดี

– ขาดเป้าหมายการพัฒนา “กําลังคน” ของชาติโดยรวม

– ขาดความเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจหรือสถานประกอบการ

– การศึกษามิได้สร้างโอกาสการจ้างงานให้ (Employability) นักศึกษาจึงขาดเป้าหมายและความกระตือรือร้นที่จะศึกษาและฝึกปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาตนเอง เพราะเมื่อจบไปไม่ทราบว่าจะมีงานทําหรือไม่ และจะตรงกับวิชาชีพที่เรียนหรือไม่

การมีงานทําและผลิตภาพของแรงงาน

• การว่างงานของผู้มีการศึกษาระดับวิชาชีพชั้นสูงและระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีสัดส่วนต่อผู้ว่างงานทั้งหมดสูงขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่า การจัดการศึกษายังไม่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

• ผลิตภาพของแรงงานไทยอยู่ในระดับต่ํา แนวโน้มผลิตภาพของแรงงานไทยเพิ่มขึ้นจาก 93,662บาท/คน/ปี ในปี 2544 เป็น 117,094 บาท/คน/ปี ในปี 2550 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียงประมาณร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางใกล้เคียงกับไทย เนื่องจากระบบการศึกษาไม่สามารถผลิตและพัฒนากําลังคนให้มีสมรรถนะในการปฏิบัติงานได้จริงตรงตามความต้องการของภาคการผลิตการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและผลกระทบทางสังคม

• ประชากรวัยแรงงาน กลุ่มอายุ 15-59 ปี มีแนวโน้มลดลงเล็กน้อยจากร้อยละ 67.37 ของประชากรรวมในปี 2551 เป็นร้อยละ 62.83 ของประชากรรวมในปี 2570 ประชากรในวัยทํางานได้รับการศึกษาแตกต่างกันเพราะการจัดการศึกษาแบบแพ้คัดออกและสภาพการต่อสู้เพื่อเอาตัวเองรอดและแก่งแย่งแข่งขันในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมผูกขาด ทําให้ผู้เรียนต้องออกกลางคันคือเรียนไม่จบมัธยมปลายและอาชีวศึกษาเป็นสัดส่วนสูง และไม่ได้เรียนรู้ที่จะเป็นแรงงานที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานและเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้มากนัก แม้คนที่ได้เรียนจบมัธยมปลาย/อาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยจํานวนหนึ่งก็มีปัญหาด้านผลิตภาพของแรงงานค่อนข้างต่ำปัญหาความยากจนกับโอกาสในการได้รับการศึกษา

• ประสบการณ์ในหลายประเทศ สะท้อน การลงทุนพัฒนาการศึกษาของรัฐถ้าทําได้ทั่วถึงและมีคุณภาพเมื่อทําไปได้ระยะหนึ่งจะช่วยแก้ปัญหาคนจนและลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงได้ในระดับหนึ่ง แต่การบริหารจัดการศึกษาในประเทศไทยไม่ได้ให้บริการคนจนได้อย่างเสมอภาค คือถึงคนยากจนส่วนหนึ่งได้เรียนชั้นประถมหรือมัธยมต้นบ้าง ก็มักจะได้เรียนในสถานศึกษาในชนบทหรือชุมชนแออัดที่มีคุณภาพต่ำกว่าสถานศึกษาสําหรับคนรวยคนชั้นกลาง การบริหารจัดการศึกษาไทยจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจนและการกระจายรายได้ให้เป็นธรรมขึ้น

• งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันไปในทางเดียวกันว่า ประเทศที่จัดการศึกษาอย่างทั่วถึงเสมอภาคและดําเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจสังคมที่มุ่งกระจายรายได้ให้เป็นธรรม สามารถพัฒนาการศึกษาและการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมได้ประสบความสําเร็จมากกว่าประเทศที่ไม่ได้ทําทั้ง 2 เรื่องนี้ปัญหาของการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนากําลังคนไปพัฒนาประเทศปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาในการจัดการศึกษาไปพัฒนาประเทศ อาจสรุปให้เห็นภาพรวมได้จากรายงาน 2 ฉบับ ดังต่อไปนี้คือ

รายงานโดยสํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) เรื่อง 9 ปี ของการปฏิรูปการศึกษาได้กล่าวถึง

ปัญหาการดําเนินงานในประเด็นที่เกี่ยวกับผลิตและพัฒนากําลังคนไว้อย่างน่าสนใจ คือ

1) ผู้จบการศึกษาระดับ ปวช.และปวส. ส่วนมากศึกษาต่อในระดับปริญญาในสาขาที่ไม่ตรงกับการเรียนในระดับ ปวช. และ ปวส. และพบว่าผู้สําเร็จอาชีวศึกษาร้อยละ 75 ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี เข้าสู่ตลาดแรงงานเพียงร้อยละ 25 ทําให้ขาดแคลนกําลังคนระดับกลางหรือระดับปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง

2) ผู้จบการศึกษาใหม่ ยังไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตรงลักษณะงาน สถานประกอบการส่วนใหญ่ต้องนําไปฝึกอบรมอีกอย่างน้อย 3-6 เดือน ทําให้ต้องมีค่าใช้จ่ายและเสียเวลาเพิ่มขึ้น

3) กําลังคนที่ผลิตขาดคุณลักษณะด้านความรู้และทักษะที่จําเป็นอย่างพอเพียง เช่น ทักษะด้านการสื่อสาร

ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ (ฟัง พูด อ่าน เขียน) การใช้คอมพิวเตอร์และความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศความรู้ด้านการบริหารจัดการ ความรู้ในการประยุกต์ใช้ตัวเลข/ทักษะคํานวณขั้นพื้นฐาน เป็นต้น

4) กําลังคนที่ผลิตขาดคุณลักษณะที่สําคัญบางประการ เช่นการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ การแก้ปัญหาในงาน การทํางานเป็นทีม ความรับผิดชอบในงาน ความซื่อสัตย์ ความอดทน ความขยัน มีวินัยตรงต่อเวลา ภาวะผู้นําเป็นต้น

5) การผลิตกําลังคนในระดับปริญญาตรี โดยเฉพาะด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์เกินความต้องการทั้งนี้จากการศึกษาของสํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พบว่า มีความต้องการกําลังคนด้านนี้เพียงร้อยละ 10 ถึง15 แต่จากปริมาณบัณฑิตที่จบการศึกษาในแต่ละปี เช่นในปี 2549 พบว่า มีบัณฑิตจบสาขาสังคมศาสตร์มากที่สุด (166,217 คน) รองลงมาเป็นสาขาวิศวกรรมศาสตร์ (77,450 คน) และสาขาศึกษาศาสตร์ (29,968 คน) และพบว่าผู้จบใหม่ที่ไม่มีงานทําเป็นสาขาสังคมศาสตร์มากที่สุดโดยมีจํานวนประมาณ 90,000 คน โดยรวมทั้งประเทศมีบัณฑิตที่จบใหม่และไม่มีงานทําประมาณปีละ 100,000 คนข้อเสนอแนะของผู้ทําวิจัยเรื่องสภาวการณ์การศึกษาไทยในเวทีโลก พ.ศ.2550 จากข้อมูลของสภาวการณ์การศึกษาของไทยเปรียบเทียบกับนานาประเทศ มีข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

1. โดยที่ประชากรวัยแรงงานไทยส่วนใหญ่ยังมีการศึกษาต่ำ จึงควรส่งเสริมการศึกษานอกระบบหรือการศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษาตลอดชีวิตและการศึกษาตามอัธยาศัยแก่ประชากรวัยแรงงานให้มากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพแรงงานไทยให้มีคุณวุฒิอย่างน้อยที่สุดระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือสําเร็จการศึกษาภาคบังคับโดยรวดเร็ว

2. การที่ทั้งประชากรแรงงานไทยมีการศึกษาต่ำรวมทั้งอัตราการเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาของไทยยังต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ จึงควรเร่งขยายโอกาสการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับมัธยมศึกษาอย่างมีคุณภาพแก่ประชากรวัยเรียนด้วยมาตรการที่หลากหลาย

3. เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตประชากรตั้งแต่เล็ก จะต้องเร่งขจัดภาวะทุพโภชนาการแลการขาดแคลนอาหารควบคู่กับการส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กปฐมวัยได้เข้ารับการเตรียมความพร้อม เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา รวมทั้งให้ความรู้แก่แม่ในการเลี้ยงดูลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากครอบครัวยากจน

4. เร่งปรับปรุงคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการอ่านที่เป็นพื้นฐานของการเรียนในสาระวิชาอื่นๆวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซึ่งเด็กไทยยังมีผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าหลายประเทศมาก รวมทั้งควรส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษด้านต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อพัฒนามันสมองให้กับประเทศชาติและเพื่อป้องกันการเสียเปรียบในการแข่งขันในเวทีนานาชาติ

5. การศึกษาระดับมัธยมศึกษาไทยยังมีขนาดชั้นเรียนใหญ่ มีอัตราส่วนครูต่อนักเรียนสูง ทั้งจํานวนชั่วโมงการสอนของครูก็มาก เมื่อเทียบกับประเทศในกลุ่มประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมและประเทศตลาดเกิดใหม่ และไทยขาดแคลนครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จึงควรเร่งเพิ่มจํานวนครูในสาขาดังกล่าวทั้งเพื่อลดขนาดชั้นเรียนและอัตราส่วนครูต่อนักเรียน นอกจากนี้จะต้องลดภาระงานครูด้านอื่นๆ ที่นอกเหนือจากงานด้านการสอน เพื่อใช้เวลาในการเตรียมการสอน ให้คําแนะนํานักเรียนและพัฒนาตนเองให้มากขึ้น

6. เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษา โดยกํากับและดูแลมิให้มีเด็กต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน รวมทั้งให้ความช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส เด็กในชนบทยากจนเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับและมีโอกาสเรียนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นอกจากนี้ควรพัฒนาระบบติดตามการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถตรวจสอบการจัดสรรและการนําไปใช้ให้สอดคล้องและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนให้มากที่สุด

7. สร้างความเสมอภาคแก่คนและนักเรียนที่อาศัยอยู่ในชนบท ท้องถิ่นห่างไกลให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน และมีโอกาสได้รับการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยการใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเรียนรู้ เช่นสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ (ETV) ระบบอินเทอร์เน็ตไร้สาย ห้องสมุดเคลื่อนที่ รถวิทยาศาสตร์ เป็นต้น รวมทั้งการปรับปรุงคุณภาพการใช้สื่อและเทคโนโลยีในการใช้จัดการเรียนการสอน

8. ส่งเสริม สนับสนุนภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มากขึ้นในทุกระดับการศึกษา มีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบายและแผนการจัดการศึกษาของสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา รวมทั้งกฎหมาย กฎระเบียบหรือแนวปฏิบัติที่ส่งผลกระทบต่อสถานศึกษาเอกชน

9. พิจารณาทบทวนเกณฑ์การเลื่อนชั้นและการซ้าชั้นทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และควรมีการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของระบบการศึกษาไทยโดยรวม เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบการบริหารการศึกษาให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และมีนวัตกรรมทางการศึกษามากยิ่งขึ้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บทที่ 4 การศึกษากับการพัฒนาเศรษฐกิจ



ความเห็น (0)