ไขปริศนา..ลับมาก ขั้นตอนปรีดีวางแผน ก่อนรัชกาลที่ 8 สวรรคต (ตอนแรก)

ประวัติศาสตร์ความจริงจะมี “เพียงชุดเดียว” จะนานเท่าไรก็เหมือนกันทุกครั้ง เพราะคือคำพิพากษาหลักฐานราชการอ้างอิงได้ เพียงแต่ประวัติศาสตร์ความจริงคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ในอดีตที่ผ่านมา ไม่มีโอกาสเผยแพร่สู่สาธารณะชน เพราะพาดพิง เกี่ยวโยงถึงนักการเมืองที่มีอำนาจในประเทศจำนวนมาก

วันที่ 15 ธ.ค.57 ไขปริศนา..ลับมาก ขั้นตอนปรีดีวางแผน ก่อนรัชกาลที่ 8 สวรรคต (ตอนแรก)

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นปริศนามานานมากถึง 68 ปี และคลุมเครือเรื่อยมาก คือ กรณีการสวรรคต ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ที่มีการปล่อยข่าวลือต่างๆ นาๆ วันนี้จะพาไปไขปริศนาลับดำมืดนี้ ให้เห็นขั้นตอนปรีดี คิดร้ายต่อพระองค์ แบบชวนให้ตะลึง

โดยจะอ้างอิงจากคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 1544/2497 , หลักฐานราชการ บันทึกในหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และหลักฐานอื่นๆ โดยไม่นำข้ออ้างของผู้ต้องหา ความรู้สึกส่วนตัวของ ญาติ หรือการมโน ของเบี่ยงเบนทางการเมือง โดยไม่มีพยานและหลักฐาน

** ความเดิมเปิดโปงปรีดี และนักการเมืองคณะราษฎร พรากกษัตริย์ของชนเผ่าไทย อาดูรทั้งแผ่นดิน คลิ๊กไปที่ https://www.facebook.com/topsecretthai/posts/299189100271124

ช่วงปี 2476 – 2489 เวลา 13 ปี สยาม ที่ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นไทย มีการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีไทยเป็นว่าเล่นถึง 5 คน บางคนเป็นถึง 5 สมัยต่อเนื่อง บางคนเป็น 2 รอบ 2 สมัย แต่ทุกคนล้วนอยู่ภายใต้อิทธิพลการชักใยอยู่เบื้องหลังของปรีดีทั้งสิ้น (เหมือนคนแดนไกลชักใย อยู่เบื้องหลังนายกฯ นอมินี ลุงหมัก สมชาย ปูข้าวเน่า)

วันที่ 16 ธันวาคม 2484 เจ้าพระยายมราช (ปรีดีเป็นหลานเขย) ที่ถึงแก่อสัญกรรม สภาผู้แทนราษฎร มีมติแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ขึ้นใหม่ ประกอบด้วย พระองค์เจ้าอาทิตย์ และ " ปรีดี " ต่อมาพระองค์เจ้าอาทิตย์ถูก ปรีดี “ บีบบังคับลาออกจากตำแหน่ง "

ปรีดี ที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงครอบงำให้สภาผู้แทนราษฎร ให้มีมติแต่งตั้งเขาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ " แต่เพียงผู้เดียว" และแต่งตั้งให้เป็นต่อไปอีกเรื่อยๆ แบบไร้เวลาสิ้นสุด อ้างว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ยังทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไม่สามารถเสด็จนิวัติประเทศไทยได้

ปรีดี จึงใช้อำนาจ ซื้อทองคำแท่งหนัก 1 ล้านออนซ์ ( ราว 31,104 กิโลกรัม) และโอนเงินปอนด์เพื่อแลกซื้อเงินดอลลาร์ และทองคำแท่งดังกล่าว ไปเก็บไว้ที่สหรัฐ และไม่ได้คืนมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะอเมริกาบ่ายเบี่ยงไม่ยอมคืน..ฝีมือคนนี้แหละ

ช่วงขณะนั้น ปรีดี และคณะราษฎร จึงกลายเป็นผู้มากบารมีเบ็ดเสร็จในประเทศไทย คุมอำนาจบริหาร นิติบัญญัติทุกส่วน (เหมือนรัฐบาลเผาไทยที่ผ่านมา) สภาออกกฎหมายอะไรก็ได้ เพราะปรีดี ก็เป็นผู้สำเร็จราชการลงนามประกาศใช้ได้ทันที เรียกว่าชงเอง กินเอง เบ็ดเสร็จ ประเทศไทยขณะนั้น คือ ระบอบเผด็จการดีๆ นี่เอง เพราะไม่มีการถ่วงดุลอำนาจใดๆ เลย

มีการนำทรัพยสินของวัง เช่น รถยนต์ประจำตำแหน่งเบื้องสูง ฯลฯ มาใช้นั่งชูคอดั่งของส่วนตัวปรีดี และพวก แต่เหตุที่ปรีดี ยังไม่กล้าออกกฎหมายยกเลิกการปกครองระอบสมบูรณาญาสิทธิราช เสียเลยทันที ก็เพราะเกรงตัวอย่างปฎิวัติรัสเซีย ที่เกิดความวุ่นวาย สงครามกลางเมือง 2 ฝ่ายยาวนานนับสิบปี เพราะประชาชนไม่ยอม สุดท้ายผู้ก่อปฏิวัติก็พ่ายแพ้ตายกันหมด

วันที่ 1 ธันวาคม 2485 ผู้ที่เลื่อมใสลัทธิคอมมิวนิสต์ในไทย ได้ประกาศจัดตั้ง พรรคคอมมิวนิสต์ไทย มีสมาชิกร่วมก่อตั้ง 57 คน มีการประชุมสมัชชาพรรค ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจุดเริ่มของกองกำลังก่อการร้ายของปรีดี ในหลายปีต่อมา (รออ่านความเชื่อมโยงในตอนต่อๆ ไปเรื่อยๆ)

วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2487 จอมพล ป. ลาออก เนื่องจาก ส.ส.ไม่อนุมัติร่างกฎหมาย ย้ายเมืองหลวงจากกรุงเทพฯ ไปอยู่เพชรบูรณ์ (เขาย้ายพระแก้วมรกตไปไว้ในถ้ำ อ.หล่มสัก) และ ร่างกฎหมายจัดสร้างพุทธบุรีมณฑล แต่เพื่อรักษาอำนาจไว้ต่อ ปรีดี และ จอมพล ป. จึงให้นายควง (หลวงโกวิท) เป็นนายกรัฐมนตรี รักษาอำนาจต่อ

เพราะนายควง เป็นร่วมรุ่นปรีดี และจอมพล ป. ตอนเรียนเมืองนอก และเคยมีบทบาทร่วมเป็นคณะราษฏรปฏิวัติปี 2475 คือการตัดสายโทรศัพท์และโทรเลข และปรีดี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนามแต่งตั้งเขาทันที ต่อมานายควง นำไทยเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 อีกราว 1 ปี

วันที่ 31 สิงหาคม 2488 นายควงลาออก เพราะท่าทางฝ่ายอังกฤษจะชนะสงครามโลก สภาผู้แทนราษฎร มติเลือกนายทวี เป็นนายกฯ เฉพาะกาล เพื่อรอเวลา ม.ร.ว.เสนีย์ เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และปรีดี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนามแต่งตั้งเขาทันที

วันที่ 2 กันยายน 2488 สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตร คือ สหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา, สหภาพโซเวียต และจีน มีชัยชนะเหนือฝ่ายอักษะ เยอรมัน, อิตาลี และญี่ปุ่น

วันที่ 17 กันยายน 2488 นายทวี เป็นนายกฯ ประมาณ 17 วัน ลาออก เปิดทางให้ ม.ร.ว.เสนีย์ อัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อมาแก้ไขข้อขัดแย้งช่วงสงครามโลก กับ อังกฤษ และปรีดี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ลงนามแต่งตั้งเขาทันที

ช่วงเวลา 10 ปีที่ ปรีดี และคณะราษฎร ครองอำนาจแบบเผด็จการตามเป้าหมายหลัก ที่แฝงลึกไว้ช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยที่ประชาชนไม่รู้ความจริง...ทำให้เขามัวเมาในอำนาจมากได้ทุกสิ่งที่ต้องการ เป็นแรงจูงใจสำคัญ และไขปริศนาดำมืด คดีรัชกาลที่ 8 มาถึง 68 ปี ดังจะเล่าต่อไป

** ปรีดี ยังมีแรงจูงใจโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ จักรวรรดิอังกฤษ โค่นล้ม พระเจ้าสีป่อ กษัตริย์พม่าองค์สุดท้าย เพราะช่วงเวลาไม่ห่างกันนัก คลิ๊กไปดูที่ https://www.facebook.com/topsecretthai/posts/280703798786321

วันที่ 15 ตุลาคม 2488 ม.ร.ว.เสนีย์ นายกรัฐมนตรี ยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ และยังรักษาการนายกฯ เดือนนี้ ปรีดี วางแผนจัดให้หนอนร้าย คือ นายเฉลียว คนสนิทชิดชอบของนายปรีดี เป็นคณะราษฎรคนหนึ่ง “ ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ” ให้ไปดำรงตำแหน่งราชเลขานุการในพระองค์ เพื่อเข้าไปสอดแนม และครอบงำราชการในวัง และนี่คือลางร้ายในเวลาต่อมา

ร.อ.วัชรชัย ซึ่งออกจากราชการไปแล้ว ปรีดี ให้เข้ามารับราชการเป็นราชองครักษ์ , ทั้งสองนี้เป็นผู้ที่ฝักใฝ่ใกล้ชิดสนิทสนมกับนายปรีดีเป็นอย่างมาก นายเฉลียว จึงจัดให้ นายชิต และ นายบุศย์ เป็นมหาดเล็กรับใช้ “ประจำห้องพระบรรทม” ทั้งหมดอยู่ภายใต้อำนาจของนายเฉลียว

วันที่ 5 ธันวาคม 2488 เป็นเวลานานถึง 10 ปีหลังการรัชกาลที่ 7 เสด็จออกจากประเทศไทย วันนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินี และพระราชอนุชา เสด็จนิวัติพระนครเป็นครั้งที่ 2 มีพระองค์ทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว ทำให้พระองค์สามารถเป็นพระประมุขแผ่นดิน โดยไม่ต้องมีผู้สำเร็จราชการอีกต่อไป

รัชกาลที่ 8 แม้พระชนม์มายุเพียง 20 พรรษา แต่กลับทรงเฉลียวฉลาดมาก พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัย ที่จะทรงทราบ และศึกษา โปรดเกล้าฯ ให้เชิญนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ปลัดกระทรวง และอธิบดีผลัดเปลี่ยนกันเข้าเฝ้า เพื่อเป็นโอกาสที่จะทรงซักถามกิจการในหน้าที่และแลกเปลี่ยนความรู้ สร้างความหวาดระแวงให้กับปรีดี และพรรคพวกอย่างมาก

ปรีดี สิ้นสุดจากการเป็นผู้สำเร็จราชการ เขาอิจฉาและไม่พอใจมาก และอยากจะยกตนให้มีสถานะเทียบเท่าเบื้องสูง (หลักการคล้ายๆ ฮุนเซนทำในปัจจุบัน คือ ยกตนเป็นสมเด็จฮุนเซน เอกอัครมหาเสนาบดี) ประจวบกับขณะนั้นมีสงครามโลกครั้งที่ 2 ใกล้สิ้นสุด รัฐบาลคณะราษฎร สมัยนั้น จึงเหลิง เพราะคุ้นชินแต่การฆ่าฟันคนโดยใช้อำนาจ

ปรีดี จึงได้ชิงจังหวะชุลมุนเพิ่งเลิกสงครามโลก บีบบังคับกราบบังคมทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ให้ยกย่องเขาไว้ในฐานะ "รัฐบุรุษอาวุโส" จุดนี้ คือ จุดเริ่มต้นของการคิดการใหญ่ เพราะนั่นหมายถึงปรีดี จะสามารถก้าวยกระดับต่อไปเป็น " ประธานาธิบดี" ของประเทศไทย ในอีกขั้นระยะถัดไป ถ้าประเทศไทยไม่มีสถาบันเบื้องสูง

วันที่ 23 ธันวาคม 2488 รัชกาลที่ 8 เสด็จประพาสจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยนายปรีดี , พลโท พระศรา สมุหราชองค์รักษ์ “ นายเฉลียว นายชิต” ทอดพระเนตรการแสดงอาวุธ ของคณะพลพรรคเสรีไทย ทรงโปรดการหัดยิงปืนชนิดใหม่ ๆ ที่มีผู้น้อมเกล้าถวาย

จากนั้นทรงเริ่มเสด็จพระราชดำเนินไปต่างจังหวัด เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นอยู่จริงของราษฎรของพระองค์ตามจังหวัดต่าง ๆ หลายแห่ง ทรงพระราชปฏิสันถารแก่ราษฎรที่มาเฝ้า ราษฎรถวายสิ่งของแม้เล็กน้อยก็ทรงยินดีรับ และโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินก้นถุงให้เป็นสิริมงคล ผู้ใดทุกข์ร้อนก็ทรงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือ

รัชกาลที่ 8 ทรงปลูกมะม่วงวางรากฐานด้านศาสนา พระราชทานพระราชทรัพย์บำรุงวัดวาอาราม และตั้งพระราชหฤทัยจะทรงผนวช แม้ทางศาสนาอื่น ก็อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยิ่งนานวัน พระองค์ก็ยิ่งทรงได้รับความนิยม เป็นมิ่งขวัญที่เคารพสักการะอย่างประทับใจ ด้วยความชื่นชมโสมนัส ของบรรดาข้าทูลละอองธุลีพระบาทและพสกนิกร (ช่วงนั้นประเทศไทยมีประชากรราว 17 ล้านคน)

ทางราชการรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ นายกฯ ได้จัดรถเชฟโรเลต และรถแนซ ถวายเป็นรถพระที่นั่งส่วนพระองค์ ถ้าจะเสด็จเป็นพระราชพิธี หรือรัฐพิธีแล้วก็ใช้รถโรลส์-รอยซ์และรถเดมเลอร์ ที่ก่อนหน้านี้ ปรีดีนำไปใช้เป็นรถส่วนตัว นั่งชูคอในฐานะผู้สำเร็จราชการ

ปรีดี อิจฉามากเพราะตนเองเคยใหญ่และใช้มาก่อน จึงวางแผนขอให้รัชกาลที่ 8 ทรงเลื่อนกำหนดเสด็จฯ กลับไปทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์ออกไปก่อน เพื่อพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แก่ปวงชนชาวไทยก่อน พระองค์ทรงพระเมตตา มิรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมปรีดี จึงทรงเลื่อนกำหนดวันเสด็จกลับตามคำแนะนำของโหรหลวง เป็นวันที่ 13 มิถุนายน 2489

วันหนึ่งหลังจาก รัชกาลที่ 8 เสด็จกลับจากหัวหิน สมเด็จพระราชชนนี จะเสด็จไปทรงซื้อของ นายฉันท์ ข้าราชบริพารผู้จงรักภักดี จึงสั่งให้นายระวิ หัวหน้าแผนกพระราชพาหนะ จัดรถยนต์ถวาย นายระวิบอกว่ารถไม่มี เพราะรถเชฟโรเลตนั้น นายเฉลียว ราชเลขานุการในพระองค์ จัดส่งไปให้ ปรีดี ใช้

ส่วนรถแนซ สำนักพระราชวัง ส่งไปกรมพาหนะทหารบก เพื่อซ่อมไว้ให้แขกเมืองใช้ ทำให้รถพระที่นั่งสำหรับทรงใช้ส่วนพระองค์ไม่มี นายระวิ จึ่งติดต่อไปทางกรมพาหนะทหารบก ปรากฎว่า ยังไม่ได้รื้อเครื่อง และนำไปจอดถวายที่มุขหน้าพระที่นั่งบรมพิมาน พอสมเด็จพระราชชนนีเสด็จลง รัชกาลที่ 8 ก็เสด็จตามมาส่ง

พระองค์ ทรงรับสั่งว่า "รถที่ไหน ๆ ไม่มีแล้วหรือ จึ่งมาเอารถของฉันไปเสียหมด" นายระวิกราบบังคมทูลว่า ทางราชการสั่งให้เอาไปก็ขัดไม่ได้ วันนั้นเองพระองค์ ได้มีพระราชกระแสรับสั่งกับพระยาชาติว่า นายเฉลียว จัดเอาไปให้นายปรีดีใช้ เพราะรถของนายปรีดีเสีย ทรงรับสั่งว่า

"ทำไมของอื่นจึ่งขาดไม่ได้ แต่ของฉันขาดได้ ถ้าเช่นนั้น ไฟไหม้ทำเนียบท่าช้าง ฉันมิต้องเอาวังให้อยู่หรือ เรื่องผู้คนก็เหมือนกัน เอาไปจากราชเลขาก็มี สำนักพระราชวังก็มี เมื่อต้องการจะมีทำไมไม่ตั้งขึ้นเอง"

มกราคม 2489 ปรีดี บงการให้ขโมยรถแนซ พระที่นั่ง ไปจากโรงเก็บรถ ในพระบรมมหาราชวังในเวลากลางคืน ทั้งๆ มีเวรยามเฝ้ารักษา เพื่อแสดงอำนาจเหยียดหยามพระองค์ที่ทรงสนพระทัยในรถคันนี้ พระองค์ข้องพระราชหฤทัยมาก ทรงพระราชอุตสาหะไปทรงตรวจสถานที่ในคืนวันหนึ่งว่า เก็บอย่างไร และยามอยู่ตรงไหน

ทรงมีพระราชประสงค์จะพบนายปรีดี แต่พระยาชาติ กราบบังคมทูลบ่ายเบี่ยงว่า ได้ให้พระรามอินทรา อธิบดีกรมตำรวจ จัดการสืบหาคนร้ายอยู่แล้ว พระองค์ทรงเตือนถามเรื่องราว พระยาชาติฯ อีก 2-3 ครั้ง และได้เคยทรงถามพระรามอินทรา ในที่สุดก็หาได้ตัวผู้ร้ายไม่ได้

ในบันทึกส่วนพระองค์ รัชกาลที่ 8 พบว่าพระองค์ทนไม่ได้ที่ถูก นายปรีดี ในฐานะนายกรัฐมนตรี และผู้สำเร็จราชการ ริดรอนพระราชอำนาจ กดขี่ ข่มเหง กอบโกย ทุจริต และเอาเปรียบประชาชน ถ้าปล่อยให้ ผู้ปกครองที่ไม่ธรรม ทำการดูแลบ้านเมืองต่อไป จะนำพาประเทศไปสู่ความเสียหาย

" แม้แต่รถก็ไม่มีให้ใช้ หากแม่เราป่วยจะไปโรงพยาบาลจะไปอย่างไร " พระองค์ จึงตั้งใจจะทรงสละราชสมบัติ มาลงเลือกตั้งแข่งขันเลือกตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี และจะให้พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ครองราชย์เป็นในหลวง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 แทน

หนอนร้าย นำความนี้ไปบอกปรีดี ล่วงรู้ ความหวาดระแวง ความริษยา และกลัวเสียอำนาจ จึงทำให้พวกเขาจึงรวมหัวกับพวก วางแผนปลงพระชนม์รัชกาลที่ 8 โดยเดือนมกราคม 2489 นั้น ปรีดี , ร.อ.วัชรชัย (ตุ๊) , เฉลียว และ นายชิต ประชุมครั้งแรก ที่บ้าน พล.ร.ต.กระแส (รับสารภาพเอง) ที่ถนนจักรพงษ์ จังหวัดพระนคร หารือกันในห้องรับแขก

วันที่ 31 มกราคม 2489 ม.ร.ว.เสนีย์ ยุบสภาผู้แทน มติสภาผู้แทนราษฎร เลือกนายควง (หลวงโกวิท) เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือน ที่ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดินในปี พ.ศ. 2475 เป็นนายกรัฐมนตรี คนถัดไป

วันที่ 18 มีนาคม 2489 นายทองอินทร์ ส.ส.อุบล (ผู้ใกล้ชิด ปรีดี ) กับพวกเสนอ พ.ร.บ.ปักป้ายข้าวเหนียว แต่เกิดขัดแย้งกับ นายควง เกรงจะเป็นการเดือดร้อน แก่ประชาชนทั่วไป ไม่มีมาตรการ ในการควบคุมราคา นายควง จึง ลาออกจากนายกฯ

วันที่ 24 มีนาคม 2489 สภาผู้แทนนอมินี เลือกปรีดี เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก สวมต่อทันที พร้อมควบตำแหน่ง รมต.คลัง เขากระหยิ่มในใจ เพราะแผนการร้ายของเขา สำเร็จขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแน่นอนแล้ว ทั้งอำนาจ เงินตรา กำลังคน

มีนาคม - เมษายน 2489 รัชกาลที่ 8 เริ่มวางรากฐานต้นมะม่วงการศึกษา โดยเสด็จฯ หอสมุดแห่งชาติ , สถานศึกษาหลายแห่ง เช่น โรงเรียนเทพศิรินทร์ , พระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , ราชแพทยวิทยาลัย ศิริราชพยาบาล , ทรงมีพระราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (ปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ) จึงได้ถือกำเนิดโรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 ขึ้นในประเทศ นับแต่บัดนั้นมา พระองค์ทรงได้เจริญรอยตาม กรมหลวงสงขลานครินทร์ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระองค์ อย่างแน่วแน่

วันที่ 1 พฤษภาคม 2489 ช่วงพลบค่ำ ปรีดี , ร.อ.วัชรชัย, เฉลียว และ นายชิต ประชุมครั้งที่ 2 ที่ห้องรับแขกบ้าน พล.ร.ต.กระแส ที่ถนนจักรพงษ์ จังหวัดพระนคร ปรีดี ถาม พล.ร.ต.กระแส ว่านายตี๋ (พยานในคดี) ซึ่งปรากฏตัวอยู่ในบ้านเป็นใคร พล.ร.ต.กระแส ตอบว่า เป็นพ่อค้าไม้ มาจากนครสวรรค์ เป็นคนดี ไว้ใจได้

แล้ว พล.ร.ต.กระแส ก็ให้นายตี๋ ไปหานายหงวน ที่บางลำพู เรื่องไม้หมอน นายตี๋ กลับมาเวลา 21.20 น. ปรีดี กับพวก กลับไปหมดแล้ว เมื่อแผนการร้ายสมบูรณ์ นายเฉลียว ไม่มีความเคารพยำเกรงต่อรัชกาลที่ 8 หลงเหลือ

เช่น ไขว่ห้างล่วงล้ำเข้าไปถึงหน้าพระที่นั่ง ถวายหนังสือราชการด้วยอาการขาดคารวะ จูบหญิงพนักงานในที่ทำการ ที่อยู่ตรงหน้าพระที่นั่งพระบรมพิมาน เป็นการเหยียดหยามพระราชประเพณี

วันที่ 9 พฤษภาคม 2489 รัชกาลที่ 8 แต่งพระองค์ด้วยสายสะพายนพรัตน์ นายชิต มือสังหารทีมนายเฉลียว แกล้งติดเหรียญเหรียญของรัชกาลที่ 6 ประมาณสิบกว่าเหรียญ สอดสายสะพายนพรัตน์ไม่มีดวงตราและดวงห้อย นายชิต แกล้งไม่เอา ดวงดาราติดอ้างว่า ยังให้คนไปเอาอยู่พอดี เพื่อจะได้ไม่ทันฤกษ์ตามหมายกำหนดการเวลา 10.00 น.

พอดีสมเด็จพระราชชนนีเสด็จมา รับสั่งถามว่า อย่างไรกัน พระพิจิตรฯ ดูนาฬิกาเห็นจวนเวลาเต็มที จึ่งสั่งให้นายชิต เปลี่ยนเครื่องฉลองพระองค์ใช้สะพายจักรีแทน ไม่ตรงตามหมายกำหนดการ ระหว่างเปลี่ยนสายสะพายอยู่นั้น นายชิตทำไปพูดไป

รัชกาลที่ 8 รับสั่งว่า ทำไปไม่ต้องพูด การกระทำของนายชิต มีเจตนาให้พระองค์ได้รับความอัปยศในงานพระราชพิธีท่ามกลางรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นเหตุให้คนทั้งหลายเข้าใจผิดในพระราชจริยาวัตร

วันที่ 10 พฤษภาคม 2489 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 3 ของไทย จัดร่างโดยสภาผู้แทนราษฎรนอมินี ปรีดี และประกาศและบังคับใช้ แล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ พอเป็นพิธีการ หลอกต้มประชาชนคนไทย ว่าได้ประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งแล้ว

ในวันนั้น ช่วงเย็น ปรีดี , ร.อ.วัชรชัย, เฉลียว และ นายชิต และพวกอีก 2 คน ประชุมครั้งที่ 3 ที่ห้องรับแขกบ้าน พล.ร.ต.กระแส ที่เดิม นายตี๋ (พยานในคดี) พ่อค้าไม้นครสวรรค์ ที่ยังพักที่บ้าน พล.ร.ต.กระแส ผู้มีบุญคุณ แอบได้ยินการสนทนาทั้งหมดคุยกันว่า “ ใกล้จะไปอยู่แล้ว จะทำอย่างไรก็ทำกันเสีย “ จากนั้นนายตี๋ ก็ลุกไปกินกาแฟนอกบ้าน ชั่วโมงเศษจึงกลับ ไม่พบคนเหล่านั้นแล้ว

วันที่ 17 พฤษภาคม 2489 ปรีดี , ร.อ.วัชรชัย, เฉลียว และ นายชิต และพวกอีก 2 คน ประชุมครั้งที่ 4 ที่ห้องรับแขกพร้อมดื่มสุรา แต่ พล.ร.ต.กระแส เดินออกมาด้านนอก นายตี๋ พ่อค้าไม้นครสวรรค์ ที่ยังพักที่บ้าน นั่งอยู่ที่ม้านั่งข้างขวา ห้องรับแขกด้านนอก ได้ยินเสียงพูดกันในห้องรับแขกว่า

ปรีดี บอกว่า "ผมไม่นึกเลย เด็กตัวนิดเดียว ปัญญาจะเฉียบแหลมถึงเพียงนี้" เฉลียวบอกว่า "ผมก็ได้ยิน ผมอยู่ใกล้พี่ชายว่าจะสละราชสมบัติให้น้อง คิดจะสมัครเป็นผู้แทนเป็นนายกฯ" ร.อ.วัชรชัย บอกขึ้นว่า "นั่นซีพวกเรา เขาคิดเรื่องนี้สำเร็จออกไปได้ พวกเราจะเดือดร้อน ไม่ได้ อย่าให้พ้นไปได้ รีบกำจัดเสีย"

นายเฉลียว บอกทันทีว่า "นั่นตกเป็นพนักงานพวกผมเอง" นายชิตบอกว่า "พวกผมทำสำเร็จแล้ว ขอให้เลี้ยงดูให้ถึงขนาดก็แล้วกัน" ปรีดี ตอบว่า "กันพูดไม่จริง ก็ให้เอาปืนมายิงกันเสีย" ปรีดี บอกว่า "ให้สำเร็จแล้ว กันจะมีรางวัลให้อย่างสมใจ"

รัชกาลที่ 8 ไม่เป็นที่ต้องพระราชอัธยาศัยนายเฉลียว ทรงรับสั่งแก่ ปรีดี ขอเปลี่ยนราชเลขานุการ นายเฉลียว จึงจำต้องออกจากตำแหน่งในราชสำนักไป ต่อมาปรีดี ผู้ยิ่งใหญ่ จึงได้แต่งตั้งนายเฉลียว ให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา..โห้ !!

ร.อ.วัชรชัย ราชองครักษ์ ฝักใฝ่อยู่ทางปรีดี ก็บกพร่องในการปฏิบัติงานในหน้าที่ราชองค์รักษ์ ขาดราชการบ่อย ๆ ทำให้รัชกาลที่ 8 ไม่ต้องพระราชหฤทัย ทรงขอให้รัฐบาลโยกย้ายจากตำแหน่งราชองครักษ์ ต่อมาปรีดี ผู้ยิ่งใหญ่ จึงได้แต่งตั้ง ร.อ.วัชรชัย เป็นเลขานุการนายกรัฐมนตรี..โห้ !!

ราวสัปดาห์สุดท้าย พฤษภาคม ปีนั้น เวลาเย็น นางสาวจรูญ ข้าราชบริพาร กระตือรือร้นเตรียมการตามเสด็จกลับไปต่างประเทศ ตามกำหนด 13 มิ.ย.2489 เพื่อตามสมเด็จพระราชชนนีได้ไป ได้เดินหยิบสิ่งของในห้องพระภูษา พบนายชิต อยู่ในห้องนั้น นายชิตพูดขึ้นว่า "นี่จะบอกให้ ท่านไม่ได้เสด็จดอก วันที่ 13 นั่น"

นางสาวจรูญถามว่า "เพราะอะไร" นางสาวจรูญจึงว่า “ไม่เชื่อหรอก” นายชิตก็หัวเราะแล้วพูดว่า "ไม่เชื่อก็แล้วไป คอยดูไปก็แล้วกัน" นางสาวจรูญเข้าใจว่า นายชิตล้อเล่น ต่อมา นายมี ยืนยันว่า นายชิต ก็ได้พูดแก่ตนเองทำนองเดียวกัน ในเช้าก่อนเสด็จสวรรคต

นายมี ไปบอก นายฉันท์ ผู้มีความจงรักภักดี ทำให้เขามีความหวั่นหวาดวิตกกังวลมาก และปรารภกับบุคคลหลายคนว่า เกรงจะมีภยันตรายแด่รัชกาลที่ 8 เขาได้พกปืน และคอยระแวดระวังเฝ้าพระองค์อย่างเต็มที่ แต่ไม่นานนัก นายฉันท์ ก็ถูกวางยาพิษในอาหารฆ่าตายปริศนา ศพเขียวไปทั้งตัว

ต้นเดือน มิถุนายน 2489 มีประชุมกันครั้งที่ 5 บ้าน พล.ร.ต.กระแส ประกอบด้วย ปรีดี ร.อ.วัชรชัย นายเฉลียว นายชิต นายชาติ คนสนิทปรีดีอีกคน และคราวนี้มีมือปืนรับจ้างมาด้วย คือ นายสี่ หรือ ชูรัตน์ มีการดื่มสุรากัน ทำให้นางสาวทองไป (พยานในคดี) ลูกจ้างอยู่ในบ้าน พล.ร.ต.กระแส จำใบหน้าทุกคนได้

วันนี้นายชาติ ได้ว่าจ้างนายสี่ ให้ยิงคนสำคัญ แต่ยังไม่บอกว่าใคร โดยสัญญาให้ค่าจ่าง 4 แสนบาท เมื่อทุกคนกลับไปแล้ว นายตี๋ พ่อค้าไม้ ที่ขึ้นๆ ลงๆ นครสวรรค์ กับกรุงเทพ พูดกับ พล.ร.ต.กระแส ว่า "เจ้าคุณ ในเรื่องนี้ เอากับเขาด้วยหรือ" พล.ร.ต.กระแส ตอบว่า

"เราไม่เอากับเขาหรอก เราเออ ๆ คะ ๆ ไปกับเขา (ปรีดี) เช่นนั้น เขามีวาสนา เขามีบุญคุณกับเรา" นายตี๋จึงว่า "ไม่เอากับเขาก็เป็นการดี"

--------------------------->
ประวัติศาสตร์เดิมนี้ไม่ต้องชำระใดๆ เพราะคำให้การพยาน หลักฐานต่อหน้าศาล ได้ถูกบันทึกไว้ทุกประโยค สิ่งนี้คือ “ประวัติศาสตร์ของจริง” แต่หากใครไปให้การ "นอกศาล" และใคร “ไม่ใช่พยานในคดี “ เป็นได้แค่ความเชื่อบอกต่อๆ กันมา อย่างนั้น "ไม่ถือเป็นประวัติศาสตร์" จึงไม่มีความน่าเชื่อถือใดๆ

ประวัติศาสตร์ความจริงจะมี “เพียงชุดเดียว” จะนานเท่าไรก็เหมือนกันทุกครั้ง เพราะคือคำพิพากษาหลักฐานราชการอ้างอิงได้ เพียงแต่ประวัติศาสตร์ความจริงคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ในอดีตที่ผ่านมา ไม่มีโอกาสเผยแพร่สู่สาธารณะชน เพราะพาดพิง เกี่ยวโยงถึงนักการเมืองที่มีอำนาจในประเทศจำนวนมาก

** ตอนแรกนี่แค่อุ่นเครื่องก่อน คอยๆ อ่านตอนต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะต่อจิ๊กซอ ทุกตอนเข้าด้วยกันเห็นภาพใหญ่ได้ ใครที่อยากหาหลักฐานไม่ยากเลย ราชการ ได้เตรียมไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว มีครบ พยาน หลักฐาน ใครชื่ออะไร นามสกุลอะไร พูดอะไร ไปค้นกูเกิ้ลคำว่า "คำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 1544/2497 "

ถ้าจะโต้แย้ง ขอให้ไปอ่านให้ละเอียดก่อนแต่ต้นจนจบ คนไทยต้องคำเคารพคำพิพากษาไทยที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่เคารพ Youtube เหมือนเดวิด จิตสับสน แห่งแก็งค์มโนโซเชียล ในคดีเกาะเต่า ที่อ้างภาพกล้องวงจรปิด และการทุบหัวหมู ทุบไก่ มากกว่าผล DNA ของ 4 สถาบัน

เหตุการณ์ระทึกใจจะเป็นเช่นไร มือปืนรับจ้าง นายสี่ หรือ ชูรัตน์ จะทำสำเร็จหรือไม่ ถ้าเขาไม่ทำ ใครจะทำ และมีขั้นตอนรายละเอียดอย่างไร ติดตามตอนต่อไปคลิ๊กที่ https://www.facebook.com/topsecretthai/posts/301147170075317

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การทรงงานพัฒนาประเทศ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว



ความเห็น (0)