ในบทความที่ผ่านมา ฉันได้นำเสนอความสำคัญของการตรวจสอบความเข้าใจ ในการสอนโครงสร้างใหม่ และระบบคำ (lexis) ผ่านการใช้คำถามเชิงสังกัป (concept questions)
การตรวจสอบความเข้าใจ คือการแยกภาษาใหม่ๆที่นำเสนอในบริบท, ต่อมาก็วิเคราะห์, และอธิบายจนเข้าใจ ในบทความนี้ ฉันจะได้นำเสนอเรื่องการวิเคราะห์ และการอธิบาย
กรอบโครงเพื่อการวิเคราะห์ (A framework for analysis)
ครูอาจนำเสนอภาษาแบบอุปนัย (inductive) ผ่านการใช้ตัวบท, สถานการณ์, งาน หรือบางครั้งก็เพียงแต่ขอให้ผู้เรียน “สังเกต” (notice) ระบบคำ (lexis) เท่านั้น อย่างไรก็ตามวิธีการแบบนิรนัย (deductive) ก็สามารถนำมาใช้ได้ หลังจากที่ผู้เรียนเรียนรู้กฎ และขอให้นำกฎต่างๆไปใช้ภาษา ทั้งสองกรณีผู้เรียนจำเป็นต้องมีความเข้าใจในตัวของภาษาอย่างเต็มที่เสียก่อน หลังจากนั้นจึงมาฝึกในกิจกรรมแบบนำ (guided activities) หรือผลิตภาษาด้วยสิ่งที่รู้ดีมาอยู่แล้ว ครูจำเป็นต้องใช้กรอบโครง (framework) ซึ่งนำมาใช้วิเคราะห์ภาษาเพื่อนำไปสอนได้ ลักษณะกรอบโครงจะมีอยู่ 5 อย่างดังนี้
1. ฟอร์ม (form) หมายถึง รูปทรงของภาษา, กฎที่กำหนดภาษา, ความยุ่งยากต่างๆตอนใช้ภาษา
2. ระบบเสียง (phonology) หมายถึง เสียง, การเน้นคำ, ลักษณะของการพูดที่มีความต่อเนื่อง, การเน้นประโยค, ท่วงทำนองและจังหวะ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้เรียนของเร้าข้าใจภาษาพูด และทำให้การพูดของเขาเป็นธรรมชาติ, ง่ายต่อการเข้าใจ, และทรงความหมายมากขึ้น
3. หน้าที่ (function) หมายถึง จุดประสงค์ ในการใช้ภาษา, บริบท, ใครเป็นผู้ใช้ และใช้ในสถานการณ์อะไร
4. ความหมาย (meaning) หมายถึง สารที่ผู้พูดตั้งใจจะนำเสนอ ซึ่งแตกต่างไปตามบริบท โดยเฉพาะโครงสร้างที่สามารถใช้มากกว่า 1 หน้าที่
5. ความสุภาพและความถูกต้อง (register and appropriacy) เมื่อใดและกับใครที่จะใช้ภาษาเหล่านี้ได้
รูปทรงและการออกเสียง (form and phonology)
ตอนนี้มีการให้ความสนใจอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับรูปทรง มีงานวิจัยเสนอว่า การขาดการเน้นในเรื่องรูปทรงอาจนำไปสู่ความผิดพลาดที่เกิดความเคยชิน (fossilized errors) ในขณะเดียวกันการพิจารณาระบบคำ (lexical items) และคำที่ปรากฏอยู่ร่วมกัน (chunk) นำไปสู่วิธีการการเพิ่มการตระหนักรู้ (a consciousness-raising)ในเรื่องของรูปแบบ รวมทั้งการสังเกตภาษาในบริบทด้วย
ไม่ว่าการนำเสนอภาษาจะเป็นแบบโบราณ หรือใช้วิธีการการเพิ่มการตระหนักรู้ (a consciousness-raising) และไม่ว่าภาษานั้นจะนำเสนอเป็นครั้งแรกหรือเพื่อการทบทวนก็ตาม ข้างล่างนี้คือสิ่งที่ควรพิจารณา
1. ส่วนประกอบของคำพูด (Parts of speech) ระบบคำบ่อยครั้งที่เกิดมาจากองค์ประกอบทางภาษามากกว่า 1 อย่าง ยกตัวอย่างเช่น กริยาที่มีหลายคำ (multi-word verbs) จะประกอบไปด้วยกริยา, คำบุรพบท, และparticle เช่นคำว่า get on with บางครั้งก็อาจมีคำที่ใช้อยู่คู่กัน (collocations) ก็ได้
2. ตัวสะกด (spelling) ความแตกต่างระหว่างภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ กับแบบอเมริกัน
3. สิ่งที่ไปตามกฎ กับสิ่งที่ไม่ไปตามกฎ (regularity and irregularity)
5. ลำดับของคำ และโครงสร้าง (word order and structures) เช่นเป็นกริยาแบบต้องการกรรมหรือไม่ต้องการกรรม กริยาตัวนี้ต้องตามด้วย to infinitive หรือ gerund
6. การออกเสียง (pronunciation) การลดเสียง, รูปฟอร์มคำถาม, การใช้คำถามแบบ tag
7. ภาษาเขียนและภาษาพูด (the written form and the spoken form) ภาษาทั้งสองแบบมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของหน้าที่ (function) เราควรจะมีการพิจารณาภาษาทั้งสองแบบรวมทั้งธรรมเนียมที่ปรากฏด้วย เช่น He said it was his birthday the following day เท่ากับ he says it’s his birthday tomorrow.
8. สังกัป (the concept) สังกัปนี้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรมหรือไม่ หรือไม่ชัดเจนและเป็นนามธรรม สังกัปนี้เหมือนกับภาษาที่ 1 หรือไม่ และภาษาที่ใช้ในการนำเสนอเหมือนกันหรือไม่ บางครั้งเราต้องสอนสังกัปก่อนที่จะสอนตัวภาษา
10.ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับศักยภาพ (potential problems) บางครั้งจะมีความสลับซับซ้อนในเรื่องรูปแบบ (form) เช่น I should have had my hair cut บางครั้งอาจเป็นการออกเสียง (pronunciation) ซึ่งขึ้นอยู่กับภาษาที่ 1 หรือบางครั้งอาจสับสนระหว่างรูปฟอร์ม (form) และความหมาย (meaning) ระหว่างโครงสร้างที่เหมือนกัน เช่น didn’t need to กับ needn’t have หรือ be used to กับ get used to บางครั้งอาจเกิดความสับสนระหว่างความเหมือนกันในภาษาที่ 1 ได้ เช่น false friends
หน้าที่และความหมาย (function and meaning)
ข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งระหว่างรูปฟอร์ม (form) และหน้าที่ (function) คือเหตุผลหลักๆของการนำเสนอภาษาในบริบท ในแง่หนึ่งหน้าที่ (function) เช่น การเปรียบเทียบ, การเชื้อเชิญ, และการขออนุญาต อาจนำเสนอได้ในหลายโครงสร้าง เช่น
Why don't we watch a film?, Let's watch a film,Shall we watch a film?, We could watch a film
ในอีกแง่หนึ่ง หนึ่งโครงสร้างอาจนำเสนอได้หลายหน้าที่ เช่น การใช้ can ในลักษณะต่างๆ I can play tennis (แสดงความสามารถ)Can I open the window? (แสดงการขออนุญาต)Can you pass the salt? (ขอร้อง)
ความสัมพันธ์ระหว่างรูปฟอร์มกับหน้าที่ถูกทำให้ซับซ้อนยิ่งขึ้นในรูปของความหมาย ซึ่งเราสามารถจะสกัดได้จากบริบท คำถามที่ว่า Do you play cards? ซึ่งอาจหมายความได้ถึง คุณกำลังเล่นไพ่อยู่ใช่หรือไม่ หรือไม่ก็เธอต้องการจะเล่นเกมไพ่อยู่ใช่ไหม ซึ่งขึ้นกับสถานการณ์เป็ยอย่างมาก
ท้ายที่สุด เราจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องกฎไวยากรณ์อย่างเคร่งครัด เพราะไวยากรณ์เหล่านี้สามารถจะกำหนดการใช้และความหมายได้ แน่นอนว่ากฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น แต่กฎหลายกฎถูกใช้มากเสียจนกลายเป็นการใช้มากจนเกินไปจนนำไปสู่การใช้ผิดได้ ความต้องการที่สมดุลระหว่างการใช้ทั่วไปและความซับซ้อนจะต้องดูที่ระดับและบริบทด้วย
ระดับความสุภาพและความถูกต้อง (register and appropriacy)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของภาษาเชิงการหน้าที่ (functional language) การวิเคราะห์ภาษาที่ใช้สอน (target items) จะต้องมีการวิเคราะห์สถานการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูดต่างๆด้วย (appropriacy) ซึ่งทั้งสองประการนี้จะกำหนดทางเลือกของภาษา ซึ่งต้องสอดคล้องกันระหว่างระดับความสุภาพ (register) รูปฟอร์มของวิเคราะห์แบบนี้ต้องอาศัยปัจจัยหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1. ฉาก (สถานที่ และเวลา) 2. ผู้มีส่วนร่วมและความสัมพันธ์ 3. เจตนาของผู้พูด (หน้าที่)
มีความเป็นไปได้ในการที่จะวิเคราะห์คำว่า would ในหลายๆหน้าที่
Would you like another drink? (สถานการณ์ทางสังคม, การนำเสนอ)
I'd get the green one if I were you (การซื้อของ, เพื่อนฝูง, คำแนะนำ)
Granny would always tell us bedtime stories (ครอบครัว, นิสัยในอดีต/การระลึกถึงความหลัง)
Would you by any chance be available next week? (การทำงาน, การนัดแนะ)
อย่างไรก็ตาม จะมีโครงสร้างหลายๆอัน หรือการแปรเปลี่ยนของโครงสร้างเดี่ยวๆ ที่สามารถนำเสนอหน้าที่ที่เหมือนกันได้ ระดับความสุภาพขึ้นอยู่กับระยะห่างทางสังคม (social distance) เช่นการจะขอเปิดหน้าต่าง
Is it OK if I open the window?
Can I open the window?
Could I open the window, please?
Would you mind if I opened the window?
บางครั้งสังกัปที่ทรงพลังที่สุดในที่นี้ก็คือระยะห่างทางสังคม เช่น ยิ่งผู้พูดห่างกันมากเท่าใด ก็จะยิ่งมีความสุภาพมากขึ้นเท่านั้น
หลังการวิเคราะห์ (Post analysis)
การวิเคราะห์ภาษาเป็นขั้นตอนแรกของครูเพื่อช่วยการนำเสนอ การวิเคราะห์ภาษาที่จะสอนจะนำไปสู่การตัดสินใจว่าจะนำเสนออย่างไร
1. วิธีการ (approach) จะเป็นแบบนิรนัยหรือุปนัย และจะยั่วเย้าเท่าใด (elicited) วิธีการแบบทดสอบ สอน ทดสอบอาจเหมาะสำหรับผู้เรียนระดับสูง ซึ่งมีความรู้ที่คงค้างไว้เพื่อการวิเคราะห์
2. จะนำเสนอเท่าใด (how much to present) จะนำเสนอโครงสร้างอันเดียว, นำเสนอหลายๆโครงสร้างใน 1 หน้าที่, จำนวนหน้าที่ในหนึ่งรูปฟอร์ม คำถามและการตอบในบทสนทนาเชิงหน้าที่หรือสถานการณ์ ระดับเป็นสิ่งจำเป็น
3. บริบท (context) ผ่านการเห็น, การใบ้, ของจริง, หรือบันทึกย่อ, ผ่านตัวบท, ผ่านบทสนทนา หรือผ่านภาระงาน
4. การตรวจสอบความเข้าใจ (checking understanding) คำถามเชิงสังกัป และการกำหนดเวลาหากมีความจำเป็น
5. การฝึกภาษาที่กำลังสอน (drilling the target language) จะใช้การฝึกประเภทไหน และฝึกเท่าใดจึงเหมาะสม
6. การนำเสนอรูปฟอร์ม และการเน้น (explanation of form and visual highlighting) สิ่งใดสมควรอยู่ในกระดานดำ
แปลและเรียบเรียงจาก
Steve Darn. Analyzing Language. http://www.teachingenglish.org.uk/article/analysing-language?utm_source=facebook&utm_medium=social&utm_campaign=bc-teachingenglish
</em>
ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันความรู้จ้าา