1 กันยายน 2559
ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]
นับตั้งแต่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ผ่านความเห็นชอบร่าง พรบ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ... เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2559 ยังมีประเด็นหลากหลายให้คนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ในฝ่ายข้าราชการส่วนท้องถิ่นหรือ “ฝ่ายประจำ” อดวิตกห่วงใย มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง เป็นประเด็นร้อนทีเดียว โดยเฉพาะในร่าง 2 มาตรา ที่ “คุมกำเนิดฝ่ายประจำส่วนท้องถิ่น” คือ (1) ประเด็นค่าใช้จ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ประโยชน์ตอบแทนอื่น หรืองบบริหารงานบุคคลไม่เกิน 40% ตามมาตรา 10 และ (2) ประเด็นจำนวนอัตราลูกจ้างและพนักงานจ้างไม่เกิน 25% ตามมาตรา 147 [2]
ด้วยเกรงว่าหากร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้บังคับเมื่อใด อาจเกิดปัญหาที่มีผลกระทบต่อความเติบโตก้าวหน้าในชีวิตราชการของฝ่ายประจำ ที่จะส่งผลกระทบต่อ “คุณภาพและประสิทธิภาพ” ในการจัดบริการสาธารณะ (Public Service) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้
ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องข้อห่วงใยในสัดส่วนลูกจ้างและพนักงานจ้าง อปท. ไม่เกิน 25% ไปแล้วบางส่วน ในบทวิพากษ์ฯ ตอนที่ 2 เมื่อ 30 มิถุนายน 2559 ลองมาดูต่อกัน
ข้อห่วงใยในสัดส่วนจำนวนอัตราลูกจ้างและพนักงานจ้าง 25%
(1) ร่างมาตรา 10 [3] บัญญัติให้ อปท. แต่ละแห่งจะกำหนด “ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานบุคคล” เกี่ยวกับเงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างและพนักงานจ้าง รวมกันไม่สูงกว่าร้อยละสี่สิบของเงินรายได้ที่นำมาตราเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม โดย “ไม่รวมเงินงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนหรืองบประมาณอื่นของรัฐบาล” ที่ให้แก่ อปท.
ด้วยมาตรานี้ถือเป็นมาตราหลักในการ “คุมกำเนิดฝ่ายประจำ” ที่ปรากฏอยู่เดิมตามมาตรา 35 [4] แห่ง พรบ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ที่ถือว่าหนักหนาเอาการที่มีอยู่มาแต่เดิมแล้ว ซึ่งไม่สามารถปลดล็อคได้ ไม่ว่าจะมีความพยายามเสนอระบบ “กองทุนเงินเบิกรวม” ต่าง ๆ ไม่ว่าจะ กองทุนเงินเดือนรวม หรือ ปัจจุบันก็มี “กองทุนรักษาพยาบาลระบบเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลพนักงานองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น” [5] เป็นต้น เพราะเม็ดเงินเดือน ค่าจ้างฯ ของท้องถิ่นเป็นเม็ดเงินที่เป็น “งบประมาณตั้งจ่าย” [6] ข้าราชการส่วนท้องถิ่นแต่ละ อปท. จากยอดงบประมาณ “รายได้” มิใช่ยอดจ่ายตรงจากรัฐบาลแต่อย่างใด ทำให้มีปัญหาความไม่เสมอภาคในแต่ อปท. ที่มีศักยภาพในด้านรายได้ที่แตกต่างกัน แต่จัดทำบริการสาธารณะที่เหมือนกัน
(2) ร่างมาตรา 147 วรรคแรก บัญญัติให้ กำหนดสัดส่วนรวมทั้งลูกจ้างและพนักงานจ้างไว้ทั้งหมดไม่เกิน 25 % ของจำนวนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งหากคิดคำนวณแค่ค่าจ้างพนักงานจ้างทั่วไปกับพนักงานจ้างตามภารกิจ “ที่มีอยู่เดิม” รวมกับค่าจ้างลูกจ้างประจำ และเงินเดือนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และเงินประโยชน์ตอบแทนอื่นแล้ว ก็แทบจะไม่เหลือเม็ดเงิน “รายได้” ให้จ้างพนักงานจ้างใหม่ได้อีกเลย ซ้ำมีแต่จะต้อง “เลิกจ้าง” พนักงานจ้าง เพราะสัดส่วนนี้รวมจำนวนทั้ง “พนักงานจ้างและลูกจ้างประจำ” เข้าด้วยกัน
ยกตัวอย่างตามบทบัญญัติข้างต้น หาก อปท. มีข้าราชการ 100 คน จะจ้างลูกจ้างประจำและพนักงานจ้างได้ 25 คน ส่วนใหญ่ อปท. จะมีข้าราชการอยู่ประมาณ 20 คน ฉะนั้น จะจ้าง “ลูกจ้างประจำและพนักงานจ้าง” ได้จำนวน 5 คน แต่ข้อเท็จจริง อปท. จะมีลูกจ้างประจำอย่างน้อย อปท.ละ 2 คน ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำรุ่นแรก ๆ เมื่อครั้งยกฐานะ อบต. หรือ สุขาภิบาลเดิม ฉะนั้น หากเป็นเช่นนี้ก็จะจ้างพนักงานจ้างได้จำนวน 3 คนเท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงอัตราจำนวนพนักงานจ้าง อปท. นั้นมีมากกว่า 3 คน เช่น พนักงานดับเพลิงรวมพนักงานจัดเก็บขยะรวมกันก็ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 8-12 คน เพราะต้องผลัดเปลี่ยนกันเข้าเวรดับเพลิง และจัดเก็บขยะทุกวัน ซึ่งงานท้องถิ่นที่เป็นปัญหาระดับชาติขณะนี้ก็คือ “ปัญหาการกำจัดขยะและขยะตกค้าง” เพียงแค่มีรถบรรทุกขยะเพียงคันเดียวก็หมดโควต้าพนักงานจ้างหรือลูกจ้างในสัดส่วนนี้ไปแล้ว ยังไม่รวมงานอื่นที่ถ่ายโอนภารกิจมาให้ อปท.
(3) ร่างมาตรา 147 วรรคสอง บัญญัติให้ จัดทำแผนลดลูกจ้างและพนักงานจ้างให้ไม่เกิน 25% ตามวรรคแรกในระยะเวลา 4 ปี กล่าวได้ว่าการบัญญัติในลักษณะยังไม่ชัดเจน เพราะสวนทางกับการสร้างภารกิจเพิ่มเติมให้ อปท. ที่มีกรอบอัตรากำลังตามแผนแล้ว แต่กลับบัญญัติมาตรานี้มาเพื่อบังคับให้ อปท. ต้องลดจำนวนลูกจ้างตามแผนลงไปอีก นอกจากนี้ภารกิจบางอย่างไม่อาจมอบหมายหรือ “จ้างเอกชน” (Out source or Privatization) ได้
(4) ร่างมาตรา 147 วรรคสาม บัญญัติให้ อำนาจ “คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น” (ก.ถ.) อนุมัติจำนวนลูกจ้างและพนักงานจ้างที่เกินกว่า 25 % ตามที่กำหนดในวรรคแรกได้ด้วยมติเสียงข้างมากพิเศษสี่ในห้า ในประเด็นนี้เห็นว่า เป็นบทบัญญัติที่สวนทางกับ “การกระจายอำนาจ” ให้แก่ อปท. โดยคำนึงถึงภารกิจและค่างานที่แท้จริงในแต่ละ อปท. เพราะเอาอำนาจการจ้างลูกจ้างและพนักงานจ้างกลับไปรวมศูนย์ไว้ที่ “ส่วนกลาง” ซึ่งไม่น่าจะถูกต้อง
ตัวอย่างการจัดอัตรากำลังบุคลากร “ลูกจ้างและพนักงานจ้าง” ใน อปท. ขนาดเล็ก
ประมาณคร่าว ๆ ว่าสัดส่วนข้าราชการส่วนท้องถิ่นต่อ ลูกจ้างและพนักงานจ้าง (ในที่นี้ขอเรียกรวม ๆ ว่า “ลูกจ้างฯ”) มีอัตราส่วนที่ผกผัน กล่าวคือ อปท. หลายแห่งมีอัตราจำนวนลูกจ้างฯ เกือบเท่าหรือมากกว่าจำนวนข้าราชการ สำหรับ อปท.ขนาดเล็ก ได้แก่ อบต. และเทศบาลตำบล ที่มีข้าราชการ ไม่เกิน 20 คน สัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 1 ต่อ 2 เท่า ซึ่งหากเป็น อปท.ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นสัดส่วนจำนวนนี้อาจมากขึ้นถึง 1 ต่อ 3-4 เท่า เพราะ อปท. ขนาดเล็กอาจมีลูกจ้างฯ ถึง 45 คน อยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น ลูกจ้างประจำ พนักงานจ้างตามภารกิจ และพนักงานจ้างทั่วไป อีกทั้งลูกจ้างจ้างเหมาด้วย ขอยกตัวอย่าง การจัดอัตรากำลังลูกจ้างฯ ในส่วนราชการ อปท. อปท.ขนาดเล็ก ที่มีจำนวนข้าราชการส่วนท้องถิ่นประมาณ 20 คน โดยพิจารณาแยกเป็น “งานย่อย” ในแต่ละส่วนราชการ ซึ่งเมื่อเห็นการแจกแจงยอด “จำนวนและสัดส่วน” ข้าราชการต่อลูกจ้างฯ แล้ว ก็อย่าเพิ่งตกใจ
ตัวอย่าง “สำนักปลัด อปท.” มีอัตรากำลังลูกจ้างฯ ดังนี้ (1) พนักงานจ้างตามภารกิจตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ธุรการ จำนวน 1 คน (2) ลูกจ้างประจำเดิมเมื่อครั้งเป็นสุขาภิบาล ทำหน้าที่เป็นพนักงานขับรถ (2 คัน) คือ รถส่วนบุคคลขนาดหนึ่งตัน และประเภทรถกระบะ จำนวน 2 คน (3) พนักงานจ้างตามภารกิจ ขับรถเครื่องจักรหนัก (รถดับเพลิง 2 คัน) ที่ต้องสลับกันเข้าเวรยามดับเพลิง จำนวน 2 คน (4) พนักงานจ้างทั่วไปและพนักงานจ้างตามภารกิจ ตำแหน่งพนักงานดับเพลิง งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ต้องสลับกันเข้าเวรยามดับเพลิง จำนวน 6 คน ฉะนั้น สำนักปลัด อปท. นี้มีอัตรากำลังลูกจ้างฯ ทั้งหมดจำนวน 11 คน
นอกจากนี้ อปท. แห่งนี้มี “งบเฉพาะการกิจการประปา” เนื่องจากการประปาส่วนภูมิภาคไม่เข้ามาดำเนินการ เพราะเป็นอำเภอห่างไกล และ รายได้ไม่คุ้มการลงทุน จึงมี (5) พนักงานจ้างตามภารกิจ และพนักงานจ้างทั่วไปตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ประปาและคนงานทั่วไป เพราะต้องจ่ายน้ำประปา และเข้าเวรบำบัดน้ำประปาตลอด 24 ชม. รวมจำนวน 4 คน
สำหรับส่วนราชการอื่น ได้แก่ กองคลัง กองช่าง กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กองการศึกษา รวม 4 กอง มี (6) ลูกจ้างฯ ที่เป็นพนักงานจ้างตามภารกิจหรือพนักงานจ้างทั่วไปอื่น อาทิเช่น คนสวน และคนงานทั่วไป ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย เฉลี่ยจำนวนกองละ 2 คน ยกเว้นกองช่าง มีลูกจ้างฯ ได้แก่ พนักงานจ้างตามภารกิจ ดูแลงานไฟฟ้าถนน จำนวน 1 คน พนักงานจ้างตามภารกิจผู้ช่วยช่างโยธา จำนวน 1 คน และพนักงานจ้างทั่วไป ตำแหน่งคนงานทั่วไป ซึ่งเป็นลูกมือช่างไม่ต่ำกว่า 4 คน รวม 6 คน รวมกองช่าง ลูกจ้างฯ จำนวน 6 คน ฉะนั้นรวมอัตรากำลังลูกจ้างฯ สำหรับส่วนราชการอื่น จำนวน 12 คน
รวมแล้ว อปท. ขนาดเล็กแห่งนี้มีจำนวนลูกจ้างฯ ทั้งลูกจ้างประจำ พนักงานจ้างตามภารกิจ และพนักงานจ้างทั่วไป ทั้งสิ้น 27 คน
หันมาดูจำนวนข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปรากฏว่ามีจำนวนข้าราชการในสำนักปลัด อปท. รวมจำนวน 6 คน ดังนี้ คือ (1) ปลัด อปท. (2) หัวหน้า สำนักปลัด อปท. (3) นักทรัพยากรบุคคล (4) นักวิเคราะห์นโยบายและแผน (5) นักพัฒนาชุมชน (6) นักจัดการงานทะเบียนและบัตร
สำหรับส่วนราชการอื่น มีผู้อำนวยการกอง และข้าราชการอื่น 2-3 คน ได้แก่ (1) ผอ.กองคลัง (2) ผอ.กองช่าง (3) ผอ.กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (4) ผอ.กองการศึกษา รวมส่วนราชการอื่นมีจำนวนข้าราชการจำนวน 12 คน
ฉะนั้น อปท. นี้จึงมีจำนวนข้าราชการส่วนท้องถิ่น 18 คน ลูกจ้างฯ จำนวน 27 คน คิดเป็นสัดส่วนข้าราชการต่อลูกจ้างฯ เท่ากับ 18 ต่อ 27 หรือสัดส่วนผกผัน 1 ต่อ 1.5 เป็นต้น
นี่แค่ยกตัวอย่าง อปท. ขนาดเล็กมาก ๆ ซึ่งยังขาดอัตรากำลังข้าราชการในตำแหน่งสำคัญอีกหลายตำแหน่ง เช่น ตำแหน่ง นิติกร หรือ วิศวกร หรือ ตรวจสอบภายใน หรือ เจ้าหน้าที่พัสดุ และสำหรับลูกจ้างฯ นั้น ยังไม่รวมตำแหน่งสำคัญอื่นที่ปรับเปลี่ยนเป็นลูกจ้างเหมาบริการ เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ รปภ. และ แม่บ้าน
ประเด็นที่ค้างคาใจ
ล่าสุดมีคำชี้แจงความเห็นจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิ สปท. [7] ว่า (1) กรณี ลูกจ้างฯ ร้อยละ 25 ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นหมายความว่า “พนักงานจ้างตามภารกิจ” เท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับ “พนักงานจ้างทั่วไป” โดยมีนโยบายให้ท้องถิ่นปรับลดเฉพาะ “พนักงานจ้างตามภารกิจ” ลงในระยะเวลา 4 ปี หลังจากมีกฎหมายบังคับ (2) กรณีปรับลดลูกจ้างฯ ไม่ได้ ให้ขออนุมัติ ก.ถ. แต่จะต้องมีเสียงข้าง 4 ใน 5 ของกรรมการที่มีอยู่ในห้องประชุม ซึ่งประเด็น 4 ใน 5 นี้ สปท. เห็นว่าน่าจะตัดออกและเปลี่ยนเป็นคำว่า “มติที่ประชุม” แทน ซึ่งคำชี้แจงนี้ดูเหมือนจะสร้างความงุนงงให้แก่ชาว อปท. เพราะเป็นแนวทางที่สวนกับกระแสการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น เพราะหากจะปรับลดอัตราลูกจ้างฯ ลงจริง คงขอความเห็นชอบ ต่อ อ.ก.ถ.ระดับจังหวัดก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ฝ่ายที่เห็นแย้ง ได้เสนอให้ยกเลิกไปเลยร่างมาตรานี้ โดยเห็นว่าไม่จำเป็น เป็นการสร้างปัญหา และการกำหนดอัตราพนักงานจ้างควรเฉพาะเท่าที่จำเป็นจริง เพื่อไม่ให้ล้นงาน เพราะอาจไม่จำเป็นเช่น ตำแหน่งผู้ช่วยนักวิเคราะห์ฯ ผู้ช่วยนักทรัพยากรบุคคลากร ผู้ช่วยนักพัฒนาชุมชน เมื่อจ้างเข้าไปอาจไม่ทำงาน หรือเป็นการซ้ำซ้อน ทำให้รายจ่ายบุคคลสูง เป็นต้น เนื่องจากมีร่างมาตรา 10 ได้บัญญัติคุมยอดรายจ่ายนี้รวมกันไม่สูงกว่าร้อยละสี่สิบของเงินรายได้ที่นำมาตราเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีไว้แล้ว [8]
นี่เป็นเพียงประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ ที่มีรายละเอียดอีกหลายแง่มุม การ “คุมกำเนิดจำนวนข้าราชการและลูกจ้างฯ” กับ “คุณภาพ และประสิทธิภาพ” ของงานการให้บริการประชาชน ในประเด็น 25 % ลูกจ้างฯ คนท้องถิ่นคิดกันอย่างไร
[1] Phachern Thammasarangkoon & Ong-art saibutra, Municipality Officer ทีมวิชาการสมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน 2559 ปีที่ 67 ฉบับที่ 23138 หน้า 10, การเมืองท้องถิ่น : บทความพิเศษ & หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 63 ฉบับที่ 49 วันศุกร์ที่ 2 – วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน 2559, หน้า 66
[2] มาตรา 147 “ภายใต้บังคับมาตรา 10 ลูกจ้างและพนักงานจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด จะมีจำนวนรวมกันเมื่อนำไปเทียบสัดส่วนกับจำนวนข้าราชการส่วนท้องถิ่นแล้วต้องไม่เกินร้อยละ 25 ของจำนวนข้าราชการส่วนท้องถิ่นในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีจำนวนลูกจ้างและพนักงานจ้างรวมกันเกินกว่าจำนวนที่กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจัดทำแผนลดลูกจ้างและพนักงานจ้างให้เหลือไม่เกินจำนวนที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง ในระยะเวลา 4 ปี นับจากพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใดมีความจำเป็นอันมิอาจเลี่ยงได้และเพื่อประโยชน์ของท้องถิ่นและของรัฐ ก.ถ.อาจมีมติอนุมัติให้มีจำนวนลูกจ้างและพนักงานจ้างในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นเกินกว่าจำนวนที่กำหนดในวรรคหนึ่งได้ และมติในเรื่องดังกล่าวให้ถือเสียงข้างมากซึ่งไม่น้อยกว่าสี่ในห้าของจำนวนกรรมการที่มาประชุม”
[3] มาตรา 10 “ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้าง พนักงานจ้าง ให้จ่ายจากเงินรายได้ที่นำมาตราเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และจ่ายจากเงินงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนหรืองบประมาณอื่นของรัฐบาลที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำมาจัดเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ประโยชน์ตอบแทนอื่น ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างและพนักงานจ้าง
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งจะกำหนดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่น ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างและพนักงานจ้าง รวมกันสูงกว่าร้อยละสี่สิบของเงินรายได้ที่นำมาตราเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม โดยไม่รวมเงินงบประมาณหมวดเงินอุดหนุนหรืองบประมาณอื่นของรัฐบาลที่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำมาจัดเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างและพนักงานจ้างไม่ได้”
[4] มาตรา 35 “ในการจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และเงินค่าจ้างของข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น และลูกจ้าง ที่นำมาจากเงินรายได้ที่ไม่รวมเงินอุดหนุนและเงินกู้หรือเงินอื่นใดนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละแห่งจะกำหนดสูงกว่าร้อยละสี่สิบของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นไม่ได้”
[5] ดู กองทุนรักษาพยาบาลข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่น (คุณประพจน์ บุญมี และ คุณเมลดา ธนะสุรัติ), http://www.localfund.org/files/Presentations/OPTfund-small/ & http://www.localfund.org/files/Presentations/OPTfund-full/ & หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0809.3/ว.4951 ลงวันที่ 19 ธันวาคม 2556 เรื่อง ซักซ้อมการดำเนินการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายตรงค่ารักษาพยาบาลของพนักงานส่วนท้องถิ่น, http://opt.localfund.org/files/Book19.12.2013.pdf & ขรก.ส่วนท้องถิ่น และครอบครัวใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องสำรองจ่าย, 9 กุมภาพันธ์ 2557, https://www.hfocus.org/content/2014/02/6368
[6] หนังสือ สำนักงาน ก.กลาง ที่ มท 0809.2/ว138 ลงวันที่ 30 ธันวาคม 2558 เรื่อง ซักซ้อมแนวทางการคำนวณภาระค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคลของ อปท., http://www.thongthinlaws.com/2016/01/08092138-30-2558.html
[7] ผู้เชี่ยวชาญฯ เผย “พนักงานจ้าง อัตราสัดส่วน 25%” ตามร่าง พรบ. จำเป็นต้องคงไว้, 4 สิงหาคม 2559, http://www.thailocal2day.com/202/
& ศักดิพงศ์ ธรรมอาชวกุล, ประเด็นร้อน ร้อยละ 25 ลูกจ้างและพนักงานจ้าง อปท.ตาม พรบ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ฉบับ สปท.) , 27 สิงหาคม 2559, http://www.topicza.com/news13284.html?f=2900 เป็นข้อมูลจาก ธวัชชัย ฟักอังกูร สมาชิก สปท. ซึ่งเป็น ก อบต.ผู้ทรงคุณวุฒิเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2559
& ดู สน.บถ. เผยแพร่ “คู่มือระเบียบกฎหมายการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น”, 30 สิงหาคม 2559, http://www.thailocalmeet.com/index.php/topic,62928 & http://www.dla.go.th/upload/ebook/column/2016/8/7545_9746.pdf
[8] นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง, นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดสัดส่วนลูกจ้างและพนักงานจ้างไม่เกินร้อยละ 25 ของข้าราชการส่วนท้องถิ่น แต่ควรใช้แผนอัตรากำลังในการควบคุมจำนวนและค่าใช้จ่ายแทน ยกเว้นนายเชื้อ ฮั่นจินดา ประธานสหพันธ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย มีความเห็นต่างว่า เห็นด้วยกับการกำหนดไว้ แต่ต้องไม่กระทบกับลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างที่ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ
ดู ลูกจ้างท้องถิ่นเดือดร้อนหนัก ร้องบิ๊กตู่ กฎหมายใหม่ทำตกงาน, 31 สิงหาคม 2559, http://www.matichon.co.th/news/268935
& นายพิพัฒน์ วรสิทธิดำรง, นายกสมาคมข้าราชการส่วนท้องถิ่นแห่งประเทศไทย, ร่วมคัดค้าน ร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (บางมาตรา), เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้ทบทวนเนื้อหาของร่าง พรบ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ... รวม 7 ข้อ, 15 สิงหาคม 2559, http://www.topicza.com/news11929.html?f=2900
& ชุมชนคนท้องถิ่น, 12 พฤษภาคม 2559, https://www.facebook.com/thailocalmeet/photos/a.191674887514134.54262.159938887354401/1308636952484583/?type=3&theater
& ซึ่งเดิมนายพิพัฒน์ฯ ได้รณรงค์ต่อสู้การเลิกจ้างหรือการปรับลดตำแหน่ง “พนักงานจ้าง” ของ อปท. มาตลอดตั้งแต่ปี 2557, ดูใน ชุมชนคนท้องถิ่น, กลุ่ม “สหพันธ์พนักงานจ้างท้องถิ่นแห่งประเทศไทย” สะท้อนปัญหาและความต้องการในการเยียวยาพนักงานจ้าง อปท. ที่กำลังประสบปัญหาการปรับลดตำแหน่ง หรือปรับให้เป็นพนักงานจ้างเหมาบริการ หรือให้ออกจากราชการ” ผ่านรายการสถานีประชาชน Thaipbs, 22 กันยายน 2557, http://youtu.be/yFWhfTVFd7Q & https://www.facebook.com/thailocalmeet/photos/a.191674887514134.54262.159938887354401/935992906415658/?type=1&theater