​พระพุทธเจ้าเป็นบิดาแห่งสังคมสงเคราะห์จริงหรือไม่???

พระพุทธเจ้าเป็นบิดาแห่งสังคมสงเคราะห์

พุทธกิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเป็นประจำในแต่ละวันมี 5 อย่าง คือ 1. ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาตญฺจ ช้าเสด็จออกบิณฑบาต(โปรดสัตว์) 2. สายณฺเห ธมฺมเทสน เวลาเย็นทรงแสดงธรรม 3. ปโทเส ภิกฺขุโอวาทเวลาค่ำทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย 4. อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหน เที่ยงคืน ทรงแก้ปัญหาเทวดาทั้งหลาย 5. ปจฺจูเสว คเตกาเล จวนสว่างทรงตรวจพิจารณาสัตว์ที่สามารถและที่ยังไม่สามรถบรรลุธรรมอันควรจะ เสด็จไปโปรดหรือไม่ ภพฺพาภพฺเพ วิโลเกน เอเต ปญฺจวิเธ กิจฺเจ วิโสเธติ มุนิปุงฺคโว พระมุนีผู้นี้ประเสริฐ ทรงยังกิจวัตรทั้ง 5 ประการให้หมดจดรายละเอียดของพุทธกิจ 5 ประการนั้นพระอรรถกถาจารย์อธิบายไว้ ดังนี้

1. ปุเรภัตตกิจ พุทธกิจภาคเช้าหรือภาคก่อนอาหาร ได้แก่ ทรงตื่นพระบรรทมแต่เช้าเสด็จบิณฑบาต เสวยแล้ว ทรงแสดงธรรม โปรดประชาชนในที่นั้น ๆเสด็จกลับพระวิหาร รอให้พระสงฆ์ฉันเสร็จแล้วเสด็จ เข้าพระคันธกุฎี 13

2. ปัจฉาภัตตกิจ พุทธกิจภาคบ่ายหรือหลังอาหารระยะที่ 1 เสด็จออกจากพระคันธกุฎี ทรงโอวาทภิกษุสงฆ์ เสร็จแล้วพระสงฆ์แยกย้ายกันไปปฏิบัติธรรมในที่ต่างๆ พระองค์เสด็จเข้าพระคันธกุฎี อาจ บรรทมเล็กน้อย แล้วถึงระยะที่ 2 ทรงพิจารณาตรวจดูความเป็นไปของชาวโลก ระยะที่ 3 ประชาชนในถิ่นนั้นมาประชุมในธรรมสภาทรงแสดงธรรมโปรด

3. ปริมยามกิจ พุทธกิจที่ 1 (ของราตรี) หลังจากพุทธกิจภาคกลางวันแล้วอาจทรงสรงสนามแล้วปลีกพระองค์อยู่ เงียบๆ พักหนึ่ง จากนั้นพระภิกษุสงฆ์มาเฝ้าทูลถามปัญหาบ้าง ขอกรรมฐานบ้าง ขอให้ทรงใช้ เวลาตลอดยามแรกนี้สนองความประสงค์ ของพระสงฆ์

4. มัชฌิมยามกิจพุทธกิจในมัชฌิมยามเมื่อพระสงฆ์แยกย้ายไปแล้ว ทรงใช้เวลาที่สองตอบปัญหาพวกเทพ ทั้งหลายที่มาเฝ้า

5. ปัจฉิมยามกิจ พุทธกิจในปัจฉิมยาม ทรงแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะแรกเสด็จดำเนินจงกรมเพื่อให้พระวรกาย ได้ผ่อนคลาย ระยะที่ 2 เสด็จเข้าพระคันธกุฎีทรงพระบรรทมสีหไสยาสน์อย่างมีพระสติสัมปชัญญะ ระยะที่3 เสด็จประทับนั่งพิจารณาสอดส่องเลือกสรรว่า ในวันต่อไปมีบุคคลผู้ใดที่ควรเสด็จไปโปรดโดยเฉพาะเป็นพิเศษเพื่อทรงกำหนดพระทัยไว้แล้วก็จะเสด็จไปโปรดใน ภาคพุทธกิจที่ 1 คือ ปุเรภัตตกิจ3 คุณสมบัติด้านกรุณานี้ ครูควรดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างพระองค์ทรงทำหน้าที่ครูของชาวโลกได้สมบูรณ์ เพราะพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวโลกอย่างใหญ่หลวง พระองค์ทรงมี “วิญญาณครู” อย่างแท้จริง คิดดูง่าย อย่างนี้ก็แล้วกันไม่ว่าจะไกลแสนไกลเดินทางลำบากขนาดไหน ถ้าทรงเห็นว่าบุคคลที่ทรงมุ่งไปสอนนั้นจะรู้เรื่องที่ทรงสอน หรือได้บรรลุมรรคผลหรือจะ “รู้สำนึก” กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดี พระองค์ก็ไม่ทรงย่อท้อ เสด็จไปสอนจนได้ แม้กระทั่ง ทรงพระประชวรหนักก็ไม่เว้นทำหน้าที่ของครูดังกรณีองคุลิมาลและกรณีสุภัททปริพาชก เป็นต้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน มหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.)



ความเห็น (0)