เปิดโปง..ปรีดี สั่งกบฏและคอมมิวนิสต์ยึดวังหลวง และบงการคอมมิวนิสต์ไทยรบยืดเยื้อ (ตอนจบ)​

ปรีดี ในวันนั้น ก็คือ คนแดนไกลในวันนี้ , คณะราษฎรในวันนั้น ก็คือ แก็งค์เผาไทยในวันนี้ , คอมมิวนิสต์ในวันนั้น คือ เสื้อแดง นปช.ในวันนี้ , คนไทยตาสว่างหรือยัง ว่าจะต้องสามัคคีร่วมกัน สร้างระบอบการเมืองการปกครองแบบไทยๆ โดยคนไทย เพื่อคนไทย อย่างแท้จริง โดยไม่สนใจตะวันตก และจะต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์ของเราไว้ได้อย่างไร

วันที่ 18 ธ.ค.57 เปิดโปง..ปรีดี สั่งกบฏและคอมมิวนิสต์ยึดวังหลวง และบงการคอมมิวนิสต์ไทยรบยืดเยื้อ (ตอนจบ)

ตอนที่แล้ว ปรีดี เหลิงอำนาจ เป็นเผด็จการเต็มพิกัดเหมือนฮิตเลอร์ ใครก็ตามที่จะเปิดปากคดีสวรรคต ร.8 จะถูกส่ง “เก๋งดำ” ไปจอดหน้าบ้าน และถูกฆ่าตาย จนเขาถูกปฏิวัติ หนีไปลี้ภัยอยู่จีน แล้วกลับมานำทหารกบฏ พร้อมกำลังคอมมิวนิสต์ จากทุกภาค บุกเข้ายึดวังหลวง และด้วยความเจ้าเล่ห์ไม่ซื่อ จะเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศเป็นระบอบประธานาธิบดี

** ความเดิม ลับมาก ปรีดี ฆ่าตัดตอนพยาน หวังเป่าคดี ร.8 สวรรคต (ตอน 3) คลิ๊กไปที่ https://www.facebook.com/topsecretthai/posts/301460453377322

ปรีดี กับพวก พร้อมอาวุธครบมือ ได้บุกเข้าไปในสถานีวิทยุพญาไท แล้วใช้อาวุธบังคับเจ้าหน้าที่กรมโฆษณาการ แล้วใช้มุกเดิมสมัยปฏิวัติ 2475 กระจายเสียงแอบอ้างเบื้องสูงดื้อๆ ว่า ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ล้มเลิกรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม เสีย และคณะรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งด้วย (โห้..คนดี ๆ ย่อมไม่ทำแบบนี้แน่ๆ )

และได้ยังแอบอ้างพระราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนาย ดิเรก เป็นนายกรัฐมนตรี รมต.ต่างประเทศ และ รมต.การคลัง ให้นายทวี เป็น รมต.มหาดไทย และได้ประกาศแต่งตั้ง และปลดบุคคลสำคัญ อีกหลายคนมั่วไปหมด จากนั้นพวกกบฎปรีดี ก็ถอดชิ้นส่วนของเครื่องวิทยุกระจายเสียงไปด้วย เพื่อป้องกันมิให้รัฐบาลทำการกระจายเสียงต่อไปได้ ( ทำเหมือนปี 2475 เปี๊ยบ)

คำแถลงการณ์จากวิทยุของพวกกบฏปรีดี แพร่สพัดไปอย่างรวดเร็ว ฝูงชนที่สัญจรไปมา พากันโกลาหล กลับบ้านจ้าละหวั่น เพราะเกรงอันตราย ร้านรวงต่างๆ พากันปิดกิจการ เพราะกลัวพวกคอมมิวนิสต์ ญวน และ พวกกบฏ ที่ปรีดีนำมา จะปล้นสะดมเมืองหลวง ฉวยโอกาสชิงทรัพย์สิน

รัฐบาล จอมพล ป. จึงออกประกาศ เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงการปฎิวัตินั้นว่า รัฐบาลได้ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกกบฎ อย่างใกล้ชิดตลอดเวลาเป็นระยะ จึงได้ทราบแน่ชัดว่า ไม่มีวิถีทางใดที่จะหลีกเลี่ยงการนองเลือดได้ จึงเตรียมอยู่ทุกโอกาสที่จะรับมือพวกกบฎ

รัฐบาลจึงได้แต่งตั้งให้ พล.ต.สฤษดิ์ ผู้บัญชาการทหารบกที่ 1 เป็นผู้อำนวยการปราบปรามกบฎคราวนี้ , ปรีดี และพรรคพวกคอมมิวนิสต์ จะเข้ายึด กรมรักษาดินแดน และทำการปลดอาวุธให้สิ้นเชิง แต่ก็ช้าไปเพราะคำสั่งจากกองบัญชาการของรัฐบาล ให้เตรียมรับสถานการณ์ ทำให้ทหารในกรมการรักษาดินแดน จึงพร้อมอยู่เสมอในการที่จะรับการจู่โจมจากฝ่ายกบฎปรีดี

ฝ่ายรัฐบาลก็ลำเลียงกำลังทหาร และอาวุธเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ทำให้กรมการรักษาดินแดน มีกำลังต้านทานแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ฝ่ายกบฏปรีดี จึงได้เปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ ใช้การเจรจาทางการทูตแทน โดยให้คนยกธงขาว ขอเปิดการเจรจาด้วยสันติวิธี แต่ได้รับการปฎิเสธจากรัฐบาล ไม่ยอมหลงกลลวง

เจ้ากรมรักษาดินแดน ได้ยื่นคำขาดให้ฝ่ายกบฏปรีดี ถอยออกไปเสียจากวังหลวง และธรรมศาสตร์ก่อนรุ่งอรุณ ถ้าไม่ปฎิบัติตาม จะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ต่อมาเสียงปืนจากการรบกันจึงดังขึ้นระงมไปหมด เกิดสงครามกลางเมือง ระหว่างรัฐบาลไทย กับกบฎคอมมิวนิสต์ปรีดี , พล.ต.เผ่า รองอธิบดีตำรวจ ได้นำกำลังตำรวจสถานีชนะสงคราม ยึดกรมโฆษณาการคืนไว้ได้

รถยนต์หุ้มเกาะ ก็วิ่งมาที่กรมโฆษณาการ พร้อมด้วยทหารอาวุธครบมือ นำโดย พล.ท. หลวงกาจ รองผู้บัญชาการทหารบก จากนั้นกำลังทหารอีกหน่วยหนึ่ง จากสวนเจ้าเชตุ ก็มาถึง และเข้าทำการรักษากรมโฆษณาการต่อจากกำลังตำรวจ

เวลา 23.00 น. ปรีดี สั่งให้ลูกน้องยิงใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ค. 85 จากท่าวาสุกรี ไปยังวังสวนกุหลาบ อันเป็นที่ตั้งกองบัญชาการทหาร โดยฝ่ายกบฎยิงชุดแรกยิงไป 4 นัด แต่ลูกกระสุนพลาดเป้า ไปตกที่หลังบ้าน พล.ท.สุข , อีกจุด ได้มีการปะทะกันที่สะพานเฉลิมโลก โดยรถยนต์ของทหารเรือกบฎ คันหนึ่ง ได้ปะทะกับกำลังของรัฐบาล ชั่วครู่ทหารเรือก็พากันหลบหนีไป

ด้านพระบรมมหาราชวัง อันเป็นป้อมปราการของ ปรีดี เปิดฉากยิงเข้าไปใน ร.พัน.1 มีทหารเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บอีกหลายนาย ผู้บังคับบัญชาการกองทัพทหารราบที่ 1 ได้สั่งการให้ยิงโต้ตอบไปบ้าง เสียงดังสนั่นกรุง ประมาณ 1 ชั่วโมงก็เงียบไป ระหว่างนี้ได้มีการเจรจา ระหว่างทหารเรือ กับ ทหารบก แต่ไร้ผล

เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล การปราบปรามก็ต้องกระทำโดยเร่งรีบที่สุด พล.ต.สฤษดิ์ จึงตัดสินใจที่จะบุกเข้าปรากบฎในพระบรมมหาราชวัง สั่งนำขบวนรถถังนำโดย พ.ท.กฤษ ผู้บัญชาการกองรถรบ ก็บุกเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง ทางประตูวิเศษไชยศรี โดยทหารราบ และทหาร ป.ต.อ. วิ่งตามเข้าไป

พวกฝ่ายกบฏปรีดี ในพระบรมมหาราชวัง ยิงสารพัดปืน กราดออกมาดังห่าฝน รถถังรัฐบาลคันหนึ่ง ถูกปืนบาซูก้ากระหน่ำเสียจนไปต่อไม่ได้ จากนั้นรถถังอีก 2 คัน ก็พุ่งเข้าชนประตูวิเศษไชยศรีจนประตูเบื้องซ้ายพังลงมา จากนั้นก็พากันบุกเข้าไปอย่างรวดเร็ว เกิดการยิงต่อสู้กันอย่างรุนแรงและหนักหน่วง หูดับตับไม้ล้มตายกันเป็นใบไม้ร่วง

กำลังทหารฝ่ายรัฐบาลอีกส่วนหนึ่ง ได้โอบล้อมเข้าไปอย่างเงียบๆ เคลื่อนเข้ายึดวังสราญรมย์ และระดมยิงปืนใหญ่ เวลาย่ำรุ่ง 06.00 น. ประตูสวัสดิ์โสภา และ เทวาพิทักษ์ ก็พังลง เปิดทางให้ทหารราบ กรูกันเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง ได้อีก 2 ทาง ฝ่ายกบฏปรีดี จึงถูกบีบวงล้อมกระชับขึ้น และตกอยู่ในวงล้อมฐานะลำบาก

กบฏ ปรีดี และชนชั้นหัวหน้า พากันหลบหนี ออกจากพระบรมมหาราชวัง ทางประตูด้านท่าราชวรดิตถ์ โดย ร.ท.สิริ เป็นผู้นำออกไป แต่เมื่อได้นำตัวปรีดี ออกไปได้แล้ว ก็เกิดกลัวความผิด จึงได้กระโดดน้ำตาย ที่ท่าราชวรดิตถ์นั่นเอง พวกกบฏปรีดี ภายในพระบรมมหาราชวังถูกยิง และปราบราบคาบ ถูกจับกุมจนสิ้น

ที่สะพานราชเทวี ทหารเรือฝ่ายปรีดี ยิงต่อสู้กับทหารบก อย่างดุเดือด , ที่มักกะสัน พล.ต.สฤษดิ์ ได้นำกำลังที่มีอยู่ เคลื่อนมายังบริเวณดังกล่าว ท่ามกลางการยิงต่อสู้กันอย่างดุเดือด พล.ร.ต.ประวัติ ฝ่ายปรีดี ได้เข้าพบ พล.ต.สฤษดิ์ เพื่อเปิดเจรจาหยุดยิง พล.ต.สฤษดิ์ ยอมรับข้อเสนอ ฝ่ายทหารเรือ ทหารบก หยุดยิงกันตลอดแนว แต่ละฝ่ายก็เคลื่อนกำลังเข้าสู่ที่ตั้งของตน

ตำรวจได้ทำการจับกุม พ.ต.อ.บรรจงศักดิ์ และ พ.ต.โผน ฝ่ายปรีดี และถูกยิงตายในเวลาต่อมา กบฎวังหลวงยุติลง จอมพล ป. ได้ส่งคนของคณะรัฐประหารฝ่ายตรงข้ามที่วางใจได้ เข้าสวมตำแหน่งสำคัญๆ ไว้ อิทธิพลในทางการเมืองของ ปรีดี หมดลงไป

วันที่ 4 มีนาคม 2492 จอมพล ป. และ พล.ต.อ.เผ่า ดำเนินมาตรการเฉียบขาดสังหาร 4 รัฐมนตรีอีสาน ฝ่ายนายปรีดี (ทองอินทร์, ถวิล , จำลอง ,ทองเปลว) ใกล้มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ โดยถูกยิงคนละไม่ต่ำกว่า 10 นัด การก่อกบฏยึดวังหลวงของปรีดีครั้งนี้ ล้มเหลวไม่เป็นท่า พรรคคอมมิวนิสต์ของปรีดี พ่ายแพ้ล้มตายไปจำนวนมาก

วันที่ 6 สิงหาคม 2492 เมื่อ ปรีดี พ่ายแพ้ จึงหนีลี้ภัยการเมืองที่อยู่ประเทศจีน ที่พรรคคอมมิวนิสต์นำโดยเหมาเจ๋อตุง ชนะกองทัพ เจียง ไคเช็ค หนีไปใต้หวัน ต่อมา ร.ท.วัชรชัย ก็หลบหนีไปร่วมกับ ปรีดี ยังประเทศจีนด้วย หลังจากนั้น ปรีดี ก็ลี้ภัยอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ นานมากถึง 21 ปี เป็นผู้นำคอมมิวนิสต์ไทยพลัดถิ่น

วันที่ 1 ตุลาคม 2492 พรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียต มีชัยชนะเหนือพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ เปลี่ยนชื่อประเทศเป็น "สาธารณรัฐประชาชนจีน"

เหมาเจ๋อตุง ได้รับการแต่งตั้งเป็น "ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน" ส่วนพรรคก๊กมินตั๋ง เดินทางลี้ภัยไปไต้หวัน และก่อตั้ง "สาธารณรัฐจีน" ที่ไต้หวัน เจียงไคเช็ก ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานาธิบดี

--------------------------->
วันที่ 29 มิถุนายน 2494 เมื่อจอมพล ป. ได้ไปเป็นประธานในพิธีรับมอบเรือขุด "แมนฮันตัน" ที่รัฐบาลสหรัฐ มอบให้แก่ไทย ตามโครงการว่าด้วยการช่วยเหลือร่วมมือระหว่างสองประเทศ เพื่อใช้ในการขุดลอกสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา กระทำพิธีที่ท่าราชวรดิตถ์ ได้มีทูตานุทูตของประเทศต่างๆ ได้ร่วมเป็นเกียรติเป็นจำนวนมาก

ภายหลังรับมอบเรือเรียบร้อยแล้ว จอมพล ป. ก็ได้รับเชิญให้ขึ้นไปชมเรือแมนฮัตตัน เมื่อเหยียบขึ้นเรือ ทหารเรือกลุ่มหนึ่งพร้อมปืนกลมือ ภายใต้การนำของ น.ต.มนัส ผู้บังคับการเรือรบหลวงสุโขทัย ก็ปราดเข้าประชิดตัว จอมพล ป. และบังคับให้ไปลงเรือรบศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นจอดลอยลำอยู่ที่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา

ท่ามกลางการตกตลึงของบรรดดาทูตานุทูตต่างประเทศ และผู้ติดตาม คณะรัฐมนตรีได้เปิดประชุมกันอย่างเคร่งเครียด ลงมติให้ปราบปรามพวกกบฏด้วยความรุนแรง และเด็ดขาด ต่อมารัฐบาลได้ออกแแถลงการณ์ ประกาศให้ประชาชนทราบ และยืนคำขาดให้ปล่อยตัว จอมพล ป.

ทหารบกจึงได้ส่งกำลังรบ เข้าลุยทหารเรือ ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา การต่อสู้เกิดขึ้น และทหารบก สามารถยึดสถานที่สำคัญๆ ไว้ได้ และตีทหารเรือแตกกระเจิงไป จนไม่สามารถจะควบคุมการต่อสู้ไว้ได้ จึงพากันหลบหนีไปอย่างสับสนอลหม่าน

วันที่ 30 มิถุนายน นั้นเอง รัฐบาลได้ส่งเครื่องบินจากกองทัพอากาศ มาทิ้งระเบิดรอบๆ เรือรบหลวงศรีอยุธยา และได้ตัดสินใจทิ้งระเบิดใส่เรือรบหลวงศรีอยุธยา เสียงระเบิดดังสนันหวั่นไหว ภายในไม่กี่วินาที เรือรบหลวงศรีอยุธยาก็เริ่มเอียง ภายในเรือเกิดการโกลาหลวุ่นวาย

ทหารเรือบางส่วนพากันกระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยาว่ายเข้าหาฝั่ง โดยมีทหารเรือคนหนึ่งพยายามที่จะช่วยชีวิต จอมพล ป. ให้กระโดดน้ำหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด น.ต.มนัส เมื่อเอาตัวรอดมาได้แล้วก็หนีออกนอกประเทศ โดยขอลี้ภัยการเมืองอยู่ในเขมร

หลังจากกบฎแมนฮัตตันแล้ว รัฐบาลได้ส่งพวกของคณะรัฐประหารที่วางใจได้ เข้าสวมตำแหน่งสำคัญๆ ไว้โดยสิ้นเชิง นายทหารชั้นผู้ใหญ่ถูกปลดออกจากตำแหน่งหมด พวกของปรีดีในกองทัพเรือหมดอำนาจ อิทธิพลในทางการเมืองของปรีดี ก็หมดลงไปด้วย

--------------------------->
ปรีดี ผู้นำคอมมิวนิสต์ไทยพลัดถิ่นที่อาศัยในจีน จึงได้ทำการชักใย สนับสนุน พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในประเทศไทย ช่วงปี 2491 - 2512 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทย ให้เป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ตามอุดมการณ์เดิม เขาทำกลวิธีเลียนแบบตำราคอมมิวนิสต์จีนทุกอย่าง ต่อสู้ด้วยอาวุธกับทหารไทย

วันที่ 12 ตุลาคม 2497 มีการสืบพยานคดี ร.8 ตามระบบกฎหมายไทยขณะนั้นทุกประการ ด้วยอำนาจสายปรีดี หมดลง จึงไม่สามารถช่วย นายชิต , นายบุศย์ และนายเฉลียว ได้ ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ถูกศาลพิพากษาประหารชีวิต ( ถ้าใครจะโต้แย้งให้ไปค้นกูเกิ้ลคำว่า "คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 1544/2497 " ) และพวกเขาได้ขอพระราชทานอภัยโทษ

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 รัฐบาลขณะนั้นถวายคำแนะนำว่าไม่สมควรให้พระราชทานอภัยโทษ เพราะเป็นคดีร้ายแรงของชาติ เช้ามืดวันนั้น ทั้ง 3 คน ถูกนำตัวไปประหารชีวิตที่เรือนจำบางขวาง, ในส่วน ปรีดี และ ร.อ.วัชรชัย นั้น ถึงแม้จะมีพยานที่ให้ถ้อยคำต่อศาลพาดพิงถึง แต่เหตุที่ปรีดี ร.อ.วัชรชัย ไม่โดนคำพิพากษา เพราะเขาลี้ภัยไปอยู่จีน

เขากลายเป็นผู้หนีความผิดตามหมายจับ (คล้ายคนแดนไกล) จึงไม่เคยมาขึ้นศาลเลยสักนัด การไต่สวนเขาตามระบบยุติธรรมก็ถูกตัดตอน ตำเนินการตามระบบไปต่อไม่ได้เพราะขาดผู้ต้องหา ศาลจะตัดสินเขาก็ทำไม่ได้ตามกฎหมายไทยในขณะนั้น..สรุป ปรีดี และ ร.อ.วัชรชัย กลัวความผิดจึงไม่กล้าสู้ในกระบวนการยุติธรรมไทย แต่มีหมายจับคาอยู่

พ.ศ.2498 มีการสร้างฐานการเมืองมวลชน ที่มีการแข่งขันทางการเมืองที่นำไปสู่การวิจารณ์บทบาทของรัฐบาล จอมพล ป. อย่างหนัก เขาเริ่มรู้สึกว่ารัฐบาลของตนกำลังไปไม่รอด เมื่อการเมืองแปรเปลี่ยน รัฐบาลเขาได้หันไปประนีประนอมกับกลุ่มการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มของนายปรีดี และกลุ่มคอมมิวนิสต์ในไทย

กลุ่มทหารของจอมพลสฤษดิ์ มีแนวโน้มที่เข้มแข็งเป็นอย่างมาก ดังนั้น จอมพล ป. ตั้งใจจะแก้เกมส์ด้วยการอนุญาตให้ ปรีดี กลับมาไทย เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองให้ไทยกลายเป็นสาธารณรัฐ โดยมีจอมพล ป. เป็นประธานาธิบดี ส่วนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ช่วงนั้น รัฐบาลจอมพล ป. จึงเดินเกมส์จะนำนายปรีดี กลับจากจีนมาไทย

วันที่ 16 กันยายน 2500 ในช่วงเย็นต่อเนื่องถึงกลางคืน จอมพลสฤษดิ์ ได้นำกำลังทหารเข้ายึดอำนาจการปกครอง โค่นล้ม จอมพล ป. ออกจากตำแหน่ง ในคืนนั้นเองเขาและ พล.ต.อ.เผ่า ได้ลี้ภัยไป จอมพล ป. ได้หลบหนีไปด้วยรถยนต์ส่วนตัว กับผู้ติดตามเพียง 2 คน ไปอย่างหวุดหวิด โดยผ่านไปทางประเทศกัมพูชา ก่อนที่ จอมพล ป. จะลี้ภัยทางการเมืองที่ประเทศญี่ปุ่นและตายที่นั่น ส่วน พล.ต.อ.เผ่า ไปลี้ภัยที่สวิสเซอร์แลนด์

** อ่านความเดิมตอนนี้ จอมพลผ้าขาวม้าแดง กับ จอมพล ป.ผู้บังอาจ บั้นปลายชีวิตที่แตกต่างราวฟ้ากับเหว คลิ๊กที่ https://www.facebook.com/topsecretthai/posts/297439770446057

นายปรีดี ที่ขอลี้ภัยในจีน ซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ จีนมีเงื่อนไขที่จะสนับสนุนทุกอย่างให้นายปรีดีฯ กลับไปสู่อำนาจในประเทศไทย โดยมีเงื่อนไขที่สำคัญ 3 ประการคือ ให้คนจีนในเมืองไทยมีสิทธิปกครองตนเอง (แบ่งแยกประเทศคล้าย สปป.ล้านนา) , ให้เปิดโรงเรียนจีนที่สอนแต่หนังสือจีนอย่างเดียวไม่บังคับให้เรียนหนังสือไทย และให้รับเอาภาษาจีนเป็นภาษาราชการอีกภาษาหนึ่ง

พ.ศ.2504 เดือน กันยายน ได้มีการเปิดประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ ได้มีมติให้เตรียมการลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธเพื่อป้องกันตนเอง ฝึกฝนอาวุธที่โรงเรียนการทหารของพรรค ที่ประเทศเวียตนาม และได้ปรับยุทธศาสตร์การต่อสู้ “ป่าล้อมเมือง” ปลุกระดมมวลชนชาวไร่ ชาวนาเข้าร่วมเป็นแนวร่วมให้มากยิ่งขึ้น

พ.ศ. 2506 พคท. เริ่มจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ ในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งช่วงนั้นเป็นพื้นที่ที่ราษฎรมีความยากจน มากที่สุดของไทย ต่อมาได้ขยายอาณาเขตไปทางภาคเหนือตอนบน ติดกับประเทศพม่า

วันที่ 7 สิงหาคม 2508 วันเสียงปืนแตก เป็นวันที่ พคท. ใช้อาวุธโจมตีกองกำลังรัฐบาลไทยเป็นครั้งแรก ที่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2510 วันเสียงปืนแตกในเขตงานภาคเหนือ ที่บ้านน้ำบาน ตำบลนาไร่หลวง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน มีการขยายแนวการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

พ.ศ. 2511 พคท.ได้มีการประชุมคณะกรรมการพรรค ปรับบทบาทให้ทำปฏิวัติ และในปีถัดไป ได้มีการขยายการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ และกระจายฐานที่มั่นก่อการร้ายทั่วประเทศ โดยมีการประกาศจัดตั้ง “กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.)” ใช้ยุทธศาสตร์ป่าล้อมเมือง บ้านล้อมเมือง สถานการณ์ในห้วงเวลาดังกล่าวมีทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้ถูกพรรคคอมมิวนิสต์เข้ายึดครองรอบด้าน

จากนั้นมา ทำให้เกิดการฆ่าฟัน ล้มตาย ของคนไทยด้วยกัน ทหารไทย และทหารจีนคณะชาติ กองพล 93 ฝ่ายเจียงไคเช็คเดิม ที่หนีไปไต้หวันไม่ทันราว 2 หมื่นคน จนสมัครใจมาช่วยทหารไทย รบกับคอมมิวนิสต์ และได้สัญชาติไทยในเวลาต่อมาเมื่อปี 2528

** ความเดิม กองพลที่ 93 จีน-ไทย ยุคคอมมิวนิสต์สู้รบด้วยอาวุธ คลิ๊กไปที่https://www.facebook.com/topsecretthai/posts/285678731622161

ต่อมาเวียดนาม เปิดสงครามกับจีน ทิศทางการเมืองระหว่างประเทศเริ่มเปลี่ยน ไทยกับจีน เริ่มมีสัมพันธ์ดีขึ้นเล็กน้อย ทางการไทย ได้ขอให้ทางการจีนสังหาร ร.ท.วัชรชัย ผู้ลงมือปลงพระชนม์ ร.8 ให้ตายตกไปตามกันที่จีน

พ.ศ. 2513 โจวเอินไหล เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้เชิญปรีดี ให้ออกจากประเทศ ไปลี้ภัยในประเทศฝรั่งเศส ไม่เคยกลับมาสู้คดีลอบปลงพระชนม์ ร.8 ในไทยอีกเลย จนกระทั่งเขาตายบนโต๊ะทำงานด้วยโรคหัวใจ และญาตินำซากกระดูกกลับมาไทย เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2529 เมื่อนำกระดูกมาลอยอังคาร กลับเกิดเหตุฝนตกพายุแรงหนัก จนลอยอังคารไม่สำเร็จ

------------------------------>
สรุป..ไม่ว่านักการเมืองในยุคหลังๆ จะบิดเบือนประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างไร แต่ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ ว่าปรีดี และ คณะราษฎร คือ กบฏทรราช ผู้ที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ รังแกพระมหากษัตริย์ไทย ถึง 3 พระองค์ ( รัชกาลที่ 7-8-9) ทั้งที่พระองค์ทรงมีให้แต่พระเมตตา

วิธีการที่นักการเมืองคณะราษฎรไม่กี่คน กระทำย่ำยีกับพระเจ้าอยู่หัวของคนไทยทั้งชาติ แก่งแย่งพระราชอำนาจจากพระมหากษัตริย์ มาเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับของพวกตนเอง จากนักการเมืองรุ่นหนึ่ง สู่อีกรุ่นหนึ่ง สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยอ้างการเลือกตั้งเป็นฉากหน้า

เหยียบย่ำหากินกันบนความยากไร้ของประชาชน แบบนี้หล่ะหรือ คือ รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี และคณะราษฎร และกีดกันพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ให้ต้องสวรรคตในต่างแดน ที่อังกฤษ , ปรีดี และ คณะราษฎร ยังไม่หนำใจ ลอบปลงพระชนม์ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เด็ดขั้วดวงใจคนไทยเสียอีก ( ถ้าใครจะโต้แย้งให้ไปค้นกูเกิ้ลคำว่า "คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 1544/2497 " )

ปรีดี และคณะราษฎรสายคอมมิวนิส์ ก็ยังไม่หนำใจ ถึงขนาดก่อรัฐประหาร ยะโสโอหัง บุกยึดพระบรมมหาราชวังพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มิหนำซ้ำ แอบอ้างประกาศพระบรมราชโองการ อย่างไม่อายฟ้าดิน ข่มเหงรังแกพระมหากษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ในราชวงศ์จักรี และราษฎรไทยนานถึงกว่า 38 ปี ( พ.ศ.2475 – 2513)

ซ้ำร้าย ปรีดี และ คณะราษฎร ยังชักใยเป็นแกนนำ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในอดีต เสียอีก หวังจะสถาปนาระบอบการเมืองการปกครองนี้ในประเทศไทย ถึงกับปลุกปั่นยุยง ให้คนไทยที่ยากจน และรู้ไม่เท่าทันเลห์เหลี่ยม เป็นคอมมิวนิสต์ แล้วจับอาวุธขึ้นมาสู้กับทหารไทย

จนเลือดไทยด้วยกันเอง หลั่งรินไปทั่วปฐพี ฆ่าแกงกันเหมือนไม่ใช่คน เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการทุพพลภาพ กำพร้า บ้านแตกสาแหรกขาด คนแบบ ปรีดี และ คณะราษฎร นี้ล่ะหรือ ที่คนแดนไกล แก๊งค์เผาไทย ขบวนการล้มเจ้า ผลไม้พิษ และเสื้อแดง นปช.ยึดเป็นต้นแบบไอดอลเชิดชู

นี้หน่ะหรือ คือ รัฐบุรุษ ผู้เป็นศาสดาของประชาธิปไตยในประเทศไทย แล้วเขาได้นำประชาธิปไตยแท้จริงมาให้ประชาชนแล้วหรือยัง ?..ชิงพระราชอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาก็แล้ว..มีการเลือกตั้งก็แล้ว..ถึงวันนี้ประเทศไทย ก็ยังล้มลุกคุกคลาน เริ่มต้นตั้งไข่ใหม่มานับครั้งไม่ถ้วน

เวลาที่ผ่านมาเป็นบทพิสูจน์เป็นรูปธรรมว่า "ประชาธิปไตยของไทย ไม่เคยมีอยู่จริง จากน้ำมือของนักการเมือง " ระบอบการเมืองการปกครอง จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่..สิ่งสำคัญคือขอเพียงให้ประเทศไทยมั่นคง และประชาชนไทย มีความสงบสุข เจริญ มั่งคั่ง อยู่ในศีลในธรรมของแต่ละศาสนาก็พอ และต้องยึดประเพณี อารยธรรมแบบไทย ๆ แต่โบราณไว้อย่างมั่นคง

มีระบบปกครองที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเอง โดยคนไทย และเพื่อปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง โดยไม่ติดกับดัก คำว่าประชาธิปไตย ดั่งบทเรียน 82 ปีที่ผ่านมา ราษฎรไทย ถวิลหาผู้ปกครองที่ทรงคุณธรรม ไม่ใช่ระบอบที่ชาติตะวันตก สร้างมาครอบความคิดของเรา เพื่อบิดเบือนเป็นข้ออ้างหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน

ใครที่ยังมองปรีดี และคณะราษฎร ว่ามีคุณงามความดี ให้เข้าใจเถอะว่าได้เข้าใจผิดมาตลอดทั้งชีวิต ตาสว่างในวันนี้ยังไม่สาย ให้การศึกษา บอกเล่าความจริงด้านมืดของประวัติศาสตร์ที่หายไปช่วงนี้ กับทุกๆ คนที่รู้จัก ให้เห็นถึงภัยร้ายแรงของแนวคิดแก๊งค์เผาไทย ขบวนการล้มเจ้า

ปรีดี ในวันนั้น ก็คือ คนแดนไกลในวันนี้ , คณะราษฎรในวันนั้น ก็คือ แก็งค์เผาไทยในวันนี้ , คอมมิวนิสต์ในวันนั้น คือ เสื้อแดง นปช.ในวันนี้ , คนไทยตาสว่างหรือยัง ว่าจะต้องสามัคคีร่วมกัน สร้างระบอบการเมืองการปกครองแบบไทยๆ โดยคนไทย เพื่อคนไทย อย่างแท้จริง โดยไม่สนใจตะวันตก และจะต้องปกป้องสถาบันกษัตริย์ของเราไว้ได้อย่างไร

ให้พ้นภัยจากน้ำมืออำมหิต ของอสูรกาย "คณะราษฎรเผาไทย" กลายพันธุ์นี้ !!

คัดลอกจาก [email protected]

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การทรงงานพัฒนาประเทศ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



ความเห็น (3)

เขียนเมื่อ 

จีนได้สังหาร รอ. วัขรชัย ตามคำขอหรือไม่

เป็นประวัติศาสตร์บอกเล่าที่น่าสนใจ มีรายละเอียดที่คนไทยยังไม่เคยรู้อยู่มากแต่น่าเสียดายที่ผู้เขียนโฉบเฉี่ยวไปยังผู้อื่น คนแดนใกล ส้มเจ้า เสื้อแดง หน้ากะบัง ปูเน่า ฯลฯ โดยยังไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจน และเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ทำให้ลดทอนความน่าเชื่อถือของบทความทั้ง สี่ตอนไปมาก เราจะเชื่อได้กี่เปอร์เซ็นต์กันเล่า ในเมื่อผู้เขียนแสดงยังไม่เป็นนักวิชาการบริสุทธิ์ที่คำนึงถึงความจริงแท้ ความเป็นธรรม มีหลักฐานอ้างอิงในทุกสิ่งที่เล่ามา

อย่างไรก็ตาม รู้สึกขอบคุณในข้อมูลต่าง ๆจากบทความของท่านผู้เขียน เป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้สนใจศึกษาต่อยอดต่อไป

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณ ผศ.ดร.กัลยา ธรรมพงษา ที่เขียนแสดงความคิดเห็น ผมไม่ใช่นักวิชาการ เป็นนักปฎิบัติ ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือและทราบแหล่งค้นหาข้อมูลมากนัก ผมสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ไทย แต่ไม่ค่อยชอบอ่าน นอกจากเป็นเรื่องที่อยากรู้จริงๆซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการทำงานและการดำรงชีวิตของผม สำหรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองสมัยรัชกาลที่ ๗ และ การสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ เป็นเรื่องที่ผมสนใจมาก และเป็นเรื่องค้างคาใจอยู่ตลอดเวลา ว่าความจริงเป็นอย่างไร เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการสวรรคตหลายเล่ม แต่ก็ไม่มีข้อมูลใดๆที่ชี้ชัดได้ เมื่อมาได้อ่านบทความนี้ที่มีต่อเนื่องกันถึง 8 ตอน แยกเป็น 2 ส่วนๆแรกเริ่มจากรัชกาลที่ ๕ ต่อเนื่องไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองและเป็นผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนที่สองเป็นเรื่องของการปลงพระชนม์รัชกาลที่ ๘ ผมอ่านและติดตามทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบโดนโฟกัสไปที่เรื่องหลักๆสำหรับเรื่องที่ ผศ.ดร.กัลยา ธรรมพงษา แสดงความเห็นไว้ "ผู้เขียนโฉบเฉี่ยวไปยังผู้อื่น คนแดนใกล ส้มเจ้า เสื้อแดง หน้ากะบัง ปูเน่า ฯลฯ โดยยังไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจน และเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ทำให้ลดทอนความน่าเชื่อถือของบทความทั้ง สี่ตอน" ผมไม่ได้นำมาเป็นสาระมากนัก เนื่องจากเป็นเรื่องของความคิดเห็นของแต่ละคน ซึ่งย่อมมีความแตกต่างเป็นธรรมดา สิ่งที่ผมต้องการทราบคือข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ส่วนความคิดของผู้เขียนที่ใส่ลงไปในบทความ เป็นเรื่องของวิจารณญาณของผู้อ่าน ผมพยายามแสดงความเห็นเรื่องความคิดต่างอยู่ตลอดเวลาว่า เป็นเรื่องปกติ ไม่เคยนำมาเป็นเครื่องตัดสินว่าความคิดของใครถูกของใครผิด แต่ละคนมีข้อมูลและจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้เหตุผลในความคิดของคนอื่นได้เท่ากับตัวของผู้คิดเอง ความคิดและการกระทำของแต่ละคนอาจไม่ตรงกันก็ได้ ข้อความเดียวกัน แต่อาจจะนำไปคิดในประเด็นและมิติที่แตกต่างกันได้ จึงไม่สามารถนำมาไว้ได้ว่าถูกหรือผิด น่าเชื่อถือหรือไม่ ข้อสำคัญอยู่ที่ผลที่ตามมาเป็นอย่างไร กับเหตุการณ์ในอดีต และเราสามารถนำเอามาใช้เป็นบทเรียนในการเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

เขียนเมื่อ 

ขอโทษครับ มีพิมพ์ผิดจากบันทึกแสดงความคิดเห็นก่อนนี้ "จึงไม่สามารถนำมาไว้ได้ว่าถูกหรือผิด" ต้องเป็น "จึงไม่สามารถนำมาวัดได้ว่าถูกหรือผิด"