เมื่อวาน ผมเปิดซีดีเก่าๆดู หลังจากไม่ได้ดูมานาน เพราะติดภารกิจเรื่องอื่นๆ ซีดีที่ผมเพิ่งเปิดดูเมื่อคืนก็คือเรื่อง ซอมบี้ที่รัก หรือ warm bodies (ซึ่งแปลว่าร่างกายที่อบอุ่น) ผมดูแล้วทีแรกก็รู้สึกเฉยๆ แต่เมื่อตอนกลางวัน ผมคิดทบทวนไปมา แล้วพบว่าหนังเรื่องนี้มีประเด็นให้พูดคุยอยู่พอสมควร

ในช่วงแรก ผมคิดถึงสภาพของซอมบี้ ซอมบี้ที่เป็นพระเอกก็คือ อาร์ จากคำกล่าวของอาร์ ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าซอมบี้เกิดจากอะไร อาจเกิดจากการติดเชื้อ หรืออะไรก็ได้ แต่ตัวเขาและพวกเพื่อนๆจำไม่ได้เสียแล้วเกิดจากอะไร อาการของซอมบี้ก็คือ ไม่มีความรู้สึก ไม่ฝัน ไม่มีเลือด เดินเอื่อยๆ ไปตามท้องถนน ไม่มีความทรงจำตอนยังมีชีวิตอยู่ พูดไม่ได้ หรือได้บ้างแต่น้อยมาก จมูกยังได้กลิ่น หูยังได้ยิน ตายังมองเห็น ไม่รับรู้ความรู้สึกร้อนหนาว ไม่เจ็บไม่ปวด และกินมนุษย์เป็นอาหาร ซึ่งอาร์ก็เป็นเหมือนๆกัน แต่ต่างกันตรงที่เขาอยากจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ทั้งพยายามสื่อสารกับซอมบี้คนอื่น ชอบเก็บของต่างๆ มาไว้บนเครื่องบินที่เจ้าตัวเรียกว่า “ บ้าน “ ชอบฟังเพลงจากแผ่นเสียงมากกว่าเครื่องเล่นแผ่นเสียงอื่นๆ เพราะฟังแล้วไพเราะกว่า และคิดมากกว่าที่ซอมบี้จะคิดกัน ประเด็นก็คือว่าทำไมอาร์จึงคิดแตกต่างซอมบี้คนอื่นๆ

ในช่วงแรกของหนัง จะมีตอนที่อาร์จินตนาการถึงสภาพสนามบินในอดีตที่มีผู้คนมากมายอยู่ด้วยกัน พูดคุยกัน ทำสิ่งต่างๆด้วยกัน ซึ่งผิดกับปัจจุบันที่มีแต่ซอมบี้เดินไปมาอย่างไร้จุดหมายเหมือนรออะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร รวมทั้งตัวอาร์เองด้วย

ตอนนี้ผมมองซอมบี้ว่าเหมือนกับพวกเราตอนนี้ ทุกอย่างดูแปลกแยก ทุกอย่างทำไปเพื่องาน ทำทุกอย่างเพื่อเงิน การทักทายไปตามมารยาท บางครั้งไม่อยากทัก แต่จำเป็นต้องทัก ด้วยมารยาททางสังคม หรือเพื่อผลประโยชน์ บางคนอาจถกเถียงว่าก็ฉันเล่นเฟซบุ๊ค และไลน์ ฯลฯ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างนี้จะเรียกว่าอยู่คนเดียวอีกเหรอ? แต่ผมอยากถามว่าการติดต่อโดยไม่ผ่านเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิคส์น่ะมีไหม? เราเสียเวลากับเครื่องมือพวกนี้มาก หากไม่เคยไปดูหนังด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน ซื้อของด้วยกัน กอดกัน สัมผัสมือกัน แบบที่คนในสมัยที่ไม่มีเทคโนโลยีกระทำได้ไหม? โดยเนื้อแท้มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องอยู่เป็นกลุ่ม และอยู่ร่วมกัน แต่เดี๋ยวนี้มีสภาพเป็นเช่นไร บางครั้งในครอบครัวเดียวกันยังไม่มีความไว้ใจซึ่งกันและกันเลย ผมขอสรุปว่าทุกวันนี้พวกเรา (รวมทั้งตัวผมด้วย) ต่างเป็นซอมบี้ ต่างแปลกหน้ากันและกัน

ต่อมา ก็มีมนุษย์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งต้องออกจากที่กำบัง เพื่อไปเอายา (ถ้าจำผิดขออภัยด้วย) ในที่กำบังนั้น สร้างโดยนายพลซึ่งเป็นพ่อของจูลี่ จูลี่มีคนรักที่ชื่อเพอรี่ตามไปด้วย ต่อมาคนกลุ่มนี้ถูกโจมตีด้วยพวกซอมบี้ อาร์ก็อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย

ธรรมดาพวกซอมบี้จะฆ่ามนุษย์ แต่ถ้าไม่ทานสมอง ก็จะทำให้คนนั้นเป็นซอมบี้เหมือนกับตนด้วย อาร์โจมตีแฟนของจูลี่ และกินสมอง การกินสมองทำให้ความทรงจำของคนที่ถูกกินสมองกลับมาหาตัวซอมบี้ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้อาร์รู้จักจูลี่ และพยายามปกป้องจูลี่ คืนแรกที่จูลี่เดินมากับอาร์ถึงบ้าน ในคืนนั้นหัวใจของอาร์เต้นระรัว

นอกเหนือจากซอมบี้ ยังมีอีกพวกหนึ่ง ซึ่งคล้ายกับซอมบี้ แต่โหดร้ายทารุณ (ในสายตามนุษย์นะครับ) ก็คือพวกโบนี่ คำว่าโบนี่ ก็เกิดมาจาก bone ที่แปลว่ากระดูกครับ พวกโบนี่หมายถึง คือซอมบี้กลุ่มหนึ่งที่มาถึงจุดๆหนึ่งไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป ไม่แยแสสิ่งใดแม้กระทั่งร่างกายของตนเอง โดยเริ่มจากการค่อยๆฉีกเนื้อหนังตนเองออกมาทีละส่วน ทีละส่วนจดหมด เหลือแต่กระดูกที่มีกล้ามเนื้อบางๆสีดำหุ้มอยู่ ไม่จับกลุ่มกับซอมบี้ตัวอื่น นอกจากพวกเดียวกันเอง สนใจแต่การกินทุกอย่างที่มีหัวใจเต้น และดุร้ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากเหลือแต่กระดูก ทำให้พวกนี้เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว สามารถวิ่งได้ แรงเยอะกว่าซอมบี้ทั่วไป เทียบกับอาร์ที่พยายามจะกลับมาเป็นคนอีกครั้ง โบนนี่ก็คือพวกที่ละทิ้งความเป็นคนไปจนหมดสิ้นแล้วนั่นเอง

ตอนที่พวกซอมบี้รู้ว่าจูลี่อยู่กับอาร์ และพยายามจะทำร้ายจูลี่ ภาพที่อาร์เข้ามาจับมือจูลี่ เป็นภาพที่กระตุ้นความสนใจของซอมบี้ตัวอื่นๆมาก มันทำให้พวกเขารู้สึกถึงความรักและความห่วงใยของมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง ในหนังเราจะพบว่าหัวใจของพวกเขาเริ่มมีการเคลื่อนไหว

การที่โบนี่พยายามจะไล่ฆ่าอาร์และจูลี่ก็เพราะว่าทั้งสองกำลังทำให้พวกซอมบี้เปลี่ยนไป เริ่มมีความรู้สึก เริ่มมีฝัน เริ่มรู้สึกเจ็บขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และเป็นอันตรายสำหรับพวกโบนี่ เมื่อซอมบี้เปลี่ยนไปเป็นมนุษย์ ก็หมายถึงการตายของพวกโบนี่นั่นเอง

หากมองในสังคมปัจจุบัน ซอมบี้ก็คือคนที่ทำความผิดเอาไว้ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่ไม่ว่าจะแบบไหนความผิดก็ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อคนทั่วไปทราบก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลวคนไม่ดีไปโดยทันที หากมีพฤติกรรมอย่างเด็กเลี้ยงแกะสักครั้ง และอยากกลับเป็นคนดี ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเปลี่ยนอคติของคนอื่นที่มีต่อตนเอง อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต แม้จะทำได้จริงก็อาจจะไม่มีใครเชื่ออีก เหมือนกับที่พวกซอมบี้ต้องประสบในหนัง

เมื่อไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้ก็มีแต่ต้องใช้ชีวิตในด้านลบต่อไป และเหล่าคนเลวที่ถลำลึกไปก่อนแล้วย่อมต้องการสร้างพรรคพวกเพิ่มขึ้น ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี เหมือนอย่างโบนนี่ที่ตัวมันเองก็คงต้องการให้ซอมบี้ทุกคนกลายเป็นโบนนี่เหมือนพวกมัน เพราะฉะนั้นการกระทำของอาร์กับจูลี่ก็ไม่ต่างกับการสร้างหนทางให้คนที่เคยทำความผิดได้มีโอกาสพิสูจน์ความตั้งใจ ความจริงใจในการแก้ไขปรับปรุงตนเองให้คนอื่นได้เห็น และอาจถึงขั้นกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าคนเลว อย่างพวกโบนี่ที่ถลำลึกจนเกินเยียวยาแล้วย่อมไม่พอใจและไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแน่นอน


ฉากที่ผมชอบจะมีอยู่ฉากหนึ่งที่น่าสนใจมาก เป็นฉากที่ทหารกลุ่มนึง ( ประมาณ 3 คน ) เข้ามาในพื้นที่และถูกโบนนี่เล่นงานจนเหลือคนเดียว ขณะที่จวนเจียนจะถูกฆ่าโดยโบนี่กลับมีซอมบี้คนนึงเข้ามาช่วยเขาไว้พร้อมกับยื่นมือมาทางเขา ในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็จับมือกันได้สำเร็จ ผมชอบฉากนี้มาก มันแสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่จะยื่นมิตรภาพมาให้อีกฝ่ายทีเคยเป็นศัตรูกันมาก่อนและพร้อมจะร่วมมือกันทำสิ่งที่ดีกว่าให้เกิดขึ้น

หากมองในแง่วาทกรรมแล้ว พวกซอมบี้ กับโบนี่ คือ กลุ่มที่แปลกแยกแตกต่างจากวาทกรรมหลัก และวาทกรรมหลักก็สามารถเอาพวกแปลกแยกมาอยู่ใต้วาทกรรมหลักได้สำเร็จด้วยการให้โอกาส และให้ความใส่ใจสำหรับผู้ทำผิด

หนังที่ว่าดีพอสมควร ตอนนี้เป็นซีดีอยู่ สามารถดูกันได้ทั้งครอบครัวครับ