Appreciative Inquiry (AI) คือศาสตร์การสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เน้นให้ทุกคนในองค์กร ร่วมกันสืบค้นเรื่องดีๆ ที่เป็นความสำเร็จ และสาเหตุของความสำเร็จนั้นๆ เพื่อนำมาสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเชื่อว่าทุกคน ทุกระบบ ทุกสิ่งแวดล้อมมีเรื่องราวดีๆซ่อนเร้น ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ระบบนั้นๆ เดินไปด้วยดีอยู่

วันก่อนผมไปสอน AI ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ของเทศบาลนครขอนแก่น มาจากหลายศูนย์เป็นคุณครูที่ดูแลเด็กปฐมวัย 2-4 ขวบ..

ผมเลยเริ่มด้วยการตั้งคำถามสืบค้นว่า “อะไรคือส่ิงที่คุณครูภาคภูมิใจที่สุด ตั้งแต่ทำงานมา” ...

เล่ามาทีละคน...

จะเป็นแนวว่า...ภาคภูมิใจที่เห็นเด็กคนหนึ่ง พูดไม่รู้เรื่อง...พูดแบบภาษาการ์ตูนเลย เรียยงประโยคกลับหน้ากลับหลัง... พ่อแม่ก็สื่อสารไม่ได้...ครูไม่รู้ทำอย่างไร ก็เลยเข้าไปคลุกคลี ไกล้ชิด ก็ค่อยๆสังเกต ประโยคที่พูด พยายามทำความเข้าใจ เมื่อเข้าใจก็จะถามกลับ “หนูกำลังจะพูว่าอย่างนี้ใช่ไหม...” ย้ำไปเรื่อยๆ ที่สุดเด็กสื่อสารได้ ...และกลายเป็นเด็กฉลาดเก่งเลขมาก ตอนนี้เรียนประถม กลายเป็นเด็กที่อาจจะเข้าขั้นอัจริยะ

อีกคน...เด็กคนหนึ่งเป็นลูกจากครอบครัวที่พ่อแม่เป็นใบ้ทั้งคู่... เด็กเลียนแบบพ่อแม่ ไม่ยอมพูดไม่ยอมสื่อสาร...ทั้งๆที่พูดได้...ครูก็เข้าไปคลุกคลี ไกล้ชิด ..และพยายามพูดด้วย.. โดยบังคับหน่อยๆ ว่าก่อนกลับบ้าน ต้องบอกลาครูนะ.. ค่อยๆแกะออกมาทีละคำ ที่สุดเด็กสื่อสารได้

เอาเป็นว่าเจอปัญหาเยอะตั้งแต่เด็กไม่มาโรงเรียน ไม่กินผัก ไม่ยอมนอน เด็กเหงาไม่คุยกับใคร ... ปัญหาจากพ่อแม่...

ครูจะเล่าเหมือนกัน..ว่า เข้าไป “ไกล้ชิด หรือคลุกคลี” ครูจะเริ่มเห็นสัญญาณบางอย่าง และเริ่มคิดทางออกที่สร้างสรรค์... แล้วก็เปลี่ยนเด็กได้...

นี่เองจากขั้นตอน Discovery เราค้นพบแล้ว ว่า “ความไกล้ชิด หรือการคลุกคลี ปรับพฤติกรรมเด็กได้ (เอาเป็นว่าโหดๆ แค่ไหนก็แก้ได้)

ผมไปเจอในเด็กโต พอกัน ครอบครัวที่อยู่ท่ามกลางดงยาเสพติด แต่ลูกไม่ติดยา คือครบอครัวที่พอ่แม่กินข้าวกับลูก...นี่จะมีภูมิคุ้มกันเลย

เด็กโต ที่ผมคลุกคลีด้วย ระดับป.โท ด้วยการที่ผมเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาพวกเขา ถ้าไกล้ชิดมากๆ ผลงาน ความรู้ของเด็กกลุ่มนี้จะออกมาดีสุดๆ ต่างอย่างมากกับคนที่สนใจ AI แต่ผมไม่มีโอกาสไกล้ชิดด้วย ...จะตามหลังเด็กกลุ่มแรกไปเป็น 100 ก้าว...

ไปเจอคนโตหน่อย บริษัทชั้นนำ ...ลูกน้องภาคภูมิใจในความสำเร็จจากโครงการที่ท้าทายมากๆ...ด้วยนายมาคลุกคลีด้วย ลูกน้องกลับดึกนายก็กลับดึก...

ดูเหมือน “คลุกคลี” น่าจะเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ

และเมื่อพิจารณาจากในหลวง ที่ท่านทำไมทำอะไรได้มากๆ จนเป็นมหาราชนั้น ผมเห็นองค์กรประกอบหนึ่งชัดเจน คือท่าน “คลุกคลี” กับประชาชน... เมื่อท่านคลุกคลี ท่านจะเห็นปัญหา และเกิดคำตอบ มีการลองผิดลองถูกขึ้นมา ...

ผมเขียนตรงนี้ผมขนลุกเลย...นี่เอง... Model การแก้ไขปัญหาทุกอย่าง ที่ท่านพยายามสื่อสารด้วยชีวิตพระองค์ท่านมาตลอด... นี่ไงที่มาการค้นพบอันมหัศจรรย์ในหลายๆเรื่อง ของพระมหาโพธิสัตว์องค์นี้... เอาง่ายๆครับ ข้อสูจน์นมอัดเม็ดสวนจิตร กลายเป็นนมอัดเม็ดที่น่าจะอร่อยที่สุดในโลก ตอนนี้หาซื้อไม่ได้แล้ว..คนจีนกวาดไปหมด.. ผมเชื่อว่านี่เกิดจากการ “คลุกคลี” ของท่าน

ข้างล่างนี้เป็นคำสอนของพ่อ... น่าจะอธิบาย และนำมาต่อยอดได้อีกครับ



ฝนหลวง...ตอนนี้กลายเป็นนวัตกรรมข้ามไปถึงจอร์แดน...ที่นั่นชาวบ้านก็แห่อะไรคล้ายๆนางแมว...ตอนนี้มีฝนเทียมสูตรในหลวงแล้ว..

และใครเจริญรอยตามไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ด้วยการไปคลุกคลีกับต้นตอของปัญหา ปัญหาจะกลายเป็นปัญญาทันที...

ไม่ว่าจะเด็กเล็ก มาจนถึงผู้ใหญ่ ...

คลุกคลี... สร้างนวัตกรรม...สร้างการเปลี่ยนแปลง..


เรื่องคลุกคลีกับปัญหา .....ควรกลายเป็นวาระแห่งชาติได้แล้วครับ...ยิ่งค้นคว้า ยิ่งรักท่าน


ลองเริ่มต้นคลุกคลีกับบางเรื่องที่คุณเห็นเป็นปัญหา...


ลูกศิษย์ผมทำงานธนาคาร...พนักงานในสาขาเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีใครเอา...


เข้าลองคลุกคลี ค้นหาจุดแข็งพนักงาน จากนั้นมาขยายผล..


ตอนนี้กลายเป็นสาขาอันดับหนึ่ง ผลงานสูงสุด กลายเป็นสาขาต้นแบบของธนาคารไทยพาณิชย์ไปเลย


ชัดไหมครับ...


ผมว่าการคลุกคลี น่าจะเป็นหัวใจของทุกเรื่อง และน่าจะกลายเป็นวาระแห่งชาติได้แล้ว


และสุดท้าย


ขอตามท่านไปทุกชาติ ไปรองบาทท่าน... ขออยู่ใต้ร่มโพธิ์ของกษัตริย์มหาโพธิสัตว์องค์นี้ตลอดไป

อ้างอิง... ดูพระราชดำรัสเกี่ยวกับเด็กได้ที่นี่...ดีมากๆ

http://pantip.com/topic/31519751