ธรรมาภิบาลผู้บริหารมหาวิทยาลัย คดีนี้น่าจะชัดเจนกว่า เหตุเกิดขณะที่โจทก์เป็นคณบดี จำเลยและพวกเป็นเป็นอจ.ในคณะ ยิ่นร้องเรียนโจทก์ต่อสภามหาวิทยาลัยและอธิการบดี เรื่องการบริหารรวมทั้งเรื่องทุจริต ต่อมากสภาฯมีมติให้โจทก์บริหารงานต่อไปเนื่องจากไม่พบมูลทุจริต จำเลยและพวกยื่นร้องเรียนใหม่ต่อสภาวิชาการ จัดประชุมนักศึกษาใส่ความโจทก์ หมิ่นประมาทผ่าน fb ปลุกระดมนักศึกษาออกมาเดินขบวนขับไล่โจทก์ ต่อมาสภาฯจึงมีมติถอดถอนโจทก์ออกจากตำแหน่งคณบดี โจทก์ได้รวบรวมเอกสารแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดีฐานหมื่นประมาท พนักงานสอบสวนสั่งฟ้องคดี 9ใน 11 คน แต่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องอ้างว่าเป็นคดีส่วนตัว โจทก์ได้ยื่นฟ้องด้วยตนเองต่อศาลแล้ว เมื่อโจทก์ให้ทนายยื่นฟ้องคดีต่อศาล พบว่ามหาวิทยาลัยได้ร้องขอให้อัยการเป็นทนายแก้ต่างให้จำเลยและพวก และมีนิติการคอยประสานงานแทนจำเลยอีกต่างหาก ร้องเรียนส่งข้อเท็จจริง(คำฟ้อง วิดีโอจัดประชุมปลุกระดมนักศึกษา เอกสารใบปลิวที่อจ.(จำเลย)ใส่ความโจทก์ คำด่าทอเสียดสี ใส่ความโจทก์ของอจ.นศ.) ไปยังมหาวิทยาลัยขอให้ยกเลิกการขออัยการเป็นทนายแก้ต่างให้ผู้กระทำความผิด ถามว่า อย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยสนับสนุนให้อจ.นศ.มาด่าทอกัน โดยไม่เคารพมติสภามหาวิทยาลัยใช่ไหม มหาวิทยาลัยเขาก้อเงียบ (แต่ในชั้นศาล มหาวิทยาลัยท่านได้จัดบริการทุกรูปแบบเพื่อช่วยอจ.กลุ่มร้องเรียน) (พวกเขา)ร้องเรียนไปทางไหน พวกเขาทั้งน้าน กรณีที่ผู้บริหารไร้ธรรมาภิบาลใช้บริการของอัยการ "อัยการตามพรบ.อัยการ ท่านเป็นทนายของแผ่นดิน ข้าราชการมีสิทธิ์ขอให้อัยการเป็นทนายแก้ต่างได้" แต่คนทำเรื่องขอ(มหาวิทยาลัย) ต้องใช้ดุลยพินิจว่าสมควรหรือไม่ ไม่ใช่ไม่รู้เพราะโจทก์ได้ทำหนังสือคัดค้านการที่มหาวิทยาลัยขออัยการเป็นทนายแก้ต่างพร้อมแจ้งข้อหา หลักฐานต่างๆให้หมดแล้ว อัยการเองควรใช้ดุลยพินิจในการรับเป็นทนายแก้ต่าง แต่นี่ทั้งอัยการจังหวัด อัยการภาคเป็นไปในทิศทางเดียวกันหมด...จึงใคร่ขอใช้พื้นที่นี้เรียนขอความรู้บ้างเถอะค่ะ