ผมเป็นแฟน ศ. กีรติ บุญเจือ ในคอลัมน์ ปรัชญาภิรมย์ ที่ตีพิมพ์ต่อเนื่องในนิตยสารต่วย’ตูน เป็นแฟนมานานหลายปี อ่านคำอธิบายเรื่องยาก คือเรื่องปรัชญา ให้กลายเป็นเรื่องง่ายและขำขันด้วยความสามารถในการเขียนของท่าน ที่ไม่มีคนเทียบเทียม หรืออาจจะกล่าวว่า ไร้เทียมทาน

ศ. กีรติ ท่านให้ความหมายของปรัชญาว่า หมายถึงปัญญา ซึ่งในทางภาษาเรารู้ว่าสองคำนี้มาจากรากศัพท์เดียวกันแต่ไทยเรานำมาใช้ในความหมายที่แตกต่างกันและเรามักหมายถึงศาสตร์ที่เข้าใจยาก และลอยอยู่ในความคิดหรือการให้ความหมาย แต่ผมอ่าน ศ. กีรติ และตรวจสอบกับความรู้ในอินเทอร์เน็ตแล้ว คิดว่าไม่ใช่ ปรัชญาเป็นการตีความจากสิ่งที่เห็นอยู่ในสังคม ในเรื่องการประพฤติปฏิบัติ สิ่งก่อสร้าง หรือสถาปัตยกรรม วรรณกรรม ศิลปะ ละคร ดนตรี และนฤมิตกรรม อื่นๆ

ในต่วย’ตูน ฉบับเดือนมิถุนายน ๒๕๕๙ ท่านเขียนเรื่องปรัชญา postmodernism ท่านบอกว่าปรัชญาแนวนี้ นำโดย Sir Karl Popper ที่แตกกิ่งมาจากปรัชญา modernism ของกลุ่มนักปรัชญาเวียนนา แต่แปลกที่ในวิกิพีเดียในหัวข้อดังกล่าวไม่เอ่ยถึง Karl Popper เลย

ผมชอบที่ในวิกิพีเดียเขาใช้คำว่า philosophical movement ที่แสดงความเคลื่อนไหวไม่หยุดนิ่งของปรัชญา หรือปัญญา ในนิยามของ ศ. กีรติ ซึ่งก็เป็นไปตามยุคของปรัชญา ที่ท่าน ศ. กีรติ สรุปตอนท้ายข้อเขียนว่า ปรัชญามี ๕ ยุคหรือ ๕ กระบวนทรรศน์คือ กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์, กระบวนทรรศน์โบราณ, กระบวนทรรศน์ยุคกลาง, กระบวนทรรศน์นวยุค และ กระบวนทรรศน์หลังนวยุค

ศ. กีรติ บอกว่า ปรัชญาเป็นศาสตร์ที่อยู่เหนือศาสตร์อื่น แต่ผมมองว่าปรัชญาเป็นศาสตร์ที่ขึ้นกับศาสตร์อื่นๆ ที่มีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมหลากหลายด้านของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิทยาศาสตร์ ที่ทำให้เราเข้าใจ จักรวาล โลก ชีวิต และเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างไม่หยุดยั้ง

ผมมองว่า ปรัชญาเกิดจากการตีความปรากฏการณ์ในสังคมมนุษย์ และเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสังคม มนุษย์ไปด้วย โดยเราไม่รู้ตัว

อ่านเรื่อง modernism และ postmodernism ในวิกิพีเดียแล้วจะเห็นว่าภาพ “ยุคของปรัชญา” ยังขึ้นกับมองจากมุมไหน ส่วนมากมักมองจากมุมของศิลปะ และมุมของสถาปัตยกรรม และเมื่ออ่านจากหัวข้อ modernism ในวิกิพีเดีย ยังพบว่า ปรัชญานวยุค (modernism) พัฒนาต่อจากปรัชญาโรแมนติก (romanticism) ที่พัฒนาขึ้นต่อต้านสังคมยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่กดขี่แรงงานอย่างไร้มนุษยธรรม

การศึกษาปรัชญาฝรั่งและถือตามก้นเขาจึงไร้สาระอย่างยิ่งในสายตาของผม เพราะอ่านจากข้อเขียนของ ศ. กีรติ และอ่านจากความรู้ที่ปลายนิ้ว (หมายถึงค้นจากอินเทอร์เน็ต) แล้วผมตีความว่าปรัชญาเป็นเรื่องของแต่ละสังคมมนุษย์ เชื่อมโยงกับความเป็นอยู่ในยุคนั้นๆ ของมนุษย์ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละสังคมเราจึงควรศึกษาทำความเข้าใจปรัชญาไทย ในยุคต่างๆ เอามาเป็นบทเรียนให้เยาวชนไทยเข้าใจรากเหง้าของตนเอง

สังคมไทยเราอ่อนแอ เพราะเราขาดการศึกษาตีความปรากฏการณ์ต่างๆ ในสังคมไทยนำเสนอเป็นปรัชญายุคต่างๆ ของสังคมเราเอง และอธิบายว่าความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงนั้นมาจากเหตุปัจจัยอะไรบ้างมามีปฏิสัมพันธ์กัน และเหตุปัจจัยหลักคืออะไร ความอ่อนแอขาดแคลนนี้ ทำให้คนไทยไม่เข้าใจรากเหง้าของตนเอง

โดยที่ในยุคปัจจุบัน ในกระแสโลกาภิวัตน์ ปรัชญาต่างกระแสในต่างวัฒนธรรมเข้ามามีปฏิสัมพันธ์กัน เกิดการผสมหรือขัดแย้งกัน ความขัดแย้งใหญ่ของปรัชญา ISIS กับปรัชญาทุนนิยมสุดโต่ง กำลังสู้รบกันอยู่ในปัจจุบัน โดยที่โลกตะวันตกช่วยกันโหมข่าวว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกหัวรุนแรงเป็นลัทธิสุดโต่ง คล้ายกับที่อเมริกาป้ายสีลัทธิคอมมิวนิสต์เมื่อห้าสิบปีก่อน

การที่ฝรั่งจัดยุคปรัชญาตามยุคสมัยของเขาและโมเม (โดยเราก็ยอมให้เขาโมเม) ว่าเป็นยุคของโลก จึงเป็นพฤติกรรมเจ้าโลก (hegemony) ในรูปแบบหนึ่ง และความขัดแย้งระหว่างปรัชญาเจ้าโลกกับปรัชญากระแสอื่น อาจเป็นตัวการสร้างสงครามโลกครั้งที่สามก็ได้

แต่การเรียนรู้ยุคของปรัชญาฝรั่งไม่ใช่จะไร้ประโยชน์นะครับ มันจะช่วยให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ในสังคมมนุษย์ ว่ามีผลต่อความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์มาะเป็นระยะๆ อย่างไร และช่วยให้มีปัญญาเข้าใจว่าโลกในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปในทางไหน

สำหรับคนชอบเข้าชมพิพิธภัณฑ์อย่างผมจะช่วยให้ทำความเข้าใจความหมายของชิ้นงานศิลปะ หรือวัตถุต่างๆ ทั้งในสมัยโบราณและร่วมสมัย ได้ลึกยิ่งขึ้น

ด้วยความเคารพนักปรัชญา คนรู้น้อยอย่างผม มีความเห็นว่า ประเทศไทยเราต้องยกเครื่องศาสตร์ด้านปรัชญาของวงวิชาการไทยโดยสิ้นเชิง เพื่อแก้ปัญหาความขาดแคลนอ่อนแอด้านความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของ “ปัญญา” ไทย สำหรับใช้ ความรู้เกี่ยวกับ “ปัญญาไทย” สร้างรากเหง้าทางปัญญาของคนไทย

วิจารณ์ พานิช

๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๙

ปั๊มน้ำมัน ปตท. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ