GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ความคาดหวังมากไป

ความคาดหวังของพ่อแม่ บางส่วนมาจากปมด้อยของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกลบล้างปมด้อยให้ได้
วันก่อนได้ซื้อหนังสือเล่มหนึ่ง ซื้อเพราะชื่อหนังสือว่า "พ่อแม่เป็นพิษ"ผู้เขียนคือ ศ.ดร.นายแพทย์ วิทยา นาควัชระ :  จิตแพทย์
    ด้วยชื่อหนังสือและชื่อผู้เขียน เป็นที่ต้องใจเลยทำให้ต้องอ่านทันทีเมื่ออ่านแล้ว  มีหลายบทความหลายตอนโดนใจ  คิดว่าน่าจะนำบทความหลายๆตอนมาลงในนี้  เพื่อให้เพื่อนๆได้อ่าน  หลายคนอ่านแล้วอาจจะโดนใจ  หรืออาจจะนำไปใช้กับลูกศิษย์ของตนได้
    ช่วงเวลาขณะนี้นักเรียนหลายๆคนใกล้จะสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย บางคนตั้งใจสอบเข้าสถาบันที่ตนเองหวัง  แต่บางคนสอบเพราะความคาดหวังของพ่อแม่  ดังเรื่องที่นำมาเสนอต่อท่านคือ
ความคาดหวังมากไป
ความคาดหวังของพ่อแม่ บางส่วนมาจากปมด้อยของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกลบปมด้อยให้ได้ เช่น ในเรื่องของการศึกษา หรือ ฐานะทางสังคม
คำว่า “คาดหวัง” นี้ เราอาจจะใช้กันบ่อยๆแต่หารู้ไม่ว่าพิษสงของคำนี้มีมากนัก เพราะความหมายของคาดหวัง หมายถึง จะเอาให้ได้ จะทำให้ได้ ถ้าไม่ได้ก็ไม่ยอม เป็นไรเป็นกัน
คนที่มีความคาดหวังมาก จึงเกิดความเครียดมาก เพราะมีความมุ่งหวังสูง ตั้งใจมาก และหวังผลลัพธ์เต็มที่ ถ้าไม่ได้ดังใจก็ผิดหวังรุนแรง ระหว่างรอคอยก็ลุ้นว่าจะได้ไหม
ส่วนใหญ่มักรู้คำตอบว่า ยิ่งคาดหวังมากเท่าไร ยิ่งไม่ได้ดังที่คาดหวังเอาไว้มากเท่านั้น เพราะเรามักจะคาดหวังผลลัพธ์เอาไว้สูงมากสูงเกินกว่าคนธรรมดาทั่วไปจะทำได้
คำว่า “ คาดหวัง” (Expectation) จึงต่างจากคำว่า หวัง (Hope ) ถ้าเป็นคำว่าหวัง หรือความหวังจะเบากว่า หรือ ยืดหยุ่นกว่า หมายถึงหวังว่าจะได้ จะทำให้เต็มที่ ได้ผลแค่ไหนก็แค่นั้น ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร
คนที่มีความหวังจึงไม่เครียดเหมือนคนที่มีความคาดหวัง
พ่อแม่ที่มีความหวังลูกมากนั้น มักตั้งเป้าหมายชีวิตของลูกเอาไว้สูงและอยากให้ได้ดังเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงคอยกวดขัน สนใจ เข้มงวดกับลูกคาดหวังจะให้ลูกเป็นคนดีหรือประสบความสำเร็จมากๆ
คนที่มีความคาดหวังมาก จึงมักมีความคิดแบบเด็กที่ไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้หรือเป็นวิทยาศาสตร์ เช่น อยากให้ลูกเป็นคนดี เบ็ดเสร็จดีทุกอย่าง หรือทำอะไรได้ตามใจพ่อแม่
ความคาดหวังของพ่อแม่ บางส่วนก็มาจากปมด้อยของพ่อแม่ที่อยากให้ลูกล้างลบปมด้อยให้ได้ เช่น ในเรื่องของการศึกษา หรือ ฐานะทางสังคม
บางอย่างก็มีเป้าหมายที่ซ่อนเร้น เช่น กลัวการเสียหน้าถ้าลูกดีไม่เท่าลูกเพื่อน หรือลูกของญาติ จึงเข้มงวดกับการำเนินชีวิตของลูกมาก
พ่อแม่บ้านนี้เป็นนิสิตเก่าจุฬาทั้งคู่
พ่อจบวิศวจากจุฬา ฯ มีการงานทำดี
แม่จบอักษรจุฬาฯเป็นอาจารย์
พ่อคาดหวังมากว่าถ้ามีลูกชาย ต้องเรียนวิศวจุฬาฯให้ได้เหมือนพ่อ เหมือนเป็นประเพณีหรือความตั้งใจที่ติดพันมาตั้งแต่พ่อสอบเข้าวิศวจุฬาได้
เล่ากันว่า ขนาดตอนภรรยาท้อง สามีก็ให้ใช้สบู่จุฬาฟอกตัวและฟังเพลงประจำของจุฬาฯตลอดมา
ลูกเกิดมาเป็นลูกชายสมใจนึก พ่ออยากให้ลูกเรียนดี เข้าวิศวจุฬาฯได้
ตอนลูกเรียนชั้นมัธยมศึกษา ก็ให้ลูกเตรียมกวดวิชา เพื่อการสอบเอนทรานซ์ โดยหาครูมากวดวิชาให้ที่บ้าน
ลูกก็ตั้งใจเรียน แต่ลูกชอบดนตรีและอยากเล่นกีต้าร์ด้วย พ่อไม่เห็นด้วยเลยเพราะถือว่าเสียเวลา ทำลายสมาธิในการกวดวิชาของลูก จึงห้ามไม่ให้ลูกเล่นกีต้าร์ในช่วงระหว่างเตรียมตัวสอบเอนทรานซ์
ลูกเรียนพิเศษกวดวิชาทุกวัน สมใจพ่อ
จู่ๆ พ่อนึกอยากตรวจสอบว่า ครูกวดวิชาสอนลูกได้จริงจังแค่ไหน จึงแอบกลับบ้านตอนกลางวันในช่วงที่ลูกกำลังกวดวิชา
วันนั้นพอดีครูมีธุระด่วน ขอกลับก่อนลูกได้พัก จึงหยิบกีต้าร์มาเล่น
พ่อเข้าบ้านได้ยินเสียงกีต้าร์ เห็นลูกกำลังเล่นกีต้าร์ จึงโกรธมาก ตรงเข้าตบตีลูก หาว่าลูกไม่รักดี หยิบกีต้าร์ฟาดพื้นหักเหทันทีออกปากไล่ลูกด้วยความโกรธว่า ถ้าไม่รักดีก็อยู่ร่วมบ้านกันไม่ได้แล้ว
ลูกชายก็น้อยใจและโกรธพ่อ จึงหนีออกจากบ้านไป และไม่ยอมกลับบ้านหลายวัน
แม่ทราบเรื่องเข้าก็พยายามตามหาลูก แต่ไม่พบ
วันหนึ่งขณะที่แม่กำลังขับรถ เห็นลูกชายกำลังขายพวงมาลัยอยู่ที่สี่แยกแห่งหนึ่ง แม่รีบจอดรถวิ่งไปหาลูก แม่ลูกกอดกันกลมร้องไห้ต่อว่าต่อขานกัน แม่ชวนให้ลูกกลับบ้าน แต่ลูกไม่ยอมกลับ แม่ต้องพาลูกไปเช่าห้องพักอยู่ และพาลูกมาปรึกษาผม
กว่าพ่อ แม่ ลูกจะคืนดีกันได้ ผมต้องทำจิตบำบัดและครอบครัวบำบัดให้หลายครั้ง จึงจะคุยกันรู้เรื่อง และหาทางออมชอมความต้องการเข้าหากัน
สุดท้ายลูกก็สอบเข้าวิศวได้ และเป็นนักดนตรีด้วย
ด๊อกเตอร์…นะลูก
รายนี้เป็นลูกชายคนเดียวของพ่อแม่ที่ร่ำรวย พ่อส่งลูกไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่เด็กๆหวังให้ได้เรียนรู้วิธีพูดภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง
ลูกก็เรียนได้ดี พ่อแม่บินไปเยี่ยมบ่อยๆ
พ่อแม่มักบอกลูกว่าลูกเป็นเด็กดี พ่อแม่รักมาก อยากได้อะไรก็ซื้อให้ อยากได้รถสปอร์ตก็วื้อให้ แต่พ่อแม่ขอย่างเดียวนะ ขอให้ตั้งใจเรียนให้จบด๊อกเตอร์ (ปริญญาเอก) ให้ได้ พ่อแม่จะได้ชื่นใจ
ลูกก็ตั้งใจเรียน พ่อแม่ก็โทรมาให้กำลังใจและเตือนความจำอยู่เสมอ
ในช่วงหนึ่งที่ลูกเรียนไฮสคูล ใกล้สอบ เกิดเครียดมาก พ่อแม่ก็โทรมาให้กำลังใจ และพูดอย่างเดิมว่ายินดีให้ทุกอย่าง ขอให้เรียนให้จบด๊อกเตอร์ ให้ได้นะลูก
ลูกรู้สึกเป็นภาระที่หนักมาก รับผิดชอบไม่ไหว และรู้สึกโกรธที่ต้องแบกความคาดหวังของพ่อแม่เอาไว้ เขาโกรธมาก จึงลุกขึ้นเตะประตูและหน้าต่างจนกระจกแตก บาดหน้าแข้งเป็นแผลยาว ต้องเข้าโรงพยาบาล พ่อแม่รีบบินไปรับกลับมารักษาตัวทั้งทาร่างกายและจิตใจต่อ
เด็กบอกว่า ไม่อยากโกรธพ่อแม่ที่เขาหวังดี แต่กลัวทำไม่ได้จึงเครียดเพราะรู้สึกต้องแบกภาระมาก ตอนนั้นเขาก็เพิ่งเรียนชั้นมัธยมศึกษาเท่านั้น พ่อแม่พูดเรื่องเรียนจบปริญญาเอกมาตั้งแต่หลายปีแล้ว จึงเครียดมาก
กว่าจะรักษาความเครียด และปรับความต้องการของพ่อแม่รวมทั้งการแสดงออกทางกริยาและคำพูดให้พอเหมาะได้ ก็ ใช้เวลาพอสมควร
  • ผลเสียจากการคาดหวังมากไป
ลูกมักจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
  • เครียด เพราะได้รับผลของการคาดหวังจากพ่อแม่ ทำให้เริ่มคาดหวังกับตัวเองด้วย และกลัวการไม่ได้ดังความคาดหวังนั้น จึงเครียดได้ง่าย
  • ยืดหยุ่นไม่เป็น สุขภาพจิตไม่ดี หวังจะเอาให้ได้ หรือทำให้ได้ตามความคาดหวังของพ่อแม่ คิดว่าถ้าทำให้ไม่ได้ก็จะกลายเป็นคนแพ้หรือคนไม่ดี ในสายตาพ่อแม่
  • มีความกังวลสูงทั้งกับงานประจำหรือการศึกษาในขณะนั้นและกังวลกับความรู้สึกของพ่อแม่ด้วย
  • กลัวการทำผิด ไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง คิดว่าถ้าพ่อแม่ผิดหวัง เท่ากับเขาทำผิด
  • โกรธพ่อแม่ เมื่อทำไม่ได้ดังความคาดหวัง หรือในขณะที่ทำถ้ารู้สึกเครียดก็จะโกรธพ่อแม่ ที่ทำให้เขาต้องรับผิดชอบสูงเกินอายุ
  • หวังผลของการพัฒนาตัวเองมากไป มุ่งแต่ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนหรือการงาน ทำให้ไม่ค่อยสนุกกับการมีชีวิตอยู่
  • บางคนจะมีลักษณะต่อต้านสังคม ต่อต้านพ่อแม่และกฏเกณฑ์ของสังคม พร้อมจะทำผิดกฏเกณฑ์ ระเบียบวินัย หรือผิดกฏหมายได้ง่าย
       พ่อแม่บางคนที่คาดหวังลูกแล้วไม่ได้ดังหวัง ก็จะผิดหวังในตัวลูก คิดว่าลูกมีมาตรฐานต่ำกว่าที่ตนตั้งไว้ มองลูกเป็นคนไม่ดีบางคนเอ่ยคำว่า ไม่อยากเลี้ยงดูอีกแล้ว ตัดหางปล่อยวัดไปจะดีกว่าคิดหรือว่า…วัดจะต่อหางและเลี้ยงดูให้ลูกเป็นคนดีต่อไปได้ ?.    สวัสดีค่ะ

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 61119
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 3
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (3)

อย่าเป็นพ่อแม่รังแกฉันนะ  ได้ข้อคิดดีค่ะพี่แมว

เป็กรณีศึกษาที่ชัดเจนมาก

ใช่ครับผมเองเคยโง่แบบนี้อยู่นานเหมือนกัน

เป็นประโยชน์ มากสำหรับคนที่เป็น พ่อ แม่ ทุกๆคน

ขอบคุณครับบล็อบคุณภาพจริงๆ

สวัสดีเพื่อนสมาชิกทุกท่านค่ะ  ..ก่อนอื่นต้องขอบคุณทุกท่านที่เขียนแสดงความคิดเห็นส่งมาเป็นกำลังใจและ ต้องขออภัยที่รูปแบบการพิมพ์ไม่สวย ข้อความอาจ..วกวนเล็กน้อย..สำหรับส่วนตัวดิฉันไม่มีครอบครัว..ยังโสดค่ะ..แต่ด้วยความเป็นป้าใหญ่ของหลานๆและครูที่สนใจเด็ก เอาใจใส่นักเรียนที่สอนประกอบกับการเป็นครูพี่เลี้ยงนอกเวลา(ไม่อยากเรียกตัวเองว่าครูสอนพิเศษ เพราะจริงๆแล้วดิฉันต้องทำหน้าที่มากกว่าการสอนให้เด็กมีผลการเรียนดีขึ้นหรือสอบผ่าน ต้องรับความรู้สึกของเด็กเวลาเขามีทุกข์ เขาจะระบายให้ฟัง เราต้องช่วยแก้ทุกข์เขาให้คลาย แก้ปัญหาที่มีอยู่ รวมทั้งช่วยชี้แนะเวลาโกรธกับแฟน) จากเหตุการณ์และประสบการณ์ที่พบผ่านมาเป็นเวลา 32 ปี ทำให้ดิฉันคิดว่า พ่อแม่เป็นพิษกับลูกหลายคู่  เหมือนหนังสือที่ได้อ่าน.. จะมีพ่อแม่กี่คู่ ที่มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และพ่อแม่กี่คู่ที่ทราบว่าตนเป็นอาหารพิษสำหรับลูกรัก..พ่อแม่น่าจะทำตัวเป็นหมากฝรั่งที่สีสวย  เด็กจะได้อยากซื้อ..อยากเคี้ยว ..(ถ้าเปรียบเทียบไม่ถูกต้องขออภัยค่ะ) เพราะเห็นว่าเด็กๆชอบเคี้ยวหมากฝรั่ง เด็กๆจะได้รัก ซาบซึ้ง เข้าใจพ่อแม่ตนมากขึ้น ช่องว่างในครอบครัวไม่มี ปัญหาต่างๆก็จะลดลงตามลำดับ

    ท้ายนี้ขอให้ทุกครอบครัวเข้าใจกัน..รักกัน  ..สมหวังในตัวลูกนะคะ