จดหมายถึงพระคุณเจ้า: การปรับตัวให้เท่าทันศรัทธา


ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรม (เสวนา) เครือข่ายชาวพุทธฯ ที่โรงแรม BP สมิหลาฯ เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๐ - วันอาทิตย์ที่ ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา การเข้าร่วมดังกล่าวทำให้ผมมองเห็นภารกิจที่พระหนุ่มและไม่หนุ่มในจังหวัดชายแดนใต้ขับเคลื่อนนอกเหนือจากภารกิจสำคัญของการพยายามดำรงไว้ซึ่งความเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา ภารกิจอย่างหนึ่งคือ การได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านที่ยังมีใจใฝ่ในแนวทางแบบพุทธตามศักยภาพของกรอบความคิด การเดินทางไปเยี่ยมเยียนดังกล่าวสร้างความอุ่นใจให้กับชาวพุทธเหล่านั้น ในเวลานี้น่าจะเรียกได้อย่างเต็มปากแล้วว่าเป็นชนกลุ่มน้อยในจังหวัดชายแดนใต้ และที่น่าชื่นชมคือการเชื่อมประสานระหว่างชาวพุทธในส่วนกลางและจังหวัดชายแดนใต้เพื่อการ "ไม่ได้ทอดทิ้งซึ่งกันและกัน" และ "การเป็นกำลังใจให้แก่กัน" พระภิกษุรูปหนึ่งเล่าให้ฟังว่า มีพระภิกษุจากภาคกลางเดินทางไปเยี่ยมเยียนวัดในสามจังหวัดภาคใต้ พระภิกษุรูปนั้นได้มีโอกาสแสดงธรรม เมื่อแสดงธรรมจบแล้ว ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเดินออกมานมัสการและพูดด้วยน้ำตานองหน้าว่า "ขอบคุณนะเจ้าคะ-ครับที่ไม่ทอดทิ้งกัน"

สิ่งที่น่าพิจารณาคือ ชาวบ้านที่เป็นชนกลุ่มน้อยเหล่านี้กำลังขาดกำลังใจ ว้าเหว่ และกำลังใฝ่หาอะไรบางอย่างตามศรัทธาที่ตนมีอยู่ จริงอยู่ การที่พระภิกษุเดินทางไปเยี่ยมเยียนชาวพุทธในจังหวัดชายแดนใต้ อาจสร้างการยึดติดระหว่างชาวบ้านกับผ้าเหลืองที่ห่อคลุมร่างๆหนึ่งซึ่งเป็นมนุษย์เหมือนกันกับชาวบ้าน การยึดติดกับพระอาจไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของพุทธศาสนา ซึ่งพิจารณาได้กับข้อความที่ว่า "อย่างนี้นะคุณวักกลิ ชนใดเห็นธรรม ชนนั้นชื่อว่าเห็นเรา ชนใดเห็นเรา ชนนั้นชื่อว่าเห็นธรรม" เป็นข้อความที่สิทธัตถะในเพศนักบวช (ขออภัย) กล่าวกับวักกลิผู้ถือบวชและคอยติดตามมองดูความงามรูปของสัทธัตถะ แต่เมื่อกล่าวสอนแล้วไม่เป็นผล จึงกล่าวด้วยข้อความว่า "จงออกไปซะวักกลิ" ข้อความที่กล่าวถึงนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่า แม้แต่ปฐมพุทธในยุคสมัยเรา ยังระบุให้เห็นว่า ไม่ควรยึดติดไปรูปร่างที่ห่อหุ้มด้วยจีวร แต่ควรฝึกฝนตนให้พิจารณาเห็นธรรมที่มีอยู่แท้จริง เพราะหากเสียเวลากับการเฝ้ามองความงามของนักบวช ไฉนหรือจะรู้จักธรรม สถานการณ์ดังกล่าวนี้มีอยู่ทั่วไป แต่คงห้ามปรามอะไรไม่ได้ นักบวชในพุทธศาสนานั้นเองที่จะชี้แจงกล่าวแสดงให้ชาวบ้านได้รับรู้ว่าควรปรับตัวอย่างไรให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม หากกรอบของจิตใจยังไม่อาจเข้าถึงแบบนั้นได้ พระภิกษุก็ต้องทำหน้าที่กันต่อไป โดยเฉพาะในภาวะที่จิตใจชาวบ้านกำลังว้าเหว่ เขากำลังต้องการที่พึ่งบางอย่างเพื่อห้อยใจไว้ เมื่อใจมีกำลังเพียงพอแล้ว เขาสามารถจะเก็บใจที่ห้อยไว้ไปต่อสู้กับอุปสรรคที่เข้ามากระทบใจกันต่อไป

ในเวทีเสวนาดังกล่าว ผมมองเห็นการพยายามที่จะตรึงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ไว้ แท้จริง ไม่น่าจะใช่หน้าที่ของนักบวชในพุทธศาสนา หากแต่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะเข้าไปจัดการ โดยรัฐจะต้องคุ้มครองอะไรบางอย่างที่เป็นร่องรอยของประวัติศาสตร์ นั้นหมายถึงวัฒนธรรมทั้งที่เป็นวัตถุและไม่ใช่วัตถุ เข้าใจว่า เมื่อรัฐไม่อาจดำเนินการได้ พระภิกษุเหล่านี้ก็จำเป็นจะต้องทำหน้าที่ในการคุ้มครอง ปกป้องสิ่งเหล่านั้นไว้ การทำหน้าที่นอกเหนือจากภาวะความเป็นภิกษุ ค่อนข้างจะสุ่มเสี่ยงต่อสถานภาพที่สังคมคาดหวังไหว้ ไม่แปลกใจที่พระกลุ่มหนึ่งซึ่งพยายามเชื่อมประสานระหว่างความเชื่อที่แตกต่างกันแล้วแต่ไม่มีผลในทางบวก มิหนำซ้ำ โดนถ่มน้ำลายรดหน้า โดนขู่ฆ่า (พระภิกษุรูปหนึ่งเล่าให้ฟัง) ดังนั้น แนวโน้มของกลุ่มนี้จึงมีลักษณะกฎหมายฮัมมูราบี ซึ่งแนวทางแบบนี้เป็นวิถีของชาวบ้านทางภาคใต้ตอนล่างบางกลุ่ม ความสงบเกิดขึ้นระหว่างกัน แต่ไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวเพราะมีฝ่าย เข้าใจว่า เหตุที่พระบางกลุ่มมีแนวโน้มแบบนั้น จะต้องมีที่มา ซึ่งคงไม่พ้นไปจากหลักอิทัปปัจจตา เพราะปกติแล้วพระภิกษุในพุทธศาสนาตัวจริงไม่ขวักไขว่การคาดแค้น ไม่ดุร้าย แต่พื้นที่ทางใจเต็มไปด้วยการให้อภัย และคงไม่แปลกกับสิ่งที่ซ่อนลึกอยู่ภายในบุคคล เมื่อถูกล่อถูกชนหนักเข้า ความมืดดำจะแสดงออกมาให้เห็นหากอดทนไม่ได้ ชาวบ้านในกลุ่มเครือข่ายจำนวนหนึ่งจึงไม่อยากพูดเรื่องนี้กับพระ เพราะดูเหมือนข้อความว่า "ทิฏฐิพระ..." ยังเป็นสิ่งที่มองเห็นได้ ส่วนผมซึ่งเป็นคนนอกและยังเป็นผู้ใหม่ในพื้นที่ เห็นว่า เรื่องนี้ต้องคุยกัน จะอย่างไรก็ต้องคุยกัน

พระภิกษุเหล่านี้ไม่ได้มีผลประโยชน์นอกศาสนา ดังนั้น คนที่พระภิกษุเหล่านี้จะแคร์คือคนที่เอาใจใส่กับเขา เห็นใจเขา ช่วยเหลือเขา หรือใส่บาตรให้เขามีชีวิตเพื่อพระศาสนาที่ตนเชื่อว่าเป็นสิ่งสูงสุด เฉกเช่นเดียวกับนักบวชในทุกศาสนา ดังนั้น การจะคุยกับพระภิกษุเครือข่ายเหล่านี้คงต้องอาศัยผู้ใกล้ชิดหรือคนที่เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของเขาเท่านั้น

นอกจากสิ่งที่กล่าวมานี้ ยังมองเห็นรอยร้าวระหว่างภิกษุณีผู้เข้มข้นด้วยศีลาจารวัตร และพระภิกษุบางรูปที่มุ่งจะดำรงศาสนาไว้ สิ่งนี้อาจต้องเยียวยาความเข้าใจระหว่างกันด้วย อย่างน้อย การที่เราจะต้องทำร่วมกัน (ซึ่งหมายถึงผมด้วย) คือการพยายามสลายตัวตนให้ว่างเปล่าเพื่อรองรับความปรารถนาดีระหว่างกัน อย่างน้อย อาจช่วยเปิดพื้นที่ว่างให้ผู้ที่เข้าไม่ถึง ได้เข้าถึง ให้ผู้มีศรัทธาเหมือนกันได้มีที่ยืนร่วมกันด้วยกันทุกผู้ทุกนาม

หมายเลขบันทึก: 614075เขียนเมื่อ 16 กันยายน 2016 08:33 น. ()แก้ไขเมื่อ 23 กันยายน 2016 08:12 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (1)

Politicians in the West know the magic of "visting remote areas and hard-to-get-to places". Their vote go up when they can maintain "presence".

The once every election tour is not working well anymore.

Thai politicans go out and join the locals now!

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี