สถานการณ์จำลอง.

ในคาบเรียนวิชากิจวัตรประจำวันพื้นฐานและการฟื้นฟูสมรรถภาพ เรามีโอกาสได้จำลองตัวเองเป็นโรค cardiovascular disease (โรคเกี่ยวกับลิ้นหัวใจรั่ว หรือระบบการทำงานของหัวหัวใจที่ผิดปกติ ซึ่งโรคนี้จะมีพยาธิสภาพมาตั้งแต่กำเนิด) โดยที่เราจะต้องนั่งและเข็น wheel chair จากชั้น 2 ของตึกอธิการบดี เพื่อกลับไปยังคณะกายภาพบำบัด ด้วยตัวของเราเอง

เริ่มต้นจากหน้าห้องเอกสารชั้น 2 ของตึกอธิการบดี เราเข็น*รถ ไปยังลิฟต์ที่อยู่ห่างออกไปและไกลจากบริเวณนั้น รู้สึกเมื่อยและล้าทันที อาจเป็นเพราะล้อรถมีแรงต้านทานจากพื้นกระเบื้องที่มีลักษณะของพื้นผิวที่ขรุขระทำให้ต้องออกแรงกล้ามเนื้อแขนเพิ่มมากขึ้น จากนั้นเราจึงกดปุ่มลิฟต์ด้านล่างที่ออกแบบมาเพื่อคนที่นั่งรถโดยเฉพาะ รอสักระยะหนึ่งลิฟต์จึงเปิดออกพร้อมคนที่อยู่ด้านใน 2-3 คน พวกเขาได้หลบทางให้เราเพื่อให้รถสามารถเข้าไปอยู่ในลิฟต์ได้ เมื่อเราลงมาอยู่ที่ชั้น 1 ของตึกอธิการบดีและกำลังมองหาทางที่กำลังจะเข็นรถไปต่อ ได้มีคุณลุงคนหนึ่งเดินผ่านมาทางเราและถามเราว่า "มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ" เราได้ตอบกลับไปว่า "ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ พอดีเป็นวิชาเรียน" และเราทั้งคู่ก็จากกันด้วยรอยยิ้มแห่งความปิติ หลังจากนั้นเพื่อนที่มากับเราบอกทางเราให้เราเลี้ยวขวาเพื่อไปยังหน้าตึกอธิการฯ ที่ด้านหน้าของตึกนั้นมีทางลาดอยู่ด้านซ้าย เราค่อยๆเคลื่อนรถลงทางลาดอย่างช้าๆ เมื่อรถเคลื่อนไปได้ระยะทางหนึ่ง เรารู้สึกได้ถึงหัวใจของเราที่เต้นผิดปกติไปจากเดิม เต้นไม่เป็นจังหวะอย่างที่เคยเป็น สองมือกำที่จับล้อเข็นไว้จนแน่น ค่อยๆปล่อยและกำ ปล่อยและกำแน่นๆ จนถึงชานพัก รู้สึกเหนื่อยและตึงช่วงบนไปหมด จากนั้นเราก็เคลื่อนรถลงไปอีกครั้งจนสุดทางและเลี้ยงซ้ายเพื่อจะไปทางตึกขาวของคณะวิศวกรรมศาสตร์ เราเข็นรถไปตามทางเพื่อนที่มากับเราก็คอยถามอาการเป็นระยะๆ จนถึงทางลาดซึ่งมีหลุมของช่องระบายน้ำและไม่มีตะแกรงปิด เราจึงจมอยู่ที่หลุมนั้นและเพื่อนก็เข้ามาช่วยจนพ้นจากหลุมนั้นและเข็นต่อไปตามทาง ด้วยช่วงเวลาหลังจากพระอาทิตย์ตั้งฉากกับตัวเราเพียงไม่กี่ชั่งโมงบวกรวมกับความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง เพื่อนที่มากับจึงช่วยเราเข็นรถต่อไประยะหนึ่งจนเราหายเหนื่อยเราจึงเข็ยรถด้วยตัวของเราเองต่อจนถึงทางที่จะข้ามถนน เนื่องจากในช่วงเวลานั้นมีจำนวนรถไม่มากเท่าไหร่เราจึงข้ามถนนโดยไม่ต้องวิตกกังวล และไร้ซึ่งอุปสรรคจากพื้นต่างระดับเนื่องจากได้ทำเป็นทางลาดในระดับที่เหมาะสม และหลังจากนั้นเราก็สามารถเข็นรถไปถึงหน้าคณะจนถึงทางขึ้นคณะที่เป็นทางลาด เราค่อยๆเคลื่อนรถขึ้นจนถึงทางที่อยู่ด้านบนด้วยอาการเมื่อยและล้าจึงทำให้เราหยุดพักหายใจระยะเวลาหนึ่ง

การเดินทางเมื่อไม่กี่นาทีนี้ทำให้เราใส่ใจ ใช้ใจย้อนมองถึงผู้ที่มีพยาธิสภาพและจำเป็นต้องใช้รถในการขับเคลื่อนตัวเองแทน เข้าใจถึงอีกหนึ่งบทบาทหน้าที่ทางครอบครัวและสังคมที่ถูกปรับเปลี่ยนไปจากเดิม และได้เข้าถึงลักษณะทางกายภาพที่ไม่เป็นเช่นเคยแต่ลึกซึ้งถึงสภาพจิตใจที่ดีพร้อมมากยิ่งขึ้น ทำให้เราตกตะกอนทางความคิด ลองย้อนมองดูตัวเราในขณะที่ร่างกายสมบูรณ์พร้อมครบทั้ง 32 ประการ คำถามที่ตามมาคือ "เราได้ใช้มันทำประโยชน์ใดแก่สังคมบ้าง?"

ปล. *รถ ในความหมายคือ wheel chair

<img src="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/181/645/large_image.jpeg" "=""><img src="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/181/643/large_image.jpeg" "=""><img src="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/181/644/large_image.jpeg" "=""><img src="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/181/646/large_image.jpeg" "=""><img src="https://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/001/181/647/large_image.jpeg" "="">

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน A Dot.



ความเห็น (0)