โสภณ เปียสนิท
………………………………………………..
ภูเขาแห่งนั้นว่างเปล่าเรียกว่าเขาหัวโล้นก็ได้ เพราะชาวบ้านไม่มีส่วนในการดูแลรักษา จึงเป็นสาธารณสมบัติที่ใครเข้าไปแสวงหาประโยชน์เอาเองตามชอบใจ แม้ว่าจะเป็นการผิดกฎหมายหลักเกณฑ์เบื้องต้นแห่งการรักษาสิ่งแวดล้อม เมื่อกฎหมายบ้านเมืองกำหนดให้ไม่มีส่วนในการดูแลรักษา ไม่มีส่วนในการใช้ประโยชน์ จึงมีแต่ผู้ใช้ประโยชน์จากภูเขาและป่าอย่างแอบซ่อน ตัดต้นไม้ ล่าสัตว์ ขุดหินขาย รุกที่ดินชายเขาด้วยการยื่นผลประโยชน์ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ประสงค์หาเศษหาเลยจากตำแหน่งหน้าที่ของตน
ราวปีพุทธศักราชสองพันห้าร้อยสี่สิบสี่ พระอาจารย์รูปหนึ่งเดินทางรอนแรมมาพักบนเขาแห่งนั้น ด้วยการให้ศิษย์สร้างกุฏิหลังเล็กๆ ขึ้นเป็นหลังแรก ท่ามกลางการช่วยเหลือของชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธา ท่านอาศัยเป็นที่ปฏิบัติธรรมได้อย่างสบายใจ เช้าท่านทำวัตรสวดมนต์ปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐานสมถวิปัสสนาแล้วเดินลงไปบิณฑบาตที่หมู่บ้านไม่ห่างออกไปมากนัก กลับขึ้นมาทำภัตกิจเสร็จปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ ชาวบ้านเห็นพระคุณเจ้าลำบากในการเดินทางขึ้นลง จึงช่วยกันสร้างทางขึ้นให้ท่านจนสำเร็จพอใช้งานไม่นาน ช่วงหน้าฝนปีนั้นมาแรง ทำให้ทางขาดเป็นบางช่วงบางตอนในตอนปลายปี
ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านมีความไม่สงบทางจิต และโรคาพาธรบกวนจึงบอกลาญาติโยมลาไปทดลองปฏิบัติธรรมในสถานที่อื่นๆ ในที่อื่นๆ ดูบ้าง พระอาจารย์อีกรูปหนึ่งซึ่งเคยมาเยี่ยมเยือนท่านอยู่บ้าง เห็นว่าสถานที่แห่งนี้มีความสงบสงัดถูกต้องกับจริตของตน จึงเข้ามาพักอาศัยแทน การพักอาศัยตามป่าเขาถ้ำบ้านเรือนว่างเปล่าของชาวบ้านนั้นเป็นพุทธานุญาต สงฆ์สามารถเขาพักได้โดยไม่อาลัยอาวรณ์กับสิ่งเหล่านั้น
ยุคเริ่มแรกแห่งการก่อตั้งสำนักสงฆ์ทั่วไทยเป็นไปอย่างนี้ พระอาจารย์ผู้แสวงหาทางพ้นทุกข์ตามหลักการอุดมการณ์ของพระศาสนาดำเนินสืบต่อกันมา ปัจจุบันสถานการณ์ของทางบ้านเมืองและคณะสงฆ์เปลี่ยนแปรไป ป่ามีพื้นที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขบวนการยึดครองพื้นป่า พยายามขับดันให้พระสงฆ์อยู่แต่ในเมือง สงฆ์ในป่าก็ให้เดินทางออกจากป่าเข้ามาอาศัยในเมืองแทน ขณะที่ความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้นดั่งเรื่องช้างที่เกิดการฆ่าทำร้ายกันและกัน บางคราวถึงกับสิ้นชีวิตทั้งสองฝ่าย เพราะเหตุแห่งป่าอันเป็นต้นธารของชีวิต วิถีชีวิตแห่งพระป่า วิถีชีวิตแห่งคนป่า วิถีชีวิตแห่งสัตว์ป่า วิถีแห่งการถือครองพื้นป่าโดยคนเมืองที่เริ่มมีการแย่งชิง จนรุกลาม กลายเป็นความเดือดร้อนตามธรรมชาติที่ไม่สมดุล ฝนน้อยลง ไฟป่า ขาดน้ำมีแต่ความแห้งแล้ง อากาศร้อนขึ้นกว่าเดิมเรื่อยๆ
พระผู้ปฏิบัติกิจของตนเองตามหลักการทางพระศาสนาอยู่อย่างสงบตามวิถีทางที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูบาอาจารย์ ที่ครูบาอาจารย์เหล่านั้นสืบต่อมาจากหลักของพระพุทธองค์จนเกินสองพันห้าร้อยปี ท่านพยายามอยู่กับป่า รักษาป่า ปลูกป่าเพิ่มขึ้นจากภูเขาหัวโล้นนั้น จนปัจจุบัน กลายเป็นป่าพื้นเล็กๆ สร้างความชุ่มชื้นร่มเย็นให้แก่คนและสัตว์ที่เข้ามาอาศัยทั้งจากที่ใกล้และห่างไกล ผมขึ้นไปอาศัยสำนักสงฆ์แห่งนี้ทำกุศล มองเห็นวิถีแห่งความสุขสงบแห่งชีวิต ณ ที่แห่งนี้ด้วยความสุขใจ อย่างน้อยในประเทศของเราก็ยังมีมุมสงบ เป็นแหล่งโอเอซิสทางกายและใจได้อย่างดี
จากพื้นที่แห้งแล้งเมื่อก่อนนั้นกลายมาเป็นป่าเล็กๆ วันก่อนเดินทางขึ้นเขาเล็กๆ ลูกนั้น พบพระอาจารย์ และท่านว่างจึงได้ฟังเรื่อง “คนเลี้ยงไก่” ให้ฟังอย่างเพลิดเพลินและได้ข้อคิดดี “คนเลี้ยงไก่คนหนึ่ง เช้าขึ้นมาถือตะกร้าเข้าเล้าไก่ เก็บขี้ไก่ใส่ตะกร้าไว้ทั้งหมด แล้วเดินกลับออกไป ชาวบ้านเห็นเข้าก็งง ว่าชายคนนี้เป็นอะไร ทำไมเก็บแต่ขี้ไก่ ทุกคนพากันบีบจมูกของตน ลดอาการเหม็นให้เหลือน้อยลงแล้วเร่งรีบเดินจากไป”
ส่วนชายอีกคนหนึ่ง ถือตะกร้าเดินเข้าเล้าไก่ของเขาทุกเช้าเหมือนกัน แต่เลือกเก็บเอาแต่ไข่ไก่ใส่ตะกร้าออกจากเล้าไป ชาวบ้านพากันมาซื้อไข่ไก่ของเอาไปทำอาหาร เขาเองได้บริโภคไข่ไก่เหล่านั้นอย่างมีความสุข แล้วท่านก็ถามว่า “โยมอยาเป็นแบบคนที่หนึ่ง หรือคนที่สอง” “คนที่หนึ่งซิครับ เก็บไข่ไปขาย ไปกิน ย่อมดีกว่าเก็บขี้ไก่ไปขายไปกิน” ผมตอบโดยไม่ต้องคิด พระอาจารย์คิดครู่แล้วกล่าวว่า “ใช่เราต้องเลือกเก็บให้ถูกต้อง โยมฉลาดดีจังเลือกเก็บไข่ไก่” “ท่านกำลังจะสอนธรรมข้อใดแก่ผมหรือขอรับ” ผมถามตรงๆ เพราะรู้ว่า อาจไม่เข้าใจได้ลึกซึ้ง ถึงแก่นธรรมที่ท่านกำลังบอกให้ฟัง
พระอาจารย์นั่งนิ่งสักครู่จึงกล่าวสอนธรรมว่า “คนเราส่วนมากก็เหมือนกับคนเลี้ยงไก่คนแรกที่เข้าไปในเล้าไก่แล้วเก็บเอาแต่ขี้ไก่ใส่ตะกร้าออกไป เปรียบโลกใบนี้เหมือนกับเล้าไก่ คนที่เกิดมาบนโลกนี้เหมือนคนเลี้ยงไก่ ในเล้าไก่มีทั้งขี้ไก่และไข่ไก่ เหมือนโลกนี้มีทั้งของดี และของไม่ดี แต่คนเรามักเลือกเก็บเอาแต่ขี้ไก่ ซึ่งเป็นของไม่ดีไปเป็นส่วนมาก ขี้ไก่ของโลกก็คือ ราคะความลุ่มหลงในสิ่งของที่สวยงามใหญ่โตต้องตาต้องใจ ที่เรียกกันว่าวัตถุนิยม ยึดว่าสิ่งเปล่านั้นเป็นเนื้อหาสาระของชีวิต โทสะความขัดข้องขัดเคืองไม่ได้ดังใจ ไม่ยินดีในสิ่งที่มีตามแต่ตนจะพึ่งหาได้มีได้ โมโหร้ายพยาบาท จองเวรจองกรรม โมหะ หลงไม่รู้ถูกรู้ผิดปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปเรื่อยตามแต่อารมณ์อันงามจะพาไป” พระอาจารย์กล่าวจบแล้วนั่งยิ้มๆ รอว่าผมจะพูดอะไรบ้าง แต่ผมก็จนปัญญาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อดี เพราะรู้สึกว่าจะเข้าใจ แต่ก็ยังเหมือนว่ามีบางอย่างที่ยังไม่เข้าใจ
ขณะนั่งนิ่งคิดทบทวนสารัตถธรรมที่พระอาจารย์ท่านสอนที่ผ่านมา เพราะต้องหาทางครุ่นคิดให้เข้าใจ อย่างน้อยก็เป็นการพยายามเก็บไข่ไก่ไปให้ได้มากที่สุด หลังจากที่หลงเก็บขี้ไก่มาเกือบตลอดชีวิต พระอาจารย์เหมือนรู้ใจ ท่านเล่าเรื่องราวของท่านเองให้ฟัง “เมืองไทยของเราเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ค่อยๆ เติบโตมาช้านาน ด้วยบรรพบุรุษของเราช่วยกันสร้างบ้านแปลงเมือง ครั้งเก่าก่อนโน้น โดยมีพระพุทธศาสนาเข้ามาเผยแพร่ให้คนที่อยู่ในบริเวณนี้ ได้นับถือบูชายึดเป็นวิธีชีวิต หากประเทศเราเป็นต้นไม้ ต้นไม้ต้นนี้ก็มีพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานอันแข็งแรง”
ผมยังคงนั่งนิ่งฟังความจากท่านอาจารย์ด้วยความตั้งใจเก็บไข่ไก่ “จำได้ครับท่าน ตั้งแต่เล็กมา ผมเห็นพระธุดงค์เดินตามป่าตามเขาชายไร่ชายนา บนเขาบนถ้ำบ้านร้างเถียงนาร้าง บางครั้งบางคราเห็นพระธุดงค์เดินทางมาพักในช่วงออกพรรษา ชาวบ้านต่างชักชวนพากันไปกราบท่าน ถวายภัตตาหารคาวหวานน้ำดื่มตามกำลังศรัทธา รับศีลฟังธรรมกันตามควรแก่อัตภาพ บางรายหลงทิศผิดทางเกินเลยไปถึงขอเครื่องรางของขลัง ขอหวยขอเบอร์ตามความเคยชิน เก็บขี้ไก่กันไปหลายราย”
พระอาจารย์กล่าวเสริม “จริงโยม อาตมาก็เห็นเช่นเดียวกับโยมมาตลอด จนกระทั่งจำได้ และใฝ่ฝันว่าสักวันจะได้เป็นพระ และได้เดินท่องเที่ยวแบบเดียวกับพระธุดงค์ จนกระทั่งวันนี้มีโอกาสได้ปฏิบัติตามแนวทางแห่งอริยสงฆ์สมัยเก่าหลายครั้งหลายครา จนรู้ถึงประโยชน์ของ “ป่า เขา ถ้ำ บ้านร้าง เรือนว่าง” ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ให้พระสงฆ์องค์สามเณรได้ปฏิบัติสืบทอดกันต่อมา ดังนั้นป่าเขาถ้ำบ้านร้างเรือนว่างตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงเป็นองค์รวมหนึ่งของพระพุทธศาสนา”
ผมเกิดความสงสัยขึ้นว่า “เอ ป่าเขาถ้ำบ้านร้างเรือนว่าง ดีอย่างไร” พระอาจารย์เหมือนรู้ใจท่านคุยต่อไป “เพราะพระพุทธเห็นประโยชน์ของการฝึกจิต การทำหน้าที่ของพระสงฆ์ในพระศาสนา ต้องศึกษาด้าน ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างจริงจัง งานหลักของพระคือต้องมุ่งหน้าเดินตรงตามหลักธรรมเข้าสู่เป้าหมาย คือพระนิพพาน สถานที่สงบไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะจึงมีความสำคัญอย่างมาก อีกประการหนึ่ง เมื่อได้บรรลุสิ่งที่เป็นเป้าหมายแล้ว สงฆ์เหล่านั้นต้องประกาศหลักการแห่งพระศาสนาไปด้วย เราจึงได้พบเห็นพระธุดงค์เดินเท้าไปทั่ว เพื่อปฏิบัติธรรม และเพื่อเผยแพร่หลักการทางพระศาสนา เริ่มจากง่ายไปหายาก เริ่มจากตื้นไปหาลึก ลาดลุ่มลึกลงไปตามลำดับ เรียกว่า อนุบุพพิกถา ทานกถากล่าวถึงการทำทาน ศีลกถากล่าวถึงศีล สัคคกถากล่าวถึงสวรรค์ กามาทีนวกถา การพรรณนาคุณเรื่องสวรรค์ เนกขัมมานิสังสกถา กล่าวถึงอานิสงส์ของการออกจากกามคุณสิ่งชอบใจทั้งหลายทั้งปวง” พระอาจารย์พูดเรื่อยๆ เหมือนเล่าให้ฟัง ทำให้ผมรู้สึกสนุกฟังเพลินดี
พระอาจารย์พูดต่อ “พุทธศาสนาสอนให้พระสงฆ์สามเณรมีความเคารพผู้อื่น อ่อนน้อมถ่อมตน รู้คุณคนสัตว์สถานที่ ซึ่งกล่าวไว้ในมงคลสูตร ลดทิฐิมานะลง แม้การประกาศพระศาสนา ท่านให้ถือว่าหลักว่า ต้องไม่กล่าวร้าย ไม่ทำร้าย สำรวมในหลักการให้เข้มแข็ง ไปเผยแพร่ที่ไหนย่อมสร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่สถานที่นั้นๆ เพราะเห็นว่า ศาสนาหรือลัทธิใดที่ไปประกาศที่ไหนทำให้ที่นั่นเดือดเนื้อร้อนใจเรียกร้องเรื่อยไปไม่สิ้นสุด ถือว่ามิใช่หลักการทางศาสนา ที่มีขึ้นเพื่อสันติสุขแก่ปวงชนและสังคม”
ผมได้แต่นิ่งฟังเพราะเข้าใจหลักธรรมในพระศาสนาไม่ลึกซึ้งนัก พระอาจารย์เห็นว่า ผมยังคงนั่งฟังนิ่งเหมือนกำลังเลือกเฟ้น “ขี้ไก่กับไข่ไก่” อยู่ จึงกล่าวต่อ “ทำใจให้สบายนะโยม เรื่องของพระศาสนาเป็นเรื่องของเรา บริษัท4 ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ร่วมกันทั้ง4ฝ่าย ตอนนี้ ภิกษุณีขาดช่วงไปแล้ว ก็ให้สามเณรทำหน้าที่แทนไปก่อน” ผมทำหน้างง “ไม่ใช่เรื่องของพระหรือครับ” พระอาจารย์ยิ้มอย่างอารมณ์ดี “ใช่ซิ แต่ว่า เป็นหน้าที่ของบริษัท4 ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ชาวพุทธต้องร่วมมือกัน ช่วยกันรักษาพระศาสนา อันเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของเรา ที่บรรพบุรุษรักษาสืบทอดกันมาไว้ให้ได้ “แต่ผมดูแล้ว ชาวบ้านเขาไม่ค่อยจะสนใจกันเท่าไร พอพระมีข่าวทางลบทีก็ฮือฮากันที” ผมพูดอย่างเศร้าใจ
พระอาจารย์กล่าวต่อ “อาตมาก็ติดตามข่าวอยู่ ต่างศาสนาเขาเห็นว่าพวกเราอ่อนแอมีแค่เปลือก” ท่านกล่าวถึงตรงนี้ ผมเงยหน้าขึ้นสบตาท่านนิดหนึ่ง “แค่เปลือกอย่างไรครับ” “เป็นพุทธแค่ทะเบียนบ้านเท่านั้น” “อ้าว ขนาดนั้นเลยหรือ” ผมยังนึกไม่ออกว่า ท่านอาจารย์หมายถึงอย่างไร “คือ ทานยังทำกันอยู่บ้าง ศีลไม่ค่อยจะรู้จักกันเท่าไร ภาวนายิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่ค่อยจะมีคนปฏิบัติ หรือปฏิบัติแล้วยึดติดกับวิธีการ ติดกับอาจารย์ ไม่มีความรู้เรื่องนิพพานก็พูดเรื่องนิพพานกันจนอาตมาจุกจนพูดไม่ออก” “อย่างไรกันครับ” ผมถามแบบคนไกลวัด คือไม่ค่อยจะเข้าใจเรื่องนี้เท่าไร
ท่านจึงกล่าวสอนต่อ “พระและโยมในพระศาสนาของเรา แตกแยกกันเอง เพราะความคิดเห็นต่างกัน ทิฐิต่างกัน หันหน้ามาทะเลาะกันเอง ตนคนนอกศาสนาเขาหัวเราะเยาะสมน้ำหน้ายินดีที่ทะเลาะกันเอง เพราะเป็นโอกาสของพวกเขาในการเผยแพร่ศาสนาแบบมีเลศนัย หันมองฝ่ายเรายังทะเลาะทำลาย ยกเอาหลักธรรมสูงสุดคือ นิพพาน ซึ่งต่างคนต่างไม่รู้มาเถียงกัน แล้วมันจะถึงจุดจบไหม คงเถียงกันอีกนานจนบ้านเราพัง พวกอื่นวางแผนยึดครองรากฐานทางวัฒนธรรมของเราโดยอาศัยอำนาจเงิน อำนาจรัฐ เข้าครอบงำกลืนกิน ฝากไว้ด้วยนะโยม” ท่านพูดจบแล้วขอตัวไปเดินจงกรมทำหน้าที่ของพระต่อไป
