การปฏิรูประบบงานวิจัยของประเทศไทย (๙)

หากรัฐบาลทำเพียงแค่ก่อนนี้ ก็เท่ากับยิ่งนัดเดียว ไม่ใช่แค่ได้นกสองตัว แต่ได้นกหลายตัวเลย อยากได้นกอะไรบ้าง คณะทำงานในเรื่องนี้ของรัฐบาลคงจะไปคิดต่อเองได้

การเพิ่มจำนวนคนทำวิจัย

แม้ว่าโดยรวมแล้วงานวิจัยของประเทศส่วนใหญ่อยู่ในมหาวิทยาลัย แต่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยไทยทั้งหมดที่พร้อมในเรื่องการทำวิจัย ตรงกันข้าม มหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม และยังจะต้องได้รับการพัฒนาในเรื่องนี้ด้วย

การทำวิจัยเป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ข้อเท็จจริง คือ อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้ทำงานวิจัย สัดส่วนของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ทำงานวิจัย ยังมีน้อยและยังจะต้องเพิ่มอีกมาก

แม้มหาวิทยาลัยที่ได้ชื่ออยู่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ (National Research University หรือ NRU) ๙ แห่ง รวมทั้งมหิดลและจุฬา ซึ่งอยู่ในแนวหน้า ก็ยังมีสัดส่วนอาจารย์ที่ทำวิจัยไม่ถึงร้อยละ ๔๐ มหาวิทยาลัยสองแห่งนี้ควรจะเพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ ๖๐-๘๐ (แบบกบกระโดด หรือ frog leap) มหาวิทยาลัยในกลุ่ม NRU อีก ๗ แห่ง และที่เหลืออีก ๗๐ แห่ง ก็จะต้องเพิ่มทั้งสัดส่วนและจำนวนด้วย

นี่ควรเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่งที่รัฐบาลควรกำหนดให้มหาวิทยาลัยไทยทำ คือ การเพิ่มสัดส่วนและจำนวนอาจารย์ที่จะต้องทำงานวิจัย และเพิ่มจำนวนผู้ช่วยวิจัย (research assistants) นักวิจัยหลังปริญญาเอก (post-doctoral research fellows) พร้อมๆ กับเพิ่มกิจกรรมการทำวิจัย (อาจจะกำหนดในเรื่องที่เกี่ยวกับ Technology Mega Trends ทั้ง ๔ ด้าน ที่รัฐบาลต้องการให้เกิดก่อนก็ได้) ให้อาจารย์มหาวิทยาลัย พร้อมกับการกระตุ้น (incentive) ทางด้านงบประมาณผ่านมหาวิทยาลัย ที่จะต้องใช้เพิ่มขึ้นในเรื่องนี้

หากรัฐบาลทำเพียงแค่ก่อนนี้ ก็เท่ากับยิงนัดเดียว ไม่ใช่แค่ได้นกสองตัว แต่ได้นกหลายตัวเลย อยากได้นกอะไรบ้าง คณะทำงานในเรื่องนี้ของรัฐบาลคงจะไปคิดต่อเองได้

ข้อพึงระวังที่สำคัญในเรื่องนี้คือ อย่าให้อาจารย์ทำงานวิจัยหรือทำงานวิจัยเพิ่มโดยไม่ให้ทรัพยากรใดๆ เพื่อใช้ในการทำงาน หรือ "อย่าส่งทหารออกรบโดยไม่ให้อาวุธ"

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การปฏิรูปการศึกษาไทย



ความเห็น (0)