762. Emphatic Design

ผมไปเจอบทความที่น่าสนใจบทหนึ่งที่เล่าว่าในหลวงท่านจำเป็นต้องใช้น้ำลายเทียม เนื่องจากต้องเสวยโอสถรักษาโรคหัวใจ ทำให้ท่านไม่มีน้ำลาย ต้องใช้น้ำลายเทียมซึ่งต้องนำเข้าจากต่างประเทศมีราคาแพง ลำพังท่านไม่เดือดร้อน แต่ท่านมองว่าคนไทยที่ไม่มีฐานะลำบากแน่นอน ท่านเลยมีพระราชดำริอยากให้ประเทศไทยผลิตได้เอง จึงมีหน่วยงานสองแห่งคือ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ร่วมวิจัย จนสามารถผลิตน้ำลายเทียมขึ้นมาใช้เองได้ในประเทศไทย โดยมีต้นทุนเพียง 20 บาท...


(Ref: http://health.sanook.com/5157/ )

อ่านถึงตรงนี้เห็นอะไรไหมครับ

นี่คือหลักการสร้างสรรค์นวัตกรรมประเภทหนึ่งครับ เรียกว่า Emphatic Desgin ...ผมอ่านพบในหนังสือเรื่อง Knowledge Management: Classics and Contemporary Works ทฤษฎีนี้บอกว่ามนุษย์เรามีแนวโน้มว่าจะไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร และบางทีสอบถามอาจไม่เจอ นักออกแบบผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ แทนที่จะออกแบบสอบถาม หรือ ทำ Focus Group ว่าผู้บริโภคต้องการอะไร ไม่ทันแล้วครับ บางทีไม่เจอ ด้วยบางครั้งผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร เช่นไม่มีใครพูดถึง Ipad ก่อนหน้านี้เลย...แต่ Steve Jobs มองเห็นและเอาออกมาขาย แค่ไหน ทันใดมนุษย์ก็รู้ว่าตนเองต้องการอะไร

ด้วยสมมติฐานนี้ เลยมีแนวคิด Emphatic Design คือส่งคนไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสถานการณ์จริงๆ เลย... นั่นคือค้นหา Tacit Knowledge (ความรู้จากประสบการณ์ตรง) ..เมื่อคนเราเจอประสบการณ์ตรง เราจะเห็นความลำบาก และที่นั่นเองเราจะเจอโอกาส และเราจะค้นพบช่องทางพัฒนาอะไรใหม่ๆขึ้นมา

เช่น LL Bean เป็นผู้ผลิตรองเท้าสำหรับล่าสัตว์ แต่ก่อนก็ออกแบบกันที่ Office ตอนหลังถ้าจะออกแบบสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เขาก็ส่งนักออกแบบไปล่าสัตว์ ที่ต้องใช้รองเท้าสำหรับล่าสัตว์จริงๆ นักออกแบบได้อยู่ในสถานการณ์จริง ก็จะเห็นปัญหา ก็จะเกิดความคิดสร้างสรรค์พัฒนาอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาเอง

ย้อนกลับมาที่นวัตกรรมน้ำลายเทียม ดูเหมือนนวัตกรรมนี้ เกิดจากการที่ในหลวงท่านทรงพระประชวร ท่านอาจไม่ลำบากที่จะซื้อหาน้ำลายเทียม แต่ท่านมองเห็นความทุกข์ยากของคนจน..ท่านเลยมีพระราชดำริขึ้นมา และหน่วยงานสองแห่งก็เอาไปต่อยอดจนคนไทยได้ประโยชน์ นี่ชัดเลยเป็นกรณีเดียวกับการคิดนวัตกรรมแบบ LL Bean


เมื่อมองเหตุการณ์นี้ จะเห็นว่าทุกจุดที่พระราชดำเนินไป ท่านไม่ไปเยี่ยมเปล่า ท่านคลุกคลีอยู่ตรงนั้นและเห็นความลำบาก ท่านก็พยายามพัฒนานวัตกรรมของท่านขึ้นมาเองเช่นฝนเทียม หรือไม่ก็มีพระราชดำริ เป็นแนวทางให้คนเก่งๆ ที่มีอยู่เต็มประเทศไทยไปคิดทำจนสำเร็จ

เราสามารถน้อมนำ Emphatic Design ที่ท่านได้นำทางไว้ มาสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ได้ทั้งๆที่กลุ่มเป้าหมายที่มีปัญหาอาจจะยังไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรได้

ตัวอย่าง เช่นลูกศิษย์ที่เป็นเจ้าหน้าที่อยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ชื่อโค้ชแบ๊งค์ ที่สังเกตนักศึกษาว่าบ่างคนการเรียนตก บางคนไม่มีความมั่นใจ ...ลูกศิษย์ผมเลยเอาเรื่องนี้มาคุยกับผม และนำมาสู่การศึกษาเรื่อง Appreciative Inquiry Coaching ที่พัฒนาขึ้นมาจากทฤษฎีที่ไม่มีราคาอะไร (ฟรี) กลายมาเป็นวิธีการโค้ชที่น่าสนใจ ทรงพลัง ลองดู Clip ที่ผมสัมภาษรณ์โค้ช Bank มาให้ครับ


ย้อนกลับไปที่พระองค์ท่าน ผมว่าท่านเป็นเป็นบิดาแห่ง Emphatic Design เลย สิ่งที่ท่านทำกับน้ำลายเทียมและอื่นๆ คือศาสตร์พระราชาอีกแบบหนึ่ง ที่สำคัญผมว่า Emphatic Design เป็นหนึ่งในหนทางการเข้าสู่เศรษฐกิจพอเพียง ...

และก็ชัดมากๆ ว่าท่านเป็นบิดาแห่งการจัดการความรู้ (Knowledge Management-KM) โดยเฉพาะการใช้ Emphatic Designจริงๆ ถ้าคนไทยมากกว่านี้มองโลกด้วยสายตาอย่างท่าน สายตาที่มองเห็นความลำบากของคนทุกข์ยากกว่า เชื่อเลยว่าเราจะเห็นอะไรดีๆ ที่คนจนที่สุดเข้าถึงได้ มากกว่านี้ เราจะมีชีวิตดีกว่าเดิมมากสุดยอดครับ

ผมจะขยายผลเรื่องของ Emphatic Design ไปมากๆครับ ให้ไม่น้อยกว่า 1,000 คน

ยิ่งศึกษาพระจริยาวัตร์พระมหากษัตริย์ มหาโพธิสัตว์องค์นี้ ยิ่งทึ่ง ยิ่งรู้สึกเป็นบุญที่ได้เกิดมาในรัชกาลนี้

ขอให้ภพหน้าได้เกิดมาเป็นข้ารองบาทอีกเทอญ จนกว่าเข้าจะเข้าสู่นิพพานเทอญ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Appreciative Inquiry



ความเห็น (2)

-สวัสดีครับ

-ขอบคุณสำหรับข้อมูลและข้อคิดดีๆ นะครับ

-ผมชอยตรงนี้ครับ"นั่นคือค้นหา Tacit Knowledge (ความรู้จากประสบการณ์ตรง) ..เมื่อคนเราเจอประสบการณ์ตรง เราจะเห็นความลำบาก และที่นั่นเองเราจะเจอโอกาส และเราจะค้นพบช่องทางพัฒนาอะไรใหม่ๆขึ้นมา...."

-ขอบคุณครับ


เขียนเมื่อ 

ประเทืองปัญญายิ่งครับ ขอบคุณครับ