ความสามารถในเชิงธรรมชาติในการเรียนภาษาที่ 2 เป็นไปอย่างไรบ้าง (What about natural aptitude for second language learning?)

ในยุคปัจจุบัน การที่จะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องความสามารถเชิงธรรมชาติสำหรับการเรียนวิชาต่างๆ เป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว สถานการณ์ปัจจุบัน สามารถรวมอยู่ในคติที่ว่า การสอนที่ดี และการฝึกปฏิบัติ ย่อมให้นักเรียนทุกคนใช้ศักยภาพของตนในการเรียนทุกวิชาได้ ไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่าสารที่ดีอันนี้ก็ได้ส่งไปที่เด็กๆด้วย แต่ครูสอนภาษายังคงสงสัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่า นักเรียนบางคน (ด้วยเหตุผลใดก็ตาม) สามารถที่จะฝึกปฏิบัติภาษาได้ดีกว่าคนอีกหลายๆคน

การวิจัยในสาขาจิตวิทยา และภาษาศาสตร์ประยุกต์ตลอดเวลาหลายปีนี้ได้เน้นในเรื่องแรงจูงใจ และความสามารถในการเรียนรู้ภาษาจำนวนมาก ซึ่งทั้งคู่มีสหสัมพันธ์กับความสำเร็จในการเรียนรู้ภาษาในบริบทของการเรียนในห้องเรียน ในบล็อกนี้ ฉันกำลังจะพิจารณาความสามารถและสรุปให้เราเห็นว่าเราอยู่ ณ จุดใด โดยการใช้แหล่งข้อมูลในเรื่องความแตกต่างของปัจเจกบุคคลในการเรียนรู้ภาษาที่ 2 ซึ่งเขียนโดย Zoltán Dörnyei and Peter Skehan

อันดับแรก นักเขียนทั้งสองได้ถามคำถามที่น่าสนใจ ดังนี้

1. พรสวรรค์ในเชิงธรรมชาติในการเรียนภาษาที่ 2 นั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดใช่หรือไม่

2. พรสวรรค์อันนั้นเป็นสิ่งติดตัวหรือไม่

3. หากไม่ติดตัว จะสามารถแก้ไขได้ด้วยการฝึกหรือไม่

4. ความสามารถในการเรียนภาษาที่ 2 เป็นทักษะที่แตกต่าง หรือ เป็นความสามารถโดยทั่วไปของมนุษย์ เช่น สติปัญญา (intelligence)หรือไม่

5. พรสวรรค์ดังกล่าวสามารถเป็นพื้นฐานในการทำนายความสำเร็จในการเรียนรู้ภาษาใช่หรือไม่ และถ้าเป็น จะมีประสิทธิภาพในการทำนายขนาดไหน การพยายกรณ์ที่เกิดมาจากพรสวรรค์จะสามารถเปรียบเทียบการทำนายที่สร้างจากข้อมูลอื่นๆหรือไม่

6. พรสรรค์ดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการปรับตัวเรื่องการสอนหรือไม่ (adaptation of instruction)

7. พรสวรรค์ดังกล่าวสามารถใช้อย่างโดดๆ โดยไม่ต้องพึ่งบริบท หรือวิธีการเรียนรู้หรือไม่

8. พรสรรค์ดังกล่าวต้องสิ่งอื่นๆมารองรับหรือไม่ อย่างไร

9. อะไรคือพื้นฐานในเชิงทฤษฎีสำหรับพรสรรค์ หรือมีพรสรรค์ย่อยอื่นๆ (sub-talents)

10. พรสรรค์ดังกล่าวสามารถจะถูกวัดอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ฉันจะให้พวกคุณคิดเกี่ยวกับคำถามดังกล่าว ซึ่งจะไม่มีคำตอบที่ถูกต้องหรอก

งานของนักจิตวิทยา ที่ชื่อ J.B. Carroll

Carroll เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในการวิจัยแนวนี้ เขาเริ่มต้นศึกษาความสามารถในภาษาต่างประเทศในทศวรรษ 1950 และเขาได้รับการอ้างอิงเป็นอย่างมาก ร่วมกับ Stanley Sapon เขาได้ออกแบบแบบทดสอบขึ้นมาฉบับหนึ่ง (Modern Language Aptitude Test – MLATs) ซึ่งพยายามทำนายลักษณะในอนาคตของผู้เรียน (future performance) Carroll สร้างองค์ประกอบ 4 อย่างของโมเดลเรื่องความสามารถ ดังนี้

1. ความสามารถในการเข้ารหัสเสียง (Phonemic coding ability) นั่นคือ ความสามารถในการถอดรหัสเสียงที่ไม่คุ้นเคย, เก็บความรู้ในความทรงจำและเอามาใช้ได้ตามต้องการ

2. ความอ่อนไหวทางไวยากรณ์ (Grammatical sensitivity) นั่นคือ ความสามารถในการบ่งชี้หน้าที่ทางไวยากรณ์ (grammatical functions) ในประโยค หรือการพูด (utterances)

3. ความสามารถในการเรียนรู้ภาษาแบบปรนัย (Inductive language learning ability) นั่นคือ ความสามารถในการสกัดโครงสร้างที่เป็นประโยคและระบบคำในตัวอย่างของภาษา

4. ความทรงจำแบบเชื่อมโยง (Associated memory) นั่นคือ ความสามารถในการสร้างการเปรียบเทียบคำระหว่างภาษาที่1 และภาษาที่ 2 ได้

ในการทำให้สิ่งนี้ง่ายขึ้น พวกเราอาจสรุปสิ่งนี้ได้อย่างง่ายๆว่า “ การมีหูที่ดี, ความสามารถในการบ่งชี้ และการใช้กระสวนแบบต่างๆ (pattern) รวมทั้งการมีความทรงจำที่ดี! สิ่งนี้น่าจะไม่ขัดใจสำหรับครูๆโดยส่วนใหญ่

องค์ประกอบข้างบนเป็นพื้นฐานสำหรับแบบทดสอบความสามารถ และมีสหสัมพันธ์กับการแสดงออกทางภาษาด้วย (performance)

งานวิจัยหลังจาก Carroll

ตั้งแต่งานวิจัยของ Carroll ธรรมชาติของงานวิจัยเรื่องความสามารถก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ถึงแม้ว่ามันเป็นเรื่องชายขอบในสาขาภาษาศาสตร์ประยุกต์ก็ตาม ทำไมงานวิจัยเรื่องความสามารถจึงไม่ได้อยู่ในความนิยมชมชอบหละ? อันดับแรก Dörnyei และ Skehan ได้สะท้อนถึงบางสิ่ง ที่ฉันได้เสนอไว้ในตอนเริ่มต้น

“เหตุผลแรกที่ทำให้งานวิจัยเรื่องความสามารถนี้ไม่ได้ความนิยมเนื่องมาจากการต่อต้านความเสมอภาค (anti-egalitarian) ซึ่งหมายความว่า หากการตีความว่าความสามารถดังกล่าวเป็นที่ติดตัวมา ก็จะเป็นการทำให้ผู้เรียนส่วนมากรู้สึกว่าทำไมตนเองจึงไม่มีความสามารถดังกล่าว ยังไม่ต้องพูดถึงเด็กที่มีความสามารถระดับต่ำอีก”

กล่าวในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ การศึกษาความสามารถ ที่มาพร้อมๆกับ IQ และกรรมพันธุ์ (genetics) ดูเหมือนว่าจะไม่ถูกต้องเสียแล้วในตอนนี้ ผู้เขียนยังได้กล่าวถึงหนังสือที่มีตัวบทแบบมาตรฐาน (standardized text books) ที่ดูเหมือนจะมีสมมติฐานที่ว่า ผู้เรียนทุกคนมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกัน และได้รับประโยชน์จากตัวป้อน (input) และการสอนเหมือนๆกัน

อันดับสอง งานของ Carroll ทำในช่วงที่วิธีการสอนจะเน้นที่การสอนไวยากรณ์, การสอนฟัง-พูด (audio-lingual approaches) และการฝึกโครงสร้าง (structural drilling) เมื่อมีทางเลือกอื่นๆ เช่นมีวิธีการแบบธรรมชาติ ดังในงานของ Krashen และวิธีการสอนเพื่อการสื่อสารแบบยุโรปเข้ามาอีก ดังนั้นการเรียนรู้ภาษาจึงไม่อยู่ในนิยามของ Carroll อีกต่อไป แนวทางใหม่ๆ จะคล้ายๆกับการเรียนภาษาที่ 1 ซึ่งความแตกต่างระหว่างปัจเจกบุคคลในแง่ของภาษาจะมีการเน้นที่น้อยลง ถ้าการเรียนภาษาที่ 2 เกิดขึ้นในระดับจิตใต้สำนึกแล้วหละก็ ดังนั้นความสามารถในการบ่งชี้กระสวนทางไวยากรณ์ (grammatical pattern) ในแบบทดสอบจะพยากรณ์ความสำเร็จในอนาคตได้อย่างไร (นี่เป็นประเด็นหากโรงเรียนต้องการจะทำแบบทดสอบเพื่อดูว่านักเรียนมีความสามารถอยู่ระดับไหน (baseline test) เมื่อมาเข้าโรงเรียนนี้ จะต้องมีจุดประสงค์ที่สามารถตรวจสอบได้ (accountability purposes))

อย่างไรก็ตาม สมควรกล่าวไว้ด้วยว่ามีนักวิชาการบางคนยังถือว่าการทดสอบสามารถพยากรณ์ความสำเร็จได้ ไม่ว่าจะไหนแง่ของสภาพการสอนในโรงเรียน และบริบทที่มีตัวป้อนแบบธรรมชาติก็ตาม (naturalistic, input-based contexts)

สรุป

เป็นเวลาหลายปี ที่ความสามารถถูกแยกขาดจากการเรียนรู้ภาษาที่ 2 และกระบวนการรู้ภาษา (acquisition) มีการรับรู้กันอยู่ทั่วไปว่าความสามารถทำหน้าที่ในการพยากรณ์ความสำเร็จในการเรียนรู้ภาษาได้พอประมาณ แต่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยกับนักเรียนทั้งหลาย, ล้าสมัย, และยังมีการอธิบายได้น้อยมากๆ งานวิจัยใหม่ๆยังบ่งชี้ว่า การประเมินเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ในตอนนี้ความสามารถกลับมาฟื้นคืนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อการนำไวยากรณ์กลับมาเน้นอีกครั้ง หากคุณเชื่อมั่นอย่างเต็มอกว่าวิธีการสอนในเชิงความหมาย (meaning-based approach) ไม่เหมาะกับโรงเรียนแล้วหละก็ ความสามารถนั่นแหละจะเป็นตัวพยากรณ์ที่ดีในเรื่องความก้าวหน้า ถึงแม้คุณจะมีความสนใจ หรือไม่เน้นในเรื่องรูปฟอร์มของไวยากรณ์ ก็ยังมีงานวิจัยที่กล่าวว่าความสามารถก็ยังคงเกี่ยวข้องอยู่ดี

ทัศนะของฉัน หลังจากได้ทำงานในโรงเรียนประมาณ 35 ปี สิ่งที่มีคุณค่าก็คือความสามารถเชิงธรรมชาติ (ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญาโดยรวม (general intelligence) หรือการเรียนรู้ภาษาแบบเฉพาะ (language learning-specific)) คือปัจจัยสำคัญในเรื่องความก้าวหน้า ซึ่งเป็นหนึ่งในความหลากหลายนั้น ฉันยังเข้าข้างตนเองว่านักเรียนบางคนชอบที่จะเรียนรู้ในห้องเรียนมากกว่าแบบธรรมชาติ, การสร้างบทบาทสมมติ (immersion setting) และอื่นๆ ฉันยังจะกล่าวอีกด้วยว่า ในบริบทที่ฉันทำงาน ความสามารถแบบธรรมชาติจะต้องผ่านอุปสรรคมากมาย นั่นคือสิ่งที่ทันสมัยที่จะกล่าว

แปลและเรียบเรียงมาจาก

Steve Smith. What about natural aptitude for second language learning?

http://frenchteachernet.blogspot.fr/2016/06/what-about-natural-aptitude-for-second.html อนเหมือนๆกัน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การจัดการเรียนการสอน, การวัดผลประเมินผล,การสอนภาษาอังกฤษ, ภาษาอังกฤษ



ความเห็น (0)