การประยุกต์ใช้หลักอภิธรรมกับงานสังคมสงเคราะห์

ปรัชญาพื้นฐานของงานสังคมสงเคราะห์ซึ่งสอดคล้องกับคำสอนในพระพุทธศาสนา

1. ปรัชญาพื้นฐานของงานสังคมสงเคราะห์คือ การช่วยเหลือบุคคลเพื่อให้เขาพัฒนาจนกระทั่งสามารถช่วยเหลือ ตนเองได้ ดั่งคำสอน “ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน

2. สังคมสงเคราะห์ เป็นศาสตร์ที่ยอมรับค่านิยมทางจิตใจและอารมณ์ของผู้รับการสงเคราะห์ ซึ่งให้ความสำคัญแก่จิตใจเป็นเรื่องใหญ่ นอกจากจะยึดถือหลักธรรม คือ สังคหวัตถุ 4 พรหมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 และ อริยสัจ 4

นักสังคมสงเคราะห์นอกจากจะแก้ไขปัญหาของผู้รับบริการ โดยการแก้ไขนั้นก็จะต้องประยุกต์ธรรมะ หลักธรรมของพระพุทธเจ้าในการให้บริการ ขณะเดียวกันนักสังคมสงเคราะห์ก็สามารถที่จะใช้ธรรมะในการพัฒนาจิตใจของผู้รับบริการ ได้ด้วย เช่น การชี้ให้เห็นความถูกผิดสมควรหรือไม่สมควรในการดำรงชีวิตประจำวัน ถ้าสงเคราะห์แต่เพียงด้านวัตถุด้านเดียวจะไม่เพียงพอ เพราะไม่รู้จักอิ่ม แต่ถ้าแนะนำทางที่ถูกต้องแก่การดำเนินชีวิตแล้วความเพียงพอก็จะเกิดแก่เขา เป็นการสงเคราะห์ที่ประเสริฐที่สุด

การประยุกต์ใช้หลักอภิธรรมกับงานสังคมสงเคราะห์ที่มีความสัมพันธ์กับจิตและเจตสิก

ยกตัวอย่างจิตและเจตสิก ดังนี้

จิต ตัวอย่างเช่น อเหตุกกุศลวิบากจิต

จิตดวงที่ ๒๕. จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉยๆ เป็นผลของกุศลกรรม ทำหน้าที่รับอารมณ์

กล่าวคือ นักสังคมสงเคราะห์จะต้องวางใจให้เป็นกลาง เพื่อทำหน้าที่รับอารมณ์หรือปัญหาต่างๆของผู้ใช้บริการแต่ละประเภท

จิตดวงที่ ๒๖. จิตที่เกิดพร้อมกับความเฉยๆ เป็นผลของกุศลกรรม ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์

กล่าวคือ นักสังคมสงเคราะห์จะต้องวางใจให้เป็นกลาง เพื่อทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์หรือปัญหาต่างๆของผู้ใช้บริการแต่ละประเภท

เจตสิก เช่น เจตนาเจตสิก เป็นธรรมชาติที่ตั้งใจ หรือมุ่งหวัง ที่เกิดขึ้นในจิตใจแล้วกระทำออกมาทางกาย วาจา ใจ สำเร็จเป็นบุญบาปที่เรียกว่า กุศลกรรม อกุศลกรรม

กล่าวคือ ในกรณีที่ผู้ใช้บริการประสบปัญหาต้องการให้นักสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือ นักสังคมสงเคราะห์จะต้องให้ความช่วยเหลือผู้ใช้บริการอย่างเต็มความสามารถโดยมองว่าผู้ใช้บริการมีคุณค่าและศักดิ์ศรี และมีศักยภาพในตัวเอง เนื่องจากวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เป็นวิชาชีพที่มุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือด้านการให้บริการเพื่อบรรเทาปัญหาของผู้ใช้บริการให้เบาบางลงทั้งทางด้านกาย จิต และสังคม ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข

สรุป จิต กับ เจตสิกเป็นนามธรรมเหมือนกัน จึงเข้าประกอบกันได้สนิท โดยจิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และเจตสิกเป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต ให้รู้อารมณ์เป็นไปต่างๆ ตามลักษณะของเจตสิก ซึ่งในหลักการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์นั้น จิตที่พร้อมเกิดขึ้นพร้อมกับความเฉยๆ และความยินดี ซึ่งมีหน้าที่รับอารมณ์หรือพิจารณาอารมณ์ต่างๆของผู้ใช้บริการนั้น นักสังคมสงเคราะห์จำเป็นที่จะต้องมีเจตสิกคือจะต้องมีเจตนาที่ดี และมีความสงสารผู้ใช้บริการ มีความมั่นใจในการตัดสินใจช่วยเหลือผู้ใช้บริการ มีความเพียร และตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ มีปิยวาจาที่ดีไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และพูดแต่ความจริง ตลอดจนมีความยินดีที่เห็นเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกมีความสุข และเพิ่มพูนวิชาความรู้และทักษะพร้อมทั้งส่งเสริมวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ให้มีความก้าวหน้า ซึ่งจะเป็นผลดีทั้งต่อผู้ใช้บริการ และตัวนักสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนเป็นผลดีต่อหน่วยงาน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Social Work



ความเห็น (0)