ใครๆก็รู้แต่ทำยาก
วันนี้อ่านวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ Knowledge Sharing ในองค์กรธุรกิจ เขาสรุปข้อเสียของการอมพะนำความรู้ไว้ไม่แบ่งให้ใครว่า
- ทำให้งานที่ทำไม่มีบูรณาการ จะแหลกเป็นริ้วๆ หรือเป็นกองๆ กระจัดกระจาย
- เสียเวลามานั่งคิด นั่งทำสิ่งที่ซ้ำซ้อนกัน น่าเสียดายแรงและเวลา
- บุคลากรแต่ละคนจะต้องใช้เวลาเรียนนานขึ้น (longer learning curve) เส้นโค้งแห่งการเรียนรู้ค่อยๆไต่ขึ้นและใช้เวลานานจึงจะรู้ได้
- เสียโอกาสความเจริญก้าวหน้าขององค์กร
เขาบอกว่า ผู้นำขององค์กรจะต้องแก้ปัญหานี้โดยการวางยุทธศาสตร์ให้เกิดการแบ่งปันกัน ปัญหาก็คือ ใครรู้บ้าง หรือใครเคยประสบความสำเร็จในเรื่องนี้บ้าง ลองนำมาเล่าสู่กันฟังบ้าง
แถมอีกนิดหนึ่ง ว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่ข้อมูลสารสนเทศจะท่วมทับทั้งตัวนั้น การที่บุคคลหรือองค์กร "ได้รับสารสนเทศที่เหมาะสมกับเวลาและความต้องการ" เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ
สมาชิกของ สพท.นม. 1 กำลังเปิดโอกาสให้ผู้ประสบผลสำเร็จในการทำงานมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน
ครู สพท.สพ.2 หลายคนกำลังสนุกในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะ
เห็นด้วยกับบทความที่กล่าวข้างต้นอย่างยิ่งคะ แต่สิ่งที่ขอเสริมคือไม่ใช่แต่เฉพาะองค์กรธรุกิจเท่านั้น ในเมืองไทยน่าจะใช้กระบวนการนี้ในทุกภาคส่วนของสังคม ก็คงเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ดั่งที่ทุกคนหวังจะให้เป็น Learning Organization (LO)
ครับ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแชร์ความรู้ คนที่แชร์ความรู้ให้คนอื่น ๆมาก ๆ ทั้งได้กุศล และมีความเชียวชาญเพิ่มขึ้น
มันสำคัญตรงเวลาครับ บางทีเราไม่มีเวลา คนอื่นจะมองว่าเราไม่ยอมช่วยเหลืออีก กรรมจริง ๆ