ลุงยอดกับ ดร.ปอ บนวิถีการ “ปรับทุกข์บำรุงสุข”

เมื่อสบโอกาส ก็ต่างต้องชักชวนเชื้อเชิญให้มาพบปะกันในภาคบันเทิงเริงใจ เพื่อ “ปรับทุกข์บำรุงสุข” ให้แก่กันและกัน

ผมจำไม่ได้ว่ารู้จักกับปอ (ดร.ปรมะ แขวงเมือง) ตั้งแต่เมื่อไหร่ น่าจะสัก 6-7 ปีได้ เจอกันครั้งแรกที่ใดก็ยังจำไม่ได้ แต่มโนภาพที่ติดตาติดใจคือ เรามักจะพบกันใน 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมในภาคนันทนาการ กับกิจกรรมในภาคการทำงาน แต่ในภาคของวิชาการ เราสองคนแทบจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆนัก เพราะสาขาวิชาดูจะไม่เอื้อให้หมุนวนมาบรรจบกันในเชิงวิชาการ

ปรมะ เป็นเด็กหนุ่มจากเรณูนคร นครพนม ผู้เป็นเลิศในเชิงวิชาการ จากมุมมองของคนนอกอย่างผม เพราะผมเองไม่ใคร่จะถนัดเรื่องเทคโนโลยีการศึกษาเท่าใดนัก แต่ก็จากการพุดคุย การแอบมอง การสังเกตเสียมากกว่าที่ได้สัมผัสพลังทางวิชาการ แต่สิ่งที่ทำให้สนิทสนมกับปรมะ ก็คงด้วยต้องขอให้ปรมะมาช่วยเหลืองานอันสำคัญงานหนึ่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่จัดมาแล้ว 8 ปีคือ พิธีสืบทอดปณิธาน อุดมการณ์มอดินแดง ที่จัดต่อเนื่องจากงานเดิมในชื่อ งานบัณฑิตมุทิตาสถาบัน ซึ่งเป็นงานที่จัดให้แก่บัณฑิตที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรในทุกๆปี ปรมะมาช่วยเหลือภารกิจนี้สัก 6 ปีได้ แม้ในห้วงที่จะต้องเป็นฝ่ายร่วมงานเมื่อคราวรับพระราชทานปริญญาบัตรในระดับปริญญาโท ปรมะก็ยังปลีกตัวออกมาช่วยงาน แทนที่จะนั่งทราบซึ้งในงาน กลับต้องออกมาช่วยงาน ถือว่า ปรมะเป็นอีกคนหนึ่งที่ “ร่วมทุกข์” มาด้วยกันมาอย่างทุลักทุเล เพราะในทุกๆปี เราสองคนต้องอดหลับอดนอน แก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันอยู่เป็นประจำ

ผมไปมาหาสู่กับปรมะอยู่เนืองนิจ ด้วยเพื่อนสนิทมิตรสหายที่รายล้อมหลายคนก็สนิทสนมกับปรมะด้วยส่วนหนึ่ง ภาคการนันทนาการหรือภาคบันเทิง จึงเป็น Moment หนึ่งที่เรามีร่วมกันอย่างมิขาด อาจจะเว้นช่วงไปบ้างหลายเดือนก็มี เพราะภารกิจอันหนักหน่วงของทั้งสองฝ่าย แต่ก็มิเว้นวายที่เมื่อสบโอกาส ก็ต่างต้องชักชวนเชื้อเชิญให้มาพบปะกันในภาคบันเทิงเริงใจ เพื่อ “ปรับทุกข์บำรุงสุข” ให้แก่กันและกัน

เคยไปพักค้างแรมที่บ้านสวนของปรมะที่เรณูนครอยู่ครั้งหนึ่ง แต่ไปเป็นการไปแบบเร่งรีบ เพราะคราวนั้นต้องไปงานอื่นอีกในรุ่งเช้า ส่วนบ้านพักที่ขอนแก่น ก็ไปพบปะกันตามโอกาสจะอำนวย หลายคราว ปรมะก็เป็นฝ่ายแนะนำให้ผมได้รู้จักมักคุ้นกับนักศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาในหลากหลายสาขาวิชา การได้มาพบปะพุดคุยแลกเปลี่ยนนี้เอง ทำให้ผมได้ทัศนะในเชิงวิชาการ ผนวกกับการได้มุมมอง แง่คิด วิธีคิดและการ “เอาตัวรอด” ของนักศึกษาบัณฑิตศึกษาในหลากหลายรูปแบบ เพราะแต่ละคนจะมีชั้นเชิง กลยุทธ์ที่แตกต่าง อีกอย่างที่บอกเอาตัวรอด มิใช่ว่าทุกคน “หนีตาย” จากภัยสงคราม แต่นั่นเป็นการ “เอาตัวรอด” เพื่อให้เรียนสำเร็จ เรียกในเชิงวิชาการหน่อยก็คงเรียก “ยุทธวิธี” อันชาญฉลาด เพราะแท้ที่จริงแล้ว ทุกๆคนมีความเก่งทั้งในทางวิชาการ และวิชาชีวิตอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว แต่การมาเรียนในระดับบัณฑิตศึกษา ส่วนสำคัญอีกเรื่อง นอกจากวิชาการ คือวิชาการบริหารจัดการอาจารย์ที่ปรึกษา (อันนี้ไม่ขออธิบาย) เอาเถอะ นอกเรื่องมาเสียมาก “ปรมะ” สอบป้องกันดุษฎีนิพนธ์ ระดับปริญญาเอก สำเร็จเสร็จสิ้น อีกไม่นาน ก็จะได้ใช้คำว่า “ดร.” อย่างเต็มภาคภูมิ สมศักดิ์ศรีแห่งความ “พยายาม” ที่ได้มุ่งมั่นมาตลอด ร่ายมาเสียยาว จริงๆ จะสรุปเพียงสั้นๆว่า “ดีใจ” กับความสำเร็จอีกก้าวของน้องชายอันเป็นที่รัก อันเป็นที่พึ่งพิงของผมมาโดยลำดับ แต่กระนั้น จังหวะชีวิตก็ใช่ว่าจะคงมั่น ย่อมมีแปรผัน เพราะก่อนหน้านี้ไม่กี่เดือน ปรมะ ก็ไปสอบและบรรจุเข้าปฏิบัติงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยนครพนม เราจึงต้องอยู่ห่างกันมากขึ้นไปอีก แม้ในใจลึกๆด้วยความผูกพัน ก็มีหดหู่ใจอยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ต้องทำใจ และกลับดีใจด้วยซ้ำที่น้องชายที่รักจะได้ไปทำหน้าที่ในวิชาชีพครูได้อย่างเข้มข้นและช่วยกันพัฒนาทรัพยากรมนุษยเพื่อเป็นที่พึงของสังคมในอนาคต และเชื่อว่า “ปรมะ” จะทำมันได้ดีเยี่ยมและดีเด่นในทุกๆเวที เชื่อมั่นอย่างสุดอกสุดใจอย่างนั้น “ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ ดร. คนใหม่”

ลุงยอด ณ มอดินแดง

24 สิงหาคม 2559

ปล. วันที่น้องสอบป้องกันฯ ผมเดินทางไปธุระที่กรุงเทพฯ เมื่อกลับมาถึงขอนแก่น จึงรีบไปแสดงความยินดีกับน้อง จึงได้ภาพถ่ายตามที่เห็น



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกเรื่องราวไร้สาระ(Open Diary)



ความเห็น (1)

ปรมะ
IP: xxx.68.6.135
เขียนเมื่อ 

อ่านแล้วน้ำตาไหล