​ครูรักศิษย์เท่ากัน


มีคนเข้าไปถามใน Quora ว่าทำไมครูไม่รู้ว่าตนมีหน้าที่ปฏิบัติต่อศิษย์อย่างเท่าเทียมกัน และมีคนเข้าไปตอบ อ่านได้ ที่นี่ เป็นคำตอบที่ไม่ดี ไม่ครบถ้วน คนตอบคนหนึ่งชื่อ Donovan Tull ตอบจากประสบการณ์ในประเทศนิวซีแลนด์ ว่าครูมีความรู้มากกว่านักเรียนไม่มากนัก และเชื่อว่าครูคงจะไม่เข้าใจการทำงานของสมอง อ่านแล้วรู้สึกว่าเขาไม่นับถือครูเลยนะครับ


เขาบอกว่า ครูก็เป็นปุถุชน ปุถุชนย่อมมีรักมีชังเป็นธรรมดา จากประสบการณ์ส่วนตัวของเขา ในชั้นประถม ครูรักเด็กนักเรียนหญิงมากกว่า เพราะเด็กผู้ชายซน สอนยาก ตัวเขาเองเป็นเด็กที่ครูเกรงใจ เพราะพ่อทำหน้าที่หาทุนสนับสนุนโรงเรียน ผมไม่แน่ใจว่าเกรงใจพ่อกับรักลูกจะเหมือนกันหรือไม่


ผมมีประสบการณ์ส่วนตัวตอนเข้าไปเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัดในเมือง (สมัยนั้นระบบการศึกษา เป็น 4 + 6 + 2 - ประถม มัธยม เตรียมอุดม) ตอนเรียน ม. ๑ ผมอายุ ๑๐ ขวบ เป็นเด็กบ้านนอกเต็มตัว ท่าทางคงจะบ้านนอก และหน้าตาคงจะบอกความเป็น “ลูกเจ๊ก” (แม่ผมเป็นลูกจีน ร้อยเปอร์เซ็นต์ ชื่อก็เป็นจีน) จึงถูกครูบางคนพูดจาแบบดูถูก ผมจำความรู้สึกนั้นไว้ ว่าผมจะไม่แสดงกิริยาวาจา ดูถูกคนอื่นแบบนั้นเป็นอันขาด มาไตร่ตรองสะท้อนคิดตอนนี้ ความสะเทือนใจครั้งนั้น คงจะได้ transform ผม เป็นเหตุการณ์ที่สร้าง transformative learning มองผิวเผินเป็นโทษในระยะสั้นตอนเจ็บปวดใจ แต่กลายเป็นคุณในระยะยาวคือได้เรียนรู้ปรับปรุงตนเอง ไม่ทราบว่าข้อ reflection นี้จะเป็นการยกหางตนเองหรือไม่


ที่จริงตอนเรียนชั้นมัธยมที่ชุมพรนั้น มีเพื่อนที่ “บ้านนอก” และฐานะยากจนกว่าผมจำนวนมาก และผมสังเกตว่าเด็กบ้านนอกเหล่านี้อยู่ในฐานะหนึ่งแตกต่างจาก “เด็กในตลาด” โดยเฉพาะเด็กที่เป็นลูกข้าราชการ เด็กฐานะดีเหล่านี้ครูจะแสดงท่าทีแบบหนึ่ง ที่แม้ผมจะเป็นเด็กก็สังเกตเห็น


แปลกที่เมื่อมาอยู่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีเพื่อนจากต่างจังหวัดจำนวนมาก และหลายคน ฐานะไม่ดี ผมไม่รู้สึกว่าอาจารย์ปฏิบัติต่อนักเรียนจากต่างจังหวัดและฐานะไม่ดี แตกต่างจากเพื่อนที่เป็นลูกเศรษฐี หรือลูกหมอ ลูกข้าราชการผู้ใหญ่ อาจมีบ้างที่อาจารย์บางคนรักและยกย่องเพื่อนบางคนเป็นพิเศษ เพราะ ความเด่นของพ่อแม่ แต่ไม่มีการดูถูกดูแคลนนักเรียนคนอื่นๆ อาจเป็นเพราะใครๆ ก็รู้ว่านักเรียนโรงเรียนนี้ มีอนาคตดีทั้งนั้น


กลับมาที่ครูรักศิษย์เท่ากัน ในส่วนที่ผมคิดว่าสำคัญกว่าที่กล่าวมาข้างต้นแบบเทียบกันไม่ได้เลย คือให้ความสนใจการเรียนรู้ของศิษย์ทุกคน (แต่ไม่เท่ากัน คนเรียนเก่งก็เอาใจใส่แบบหนึ่ง คนเรียนอ่อนก็เอาใจใส่แบบหนึ่ง) โดยหาทางให้ศิษย์เกิดการเรียนรู้แบบ “รู้จริง” (mastery learning) ทุกคน และที่ว่ารู้จริงนั้น เป็นการเรียนรู้/พัฒนาการ อย่างครบถ้วนทุกด้าน อย่างเป็นองค์รวม คือด้านจิตใจหรืออุปนิสัย ด้านทักษะ (แห่งศตวรรษที่ ๒๑) และด้านความรู้


คิดอย่างนี้แล้ว ผมตีความว่า เราต้องการครูที่เป็น “มนุษย์ระดับ ๖” ที่ทำหน้าที่ “ครูเพื่อศิษย์” โดยไม่หวังผลตอบแทน ตามแนวทางของ ครูเรฟ

เพื่อให้ครูทำหน้าที่ตามที่คาดหวังข้างบนได้ ครูต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะการมีปฏิสัมพันธ์กับศิษย์ ตามที่เล่าในหนังสือ ครูนอกกรอบกับห้องเรียนนอกแบบ และ ครูแท้แพ้ไม่เป็น ซึ่งเมื่ออ่านรายละเอียดจะพบว่า การรักศิษย์เท่ากัน นั้น ไม่ใช่ดูแค่ผิวเผิน ไม่ใช่การปฏิบัติต่อศิษย์เหมือนๆ กันหมด ต้องแยกแยะลูกศิษย์ และใช้ยุทธศาสตร์ปฏิสัมพันธ์กับศิษย์แบบไม่เหมือนกัน โดยมีเป้าหมายคือการวางรากฐานชีวิตให้แก่ศิษย์ ให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด ตามศักยภาพของแต่ละคน

วิจารณ์ พานิช

๓ ต.ค. ๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)