​ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมะกับสังคมสงเคราะห์

ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมะกับสังคมสงเคราะห์

ธรรมะคือสิ่งที่พระพุทธองค์ค้นพบแล้วนำมาบอกหรือถ่ายทอดให้กับเพื่อนมนุษย์เพื่อเป็นแนวทางในการดับทุกข์ นับได้ว่าพระองค์เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือหรือสงเคราะห์ชาวโลกอย่างแท้จริงจัดได้ว่าเป็น“บิดาแห่งสังคมสงเคราะห์ พระองค์แรก” เพราะธรรมของพระองค์สามารถขจัด บรรเทา และป้องกันทุกข์ชาวโลกที่สนใจและใฝ่ธรรม และสามารถ ช่วยเหลือตนเองตามสภาพและสถานะของแต่ละบุคคลดังเช่น หลักไตรลักษณ์ คือ ลักษณะ 3 ประการที่เป็นสากลคู่กับโลก คือ 1. อนิจฺจตา ความเป็นของไม่เที่ยงไม่ดำรงอยู่เป็นนิตย์นิรันดร์ เพราะเมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องดับในที่สุดเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่เป็นครั้งคราว 2. ทุกฺขตา ความเป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาวะเดิมไม่ได้ถูกบีบคั้นด้วยความเปลี่ยนแปลง มีความขัดแย้งในตัว 3. อนตฺตตา ความเป็นของไม่ใช่ตน ไม่มีตัวตนที่แท้จริง การสงเคราะห์เกิดขึ้นก็เพราะ เพื่อช่วยเหลือบุคคลที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เพื่อสามารถที่จะช่วยเหลือตนเองใน ที่สุด โดยสอดคล้องกับหลักพระพุทธศาสนา ท่านพุทธทาสภิกษุกล่าวว่า สังคมสงเคราะห์มีความหมายกว้าง คือ โดยทางวัตถุก็ได้ สงเคราะห์ทางฝ่ายจิตฝ่าย วิญญาณก็ได้เพราะการสงเคราะห์ไม่จำเป็นจะต้องเป็นการให้การช่วยเหลือเสมอไป สิ่งใดเป็นการกระทำให้ดีขึ้นเป็นการ สงเคราะห์ทั้งนั้น แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่เป็นที่พอใจแก่ผู้ถูกสงเคราะห์ก็ตาม ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า พระองค์ สงเคราะห์ภิกษุในพุทธศาสนาด้วยการชี้ให้เห็นโทษในเรื่องต่างๆ ภิกษุที่ประพฤติปฏิบัติไม่ชอบท่านตรัสว่า“เราจะไม่ทำแก่ พวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนช่างหม้อกระทำแก่หม้อที่ยังดิบยังเปียกอยู่ เราจะขนาบแล้ว ขนาบอีก ชี้โทษ แล้วชี้โทษอีก ผู้ใดมีแก่นผู้นั้นจะทนอยู่ได้” ผู้ที่ทนไม่ได้ไม่สามารถจะเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าได้ต่อไป ต้องออกไปจากศาสนา คนที่ทน ได้จะบรรลุธรรมดังนั้นสังคมสงเคราะห์ไม่จำเป็นจะต้องถูกใจผู้ถูกสงเคราะห์เสมอไป นอกจากนั้นท่านพุทธทาสยังกล่าวว่าพุทธศาสนามีหลักติเตียนการสงเคราะห์ชนิดที่ยิ่งทำก็ให้ผู้ได้รับการสงเคราะห์จมดิ่งไปในทางวิญญาณ คือ ทำให้ผู้รับการ สงเคราะห์ยิ่งอ่อนแอ ยิ่งเกียจคร้าน ยิ่งมีความคิดเอาเปรียบแก่กับและกัน อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นจะต้องระวังการที่จะสงเคราะห์ในลักษณะทีไม่ทำให้เขาอ่อนแอลงไป ไม่ ให้เกิดความคิดว่า “ทุกคนมีหน้าที่ต้องช่วยฉัน” ถ้าการกระทำการสงเคราะห์ชนิดใดที่ทำให้เกิดบุคคลชนิดนี้ขึ้นมาแล้วก็เรียกว่าเป็นการสงเคราะห์ที่ผิด การสงเคราะห์หรือการให้ความช่วยเหลือนั้นพระพุทธเจ้ากรงกำชับว่าจะต้องกระทำให้เหมาะสมแก่กรณี เหมาะสม เป็นราย ๆ ไปเพราะถ้าไม่ถูกต้องเหมาะสมแก่กรณีแล้วก็จะทำให้การช่วยเหลือนั้นไม่ได้ประโยชน์ เช่นเดียวกับงานสังคม สงเคราะห์ที่มุ่งนั้นการให้ความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับสภาพสถานะของผู้ขอรับบริการเป็นราย ๆไปโดยใช้หลักการคำนึก 7 ถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล และเริ่มจากสภาพที่เขาเป็นอยู่ขณะนั้น ถ้าอธิบายให้ชัดเจนก็คงจะเห็นว่า ถ้าเราให้ความ ช่วยเหลือใครก็ตาม ช่วยอย่างไม่เหมาะสม เช่น บุคคลนั้นไม่สมควรช่วยเหลือ หรือสมควรช่วยเหลือในระดับใด ในขอบเขต ใด แต่เราไม่วิเคราะห์วินิจฉัยให้ถ่องแท้ ช่วยเหลือไปสงเดช โดยไม่ตั้งใจไม่คำนึงว่าใครจะช่วยใคร ไม่ควรช่วย และควร ช่วยมากน้อยแค่ไหน การให้ความช่วยเหลือนั้น ๆ ก็จะไม่มีคุณค่า จะเป็นการช่วยเหลือใคร ๆก็ทำได้ไม่จำเป็นจะต้อง เป็นนักสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น สงเคราะห์ด้านจิตใจจะช่วยควบคุมการสังคมสงเคราะห์ระบบฝ่ายวัตถุ ซึ่งถ้าสังคม สงเคราะห์ด้วยวัตถุกันบ่อย ๆก็อาจจะทำให้เฟ้อเกินไปหมดความหมายหรือหมดคุณค่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “สพฺพ ทาน ธมฺมทาน ชินาติ ” การให้ธรรมเป็นทานชนะการให้ทั้งปวง ธรรมที่เป็นทานควรจะให้หรือควรจะสงเคราะห์ผู้อื่นนั้น ควรจะเป็นการให้สัมมาทิฏฐิแก่เขา เพราะสัมมาทิฏฐิจะทำให้คนกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของเขาได้อย่าง เหมาะสม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)



ความเห็น (0)