นักสังคมสงเคราะห์สามารถนำหลักธรรมไปใช้ได้อย่างไร ep1


นักสังคมสงเคราะห์นำไปใช้ในการให้บริการโดยตรง

การให้บริการของนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพเป็นการให้บริการที่ต้องอาศัยหลักทฤษฎีความรู้ทางศาสตร์ หลักการ วิธีการสังคมสงเคราะห์ รวมทั้งค่านิยมและจรรยาบรรณของนักสังคมสงเคราะห์ด้วย ถ้าไม่เช่นนั้นก็เท่ากับว่านักสังคมสงเคราะห์ให้ความช่วยเหลืออย่างไม่มีหลักการ ใครๆก็ปฏิบัติได้ไม่จำเป็นต้องเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ที่จริงแล้วการ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ถ้าเป็นการช่วยเหลือบุคคลอื่นครอบครัวอื่นที่ไม่ใช่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง มิตรสหาย การให้ความ ช่วยเหลือต้องมีระบบ มีหลักเกณฑ์ ไม่อย่างนั้นจะเป็นการช่วยเหลือที่อาจจะไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ผลของการให้ความ ช่วยเหลือแทนที่จะเป็นเรื่องดี กลับกลายเป็นความทุกข์เพิ่มขึ้น อีกหรือมีผลทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนในการปฏิบัติอย่างนั้น นัก สังคมสงเคราะห์จะต้องพบกับผู้รับบริการหลายประเภท พบกับปัญหาของผู้รับบริการหลายประการ นักสังคมสงเคราะห์ต้อง ยึดหลักค่านิยมในการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ ดังที่ได้เคยกล่าวไว้แล้ว เช่นยึดหลักความแตกต่างของบุคคล การนับถือ บุคคล การยอมรับ การตัดสินใจด้วยตนเองของผู้รับบริการ และการรักษาความลับ นอกจากยึดหลักค่านิยมเป็นบรรทัดฐาน ในการให้บริการแล้ว ก็ยังจะต้องยึดถือจรรยาบรรณของวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ด้วย การที่ต้องให้บริการกับบุคคลหลาย ประเภท นักสังคมสงเคราะห์ต้องใช้หลักธรรมะในข้อของ ขันติหรือความอดทน ค่อนข้างมากเพื่อระงับความโกรธ ที่จะมีต่อ ผู้รับบริการ นักสังคมสงเคราะห์ขาดความอดทน ก็จะขาดสติในการพิจารณาเรื่องต่าง ๆ เมื่อขาดสติก็ไม่เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ของงานสังคมสงเคราะห์ที่ได้ตั้งไว้คือ ช่วยผู้รับบริการให้เขาช่วยตัวเองได้การแก้ไขปัญหานั้นต้องทำด้วยสติและปัญญาในการพิจารณาอย่างรอบคอบเยือกเย็น ต้องคิดว่าอุปสรรคทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นเป็นของสนุก น่าท้าทาย ถ้าหากไม่มีอุปสรรคแล้วการทำงานก็อาจจะหมดรสชาติได้ ความสำเร็จนั้นจะเป็นของ บุคคลที่มีความอดทนเท่านั้น การรักษาจิตใจไม่ให้มัวหมองไปด้วยความโกรธย่อมมีอานิสงส์มากเพราะจะทำให้นักสังคมสงเคราะห์มีเมตตาในจิตใจ ทำให้ผู้รับบริการได้รับผลของเมตตาธรรมนั้น และนักสังคมสงเคราะห์ก็จะมีความสุขด้วยเมตตา ธรรมนั้นด้วยฆราวาสธรรม 4 ประการควรมีอยู่ในจิตใจของนักสังคมสงเคราะห์คือ

1. สัจจะ ต้องมีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ

2. ทมะ ต้องมีการบังคับตัวเองได้ และข่มตนเองได้ กระทำในสิ่งที่ถูกต้องโดยมีค่านิยมและจรรยาบรรณเป็นเครื่องนำทาง

3. ขันติ ต้องมีความอดทนในการปฏิบัติงาน

4. จาคะ มีน้ำใจเสียสละ ความสุขส่วนตัวในบางครั้ง เพื่อปฏิบัติงานให้ได้ผลดีต่อผู้รับบริการ และต่อวิชาชีพมากที่สุด 9 โดยใช้หลักธรรม 4 ประการนี้ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจก่อนที่จะกล่าวถึงหลักธรรมข้ออื่นต่อไปนั้นขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์สักเล็กน้อย ส่วนความอดกลั้นนั้น จะขอยกตัวอย่างที่พระพุทธเจ้า ทรง สั่งสอนกับพระภิกษุทั้งหลายว่า“อย่าหวั่นไหวกับคำชม คำด่าของคน อย่างไปดีใจ เพราะเขาชมและอย่าไปเสียใจเพราะเขา ด่า” เราควรพิจารณาเมื่อเขาด่าว่าเป็นเพราะสาเหตุใด ถ้ามีอะไรผิดเราก็ควรปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น อย่างโกรธเขา เราเรียกว่า โลกธรรม ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว - ฝ่ายดี ได้แก่ มีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีสุข - ฝ่ายชั่ว ได้แก่ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา มีทุกข์

หมายเลขบันทึก: 616082เขียนเมื่อ 26 กันยายน 2016 20:10 น. ()แก้ไขเมื่อ 26 กันยายน 2016 20:10 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี